กรมการท่องเที่ยว

กับ "ปีท่องเที่ยววิถีไทย" แหล่งท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน
ที่นี่...รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

"วิถีไทย" เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของคนไทย ที่บรรพบุรุษไทยได้สืบทอดกันต่อมาจากอดีตถึงปัจจุบัน เป็นแนวทางในเรื่องที่ดีที่สังคมยอมรับกันเป็นบรรทัดฐาน การใช้วิถีไทยเป็นจุดเด่นทางการตลาดท่องเที่ยว จะทำให้ประเทศไทยมีความแตกต่าง และสามารถดำรงความได้เปรียบในการแข่งขันไว้ได้

ในโอกาสที่รัฐบาลประกาศวาระแห่งชาติให้ พ.ศ.2558 เป็น "ปีท่องเที่ยววิถีไทย" ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้การเติบโตของชาติเป็นไปอย่างยั่งยืน แม้ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์และการเชื่อมโยง แต่ในด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ทั้งสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและสิ่งที่เป็นธรรมชาติ อาจยังมีความเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ้าง

ตามความเข้าใจง่ายๆ วิถีไทย คือสิ่งที่ใกล้ตัวคนไทย และคนไทยรับรู้ว่าสิ่งนั้นมีอะไรบ้าง ทุกบริบทของความเป็นไทยที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผู้คนทั่วไปในสังคมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีงามและยอมรับได้

วิถีไทยที่มีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยวไทย อาจแบ่งเป็น 8 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ด้านอาหารการกิน คือวิธีการปรุงอาหาร มารยาท รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ

2. ด้านการแต่งกาย การแต่งกายที่ผิดแผกกันไปในแต่ละภูมิภาค วัสดุ วิธีการแต่งกาย

3. ด้านที่อยู่อาศัย ลักษณะของที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค

4. ด้านประเพณี งานบุญ งานประเพณี ตามแบบความเชื่อ ความนิยมของแต่ละท่องถิ่น

5. ด้านภาษา ภาษาที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาสมัยใหม่ ภาษาอินเทอร์เน็ต

6. ด้านอาชีพ การทำงานเพื่อการดำรงชีวิตในแนวทางต่างๆ การเกษตร การประมง การช่าง การค้า

7. ด้านความเชื่อ เป็นความเชื่อและศรัทธาในสิ่งต่างๆ เช่น ศาสนา อิทธิปาฏิหาริย์ ปรากฏการณ์พิสดาร

8. ด้านศิลปะพื้นถิ่น เป็นภูมิปัญญาด้านศิลปะ ดนตรี ทัศนศิลป์ ศิลปะการต่อสู้ ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในด้าน การพัฒนาการท่องเที่ยวไทย ได้กำหนดกรอบนโยบาย ปี 2558 ภายใต้แนวคิด การพัฒนาการท่องเที่ยววิถีไทยโดยจะเร่งพัฒนา "แหล่งท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน" ในด้านความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว มาตรฐานการบริการ และความพร้อมของบุคลากร เพื่อสอดรับกับแนวคิดปีท่องเที่ยววิถีไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียน

เมื่อเร็วๆนี้ กรมการท่องเที่ยวได้จัดกิจกรรม "กรมการท่องเที่ยว สานสัมพันธ์สื่อ ร่วมมือพัฒนาท่องเที่ยวไทย" โดยเชิญสื่อมวลชนทุกแขนงไปรวมงานในครั้งนี้ โดย ว่าที่ร้อยตรี อานุภาพ เกสรสุวรรณ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ประธานในงานฯ ได้กล่าวว่าเนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศให้ ปี 2558 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย และจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งผลให้ประเทศไทยและประเทศสมาชิกมีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกันในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

"เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้นำ อัตลักษณ์ และ เสน่ห์แห่งความเป็นไทย ในเรื่องศิลปวัฒนธรรม ประเพณี อาหารการกิน และวิถีชุมชนมาเป็นกลไกลในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว..."

