10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอนาคต

ตอนที่ 2
หญิงไทยไอที

เรายังอยู่กันที่เรื่อง 10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอนาคตกันอยู่นะครับ จากฉบับที่แล้วเราได้คุยกันในเรื่อง หุ่นยนต์อัตโนมัติ เครื่องพิมพ์ 3 มิติ และรถบินได้กันไปแล้ว ซึ่งเรื่อง 3 เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเบาๆที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ในระดับเบื้องต้น มาคราวนี้ผมขอแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆที่อาจทำให้ใครหลายคนตะลึงว่า "มันมีจริงๆแล้วหรือ?"

อยากรู้ว่าเป็นจริง หรือไม่ต้องอ่านกันต่อไปครับ

4. Invisibility Suite (ชุดล่องหน) เรื่องการล่องหนนี่เป็นอะไรที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะทำได้กันมานานแสนนานแล้วครับ ดูได้จากนวนิยายปรัมปราสมัยก่อนที่จะต้องมีเรื่องการล่องหนเข้ามายุ่งเกี่ยวเสมอ ที่ดังๆก็ขุนช้างขุนแผน หรืออย่างฝรั่งก็จะมีผ้าคลุมล่องหนของ แฮรี่ พอตเตอร์ แม้กระทั่งโดเรม่อนยังมีผ้าคลุมล่องหนกับเขาเลย
แต่เท่าที่ผมดูภาพยนตร์มาก็เห็นมีเทคนิคการล่องหนของ Predator (ภาพยนตร์ ปี 1987 ที่พี่ อาร์โนลด์ ชวาเซเนเกอร์ เล่นไงครับ) นี่แหละครับ ที่น่าจะเป็นจริงที่สุด เพราะชุดล่องหนของจริง ก็น่าจะทำงานแบบเดียวกันกับ Predator ในเรื่องนี้ครับ

เทคนิคในการทำชุดล่องหนนั้นง่ายมาก คือเขาจะฉายภาพจากด้านหลังมาแสดงที่ด้านหน้า ทำให้เราสามารถเห็นภาพของสิ่งแวดล้อมในฝั่งตรงข้ามของชุดได้ ก็เลยทำให้ดูเหมือนกับล่องหน เพราะคนดูคิดว่ามองทะลุชุดได้
รูปตัวอย่างนี่คือพี่ Predator นะครับ ลองดูดีๆ จะเห็นว่าเราสามารถมองเห็นฝั่งตรงข้ามได้รางๆ ซึ่งน่าจะเป็นเทคนิคเดียวกับชุดล่องหนจริงๆ ที่เขากำลังพัฒนากันอยู่

5. Neurohacking เป็นเทคนิคในการเจาะเข้าไปในระบบสมองครับ โดยมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง (ตามแต่จุดที่เจาะเข้าไป) เช่น เพิ่มศักยภาพของสมอง ซ่อมแซมสมองส่วนที่เสียหาย

นอกจากการรักษาความเสียหายของสมองแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังคาดว่าสักวันในอนาคต เราจะสามารถใช้ Neurohacking ในการดึงข้อมูลจากสมองออกมาได้ เช่น ข้อมูลรหัสผ่าน หรือพวกความลับต่างๆที่เจ้าของสมองไม่อยากจะบอกใคร

โชคดีของยุคเราที่ยังไม่มี Neurohacking แบบที่สามารถดึงข้อความความลับจากสมองได้ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ไม่แน่นะครับ

เกือบลืมบอก ภาพยนตร์ที่มีเรื่องของ Neurohacking มาเกี่ยวข้องก็เรื่อง Johnny Mnemonic ที่ออกฉายในปี 1995 (ตั้ง 20 ปีมาแล้วแหนะ)

6. Hypersonic Trains (รถไฟความเร็วสูงมาก) ถ้าพูดถึงรถไฟความเร็วสูง ทุกคนต้องนึกถึงชิงคังเซน (Shinkansen) ของญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ด้วยความเร็ว 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในปี 1964 ทำให้ทุกคนทึ่งกับความเร็วมาก เพราะรถไฟโดยทั่วจะใช้ความเร็วได้ไม่ค่อยเท่าไหร่เมื่อเทียบกับรถยนต์ส่วนบุคคล แต่สำหรับชิงคังเซนนั้น ความเร็ว 200 กว่าๆนี่ ถือเป็นเรื่องเล็ก เพราะพอถึงปี 1996 ชิงคังเซนก็สามารถวิ่งได้ถึง 443 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในรางปกติ
แล้วเค้าก็ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้นะครับ ดูเหมือนจะทดลองเอาไปวิ่งบนรางแม่เหล็กที่เรียกว่า Maglev ทำให้สามารถวิ่งได้ถึง 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียวเชียว

แต่ยังไม่หมดนะครับ ได้ยินมาว่าเขากำลังจะทำท่อสุญญากาศสำหรับให้รถไฟวิ่งอยู่ข้างในเพื่อเพิ่มความเร็วให้รถไฟกันอีก จนมีคนทำนายกว่าในอนาคตอีกไม่นานนี้ รถไฟจะวิ่งได้เร็วกว่าเครื่องบิน

ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ รูปแบบการเดินทางของคนหลายๆคนคงเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน


(ลืมบอกไปความเร็วของเครื่องบินพาณิชอยู่ที่ประมาณ 700-800 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ)

เรื่องเทคโนโลยีของเรายังไม่จบนะครับ คงต้องขอไปต่อกันฉบับหน้านะครับ ^_^