ว่าที่ร้อยตรีอานุภาพ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาท่องเที่ยววิถีไทย จะดำเนินการภายใต้ 4 กลยุทธ์ 1. เสริมจุดเด่น ด้วยการเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สืบสานวัฒนธรรม พัฒนาเรื่องเล่าและพัฒนาบุคลากร 2. เสนอจุดขายโดยส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เป็นงานท่องเที่ยวระดับโลก 3. ขยายแนวร่วม เชื่อมโยงพัฒนาธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง 4. รวมพลขับเคลื่อนโดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคเอกชน รวมทั้งภาคการศึกษา

สำหรับ แนวทางพัฒนาเตรียมความพร้อมของพื้นที่ท่องเที่ยว มุ่งเน้นไปยังจังหวัดที่อยู่ใน โครงการ 12 เมืองต้องห้าม...พลาด และพื้นที่ซึ่งมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมและวิถีชุมชนคือ เพชรบูรณ์ ลำปาง น่าน เลย บุรีรัมย์ จันทบุรี ตราด ราชบุรี สมุทรสงคราม ชุมพร นครศรีธรรมราช และตรัง

  • ลำปาง เมืองที่ไม่หมุนตามกาลเวลา ผู้คนมีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ อนุรักษ์สภาพเมือง ศิลปะวัฒนธรรมแบบโบราณไว้ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้มาสัมผัสความงดงามได้ด้วยความภาคภูมิใจ อาทิ รถม้า สถานีรถไฟ ชามไก่ สะพานข้ามแม่น้ำ วัด ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมาร์)
  • เพชรบูรณ์ ภูดอกไม้ สายหมอก มีความสมบูรณ์และวิวทิวทัศน์งดงามตามธรรมชาติ ปกคลุมด้วยสายหมอกและมีอากาศเย็นสบายตลอดปี แต่งแต้มด้วยสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์ เช่น ทุ่งปอเทือง ดอกทานตะวัน ดอกกระดาษ ทุ่งดอกไม้เมือหนาวทับเบิก ทุ่งดอกกะหล่ำ ต้นนางพญาเสือโคร่ง
  • น่าน กระซิบรักเสมอดาว ความงามแห่งล้านนาตะวันออก ภาพวาดจิตกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์แสดงภาพวิถีชีวิตของคนเมืองน่าน ภาพปู่ม่าน-ย่าม่านที่ดูมีชีวิตชีวา เพลินชมทะเลหมอกบนดอยเสมอดาว
  • บุรีรัมย์ เมื่อก่อนต้องพูดถึงปราสาทพนมรุ้ง แต่วันนี้หลายคนนึกถึงปราสาทสายฟ้า สนามฟุตบอลมูลค่าหลายพันล้าน และสนามแข่งรถฟอร์มูล่าวัน เป็นสถานที่โดดเด่นของจังหวัด แล้วยังมีอุทยานดอกไม้เพลาเพลิน สีสันของดอกไม้หลากหลายฤดูกาล ผสานวัฒนธรรมขอมที่ลงตัว
  • เลย เย็นสุด...สุขที่เลย โอบล้อมด้วยภูเขาสูง สมบูรณ์ทางธรรมชาติ เดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดปี ไปขึ้นภูดูทะเลหมอก ล่องแพห้วยกระทิง เที่ยวเชียงคาน ชมภูป่าเปาะ-ฟูจิเมืองเลย
  • สมุทรสงคราม เมืองสายน้ำสามเวลา เมืองเล็กๆ แต่มากมายด้วยประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของผู้คนที่ผูกพันกับสายน้ำ เรือกสวนไร่นา การพายเรือขายของ เช้าตักบาตรทางน้ำ สายๆชมตลาดน้ำและตลาดบก ตกเย็นนั่งเรือดูหิ่งห้อย ริมน้ำแม่กลองมีรีสอร์ทน่ารักน่าพัก ปั่นจักรยานลัดเลาะชมสวน เรียนรู้วิถีชุมชน
  • ราชบุรี ชุมชนคนอาร์ต นำศิลปะต่างๆ มาดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาท่องเที่ยว เชื่อมโยงมรดกศิลปะที่สั่งสมจากบรรพบุรุษ ทั้งวิจิตรศิลป์ ประติมากรรม มัณฑนศิลป์ และนาฏศิลป์ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อาทิ สวนผึ้ง เขากระโจม สวนกล้วยไม้ สืบสานการทำเครื่องปั่นดินเผา ศิลปะหนังใหญ่ การทำเทียนหอม
  • ตราด เมืองเกาะในฝัน สมญานามหมู่เกาะอันดามันแห่งตะวันออก หาดทรายขาว น้ำทะเลใส เกาะ หลายแห่ง อาทิ เกาะหมาก เกาะกระดาษ เกาะกูด ท่องเที่ยววิถีชุมชน สวนผลไม้ อาหารทะเลอร่อย
  • จันทบุรี สวนสวรรค์ร้อยพันธุ์ผลไม้ โอบล้อมผู้มาเยือนด้วยสวนผลไม้และความสุขที่หวานฉ่ำ บนดินแดนแสนงามและวิถีประมงแห่งภาคตะวันออก เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ที่นี่จะกลายเป็นเมืองผลไม้หลากรส มังคุด ทุเรียน ลองกอง เงาะ สละ สัมผัสวิถีชีวิตชาวสวนผลไม้ วันเดย์ทริปชิมบุฟเฟ่ต์ผลไม้
  • ตรัง ยุทธจักรความอร่อย เสน่ห์ของเมืองสงบเรียบง่าย หลอมรวมวัฒนธรรมอาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเชื้อสายจีน หมู่ย่างหนังกรอบ ติ่มซำคำโต ขนมเค้กมีรู จิบกาแฟดูวิถีชาวตรัง
  • ชุมพร หาดทรายสวยสี่ร้อยลี้ (200 กว่ากิโลเมตร) ประตูสู่ภาคใต้ หาดทรายขาวทอดยาวเคียงคู่น้ำทะเลใสสวยงาม อาหารทะเลราคาย่อมเยา จิบกาแฟโรบัสต้า ชมดอกกาแฟสีขาวผลิบานและมีกลิ่นในช่วงปลายปี ผลไม้หลังสวนชวนให้ลิ้มลอง อาทิ ทุเรียนบ้าน มังคุด ลองกอง กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง ฯลฯ
  • นครศรีธรรมราช นครสองธรรม "ธรรมะ" และ "ธรรมชาติ" หลอมรวมลงตัว นมัสการพระมหาธาตุวรวิหาร พระบรมธาตุยอดทองคำ ชมความอัศจรรย์ของยอดพระธาตุไร้เงา ไปดูหนังตะลุง-สุชาติ ทรัพย์สิน ชมปลาโลมาสีชมพูที่หาดขนอม สัมผัสความเย็นฉ่ำของน้ำตกกรุงชิงสายน้ำทิ้งดิ่งจากหน้าผา เรียนรู้วิถีแห่งการอนุรักษ์และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าที่หมู่บ้านกลางหุบเขาที่บ้านคีรีวงศ์

แนวทาง การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จะมีความสอดคล้องกับ "ความเป็นมา" และ "อัตลักษณ์ของท้องถิ่น" อาทิ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา พัฒนาการท่องเที่ยวเขตอารยธรรมอีสานใต้ ฯลฯ รวมทั้งการจัดทำ โครงการอาหารปลอดภัยและตลาดสดน่าซื้อ ซึ่งเป็นการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยสื่อสารผ่าน วัฒนธรรมอาหารและวิถีการกินของคนไทย

"วิถีความเป็นไทยเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ในสายตานักท่องเที่ยวอยู่แล้ว เรามีหน้าที่เข้าไปทำให้จุดขายตรงนี้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนาองค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ของมัคคุเทศก์ มาตรฐานร้านค้า มาตรฐานบริการ ความปลอดภัย รวมถึงทักษะด้านภาษาที่จะช่วยสื่อให้ต่างชาติเข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรมและวิถีความเป็นไทยได้ดีขึ้น" อธิบดีกรมการท่องเที่ยวกล่าวและว่า

"กรมการท่องเที่ยววางนโยบายระยะยาว และกำหนด กรอบการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยวให้สอดรับกับ ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว 2020 ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ร่วมระดมความคิด เพื่อร่างเป็น แผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ระยะยาว ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการการมีส่วนร่วม คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ภายในปีนี้"

ส่วน แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวกำหนดไว้ 3 ด้านคือ 1. การพัฒนาสินค้า บริการ และปัจจัยสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว 2. การฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน 3. พัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

กรอบแนวคิด "การพัฒนาท่องเที่ยวไทย" การส่งเสริมกระบวนมีส่วนร่วมภาครัฐประชาชน ส่งเสริมตลาดท่องเที่ยว ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว พัฒนาสินค้าและบริการปัจจัยสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว

กรอบแนวคิด "การพัฒนาท่องเที่ยววิถีไทย" เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

1. สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

2. จุดขาย : วิถีชุมชน ประเพณี และศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทย (Thainess) และ

3. ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของอาเซียน

สำหรับ เขตพัฒนาการท่องเที่ยว 8 CLUSTER ประกอบด้วย

1. เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา ท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนา ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และ CREATIVE TOURISM เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน

2. เขตพัฒนาการท่องเที่ยวมรดกโลก เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก

3. เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก (Royal Coast) ท่องเที่ยวทางทะเล (Serene Beach) และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง

4. เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก และ Andaman Hideaway

5. เขตพัฒนาการท่องเที่ยวชีวิตลุ่มแม่น้ำโขง เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร บึงกาฬ 6. เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ ท่องเที่ยวอารยธรรมขอม และลุ่มน้ำโขง นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ อุบลราชธานี 7. เขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง ปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี 8. เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล (Active Beach) และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด

และยังมี เขตเศรษฐกิจพิเศษ (เมืองชายแดน) 5 จังหวัดประกอบด้วย ตาก ชายแดนไทย-เมียนมาร์ มุกดาหาร ชายแดนไทย-ลาว สงขลา ชายแดนไทย-มาเลเซีย สระแก้ว และตราด ชายแดนไทย-กัมพูชา

ปีท่องเที่ยววิถีไทย (2015 Discover Thainess) เพื่อสร้างการรับรู้ถึงภาพลักษณ์ด้านบวกจากความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความรัก ความสามัคคี ความปลอดภัย และมิตรไมตรีของคนไทย โดยเฉพาะความสุข ความรื่นเริง ความเป็นอยู่แบบไทยที่พบเห็นได้ทุกถิ่นทั่วไทยที่เชื่อมโยงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวให้เข้าถึงวิถีไทย (Thainess) ควบคู่กับการกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวที่สนุกสนาน และเบิกบานใจ รวมถึงการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ของชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำ (Re-visit) กลุ่มที่ไม่เคยรู้จักประเทศไทย (First visit) ได้เข้ามาเรียนรู้สัมผัสประสบการณ์ วิถีความเป็นอยู่แบบไทย

เพราะ "การท่องเที่ยววิถีไทย" จะไปเชื่อมโยงกับ "การท่องเที่ยวชุมชน" เยี่ยมชมความเป็นอยู่และซื้อสินค้า เป็นการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และปลูกฝังให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึง "คุณค่า" ในสิ่งที่ใกล้ตัวเอง เสริมสร้าง "ความรักถิ่นฐานชุมชน" ของตนเอง