เที่ยวสุดชายแดนไทยที่แม่สอด

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

3.ตำนานเก่าท่าสายลวด

ทันทีที่เดินถึงแผ่นดินแม่สอด ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าโฉมหน้าของเมืองเมืองนี้ จากสายตาที่เคยเห็นมันได้กลายเป็นมหานครแห่งใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่หลังแนวเทือกเขาถนนธงชัย ทั้งๆที่สถานะทางการปกครองเป็นเพียงอำเภอหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางฟากฝั่งตะวันตกของตัว จังหวัดตาก แต่ความเจริญของบ้านเมืองตั้งแต่ถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง ย่านการค้าการพาณิชย์อย่างที่เห็น มันเทียบได้กับตัวจังหวัดเลยทีเดียว

ใครที่คิดว่าแม่สอดเป็นเมืองทุรกันดารหลังเขา เหมือนดั่งไกลปืนเที่ยงแบบวันวานที่ผ่านมานั้น ต้องกลับไปเปลี่ยนความรู้สึกแล้วก็สร้างภาพลักษณ์กับความเป็นจริงของบ้านนี้เมืองนี้กันใหม่เสียแล้ว

ผมมีข้อมูลมานำเสนอซึ่งหากอ่านให้จบก็จะพบว่า อำเภอแม่สอด ในปัจจุบันนี้ช่างไม่ธรรมดาอาเสียเลย ดูได้จากแนวตะเข็บชายแดนระหว่างไทยกับพม่าหรือเมียนมาร์ ที่ยาวจากเหนือลงใต้ไปประมาณ 2,401 กิโลเมตร มีด่านส่งออกสินค้าและนำเข้ากระจายกันอยู่หลายแห่งในพื้นที่แต่ละจังหวัด

แต่เชื่อหรือมั้ยว่า มูลค่าของการส่งออกสินค้าจากไทยไปสู่พม่าเฉพาะที่ด่านศุลกากร อำเภอแม่สอด หรือที่เรียกกันมานานว่าด่านท่าสายลวด มีสัดส่วนของการส่งออกสูงถึงร้อยละ 55 เหนือกว่าด่านทุกๆด่าน และด้วยเหตุนี้เองที่รัฐบาลพม่าได้รีบฉวยโอกาสประกาศให้เมืองเมียวดี ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง และตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัว อำเภอแม่สอด โดยมีแม่น้ำเมยกางกั้น เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเมืองเมียวดี ขึ้นเมื่อปี 2554

นับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งที่ 19 ของพม่า และเขายังกำหนดไว้อีกว่าพอถึงปี 2558 พม่าจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษกระจายครอบคลุมไปทั่วทั้งประเทศ

ทางไทยเราได้เริ่มมีการศึกษาอย่างเป็นจริงกันมาตลอด เพื่อจะให้ อำเภอแม่สอด เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ภายใต้แนวคิดเมืองคู่แฝดแม่สอด-เมียวดี เหมือนกับการพัฒนาเมืองคู่แฝดมุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กระทั่งถึงปี 2557 อำเภอแม่สอด ก็ได้รับการประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ สามารถส่งออกสินค้ามีมูลค่าสูงถึงปีละ39,000 ล้านบาท

กับปี 2558 เมื่อเป็นปีแห่งการเปิดประตูเสรีด้านการค้า ภายใต้โครงการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การส่งออกของเมืองคู่แฝดแม่สอด-เมียวดี จะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 50,000 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมสูงสุดของพม่า คือเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง แล้วก็สบู่ ซึ่งพม่าถือว่าสินค้าเหล่านี้ของไทยมีคุณภาพสูง

ขณะเดียวกันสินค้าที่มีแนวโน้มในการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคตของตลาดพม่า ในยุคก่อร่างสร้างเมืองก็คือวัสดุก่อสร้างทุกชนิด!

มาดูเรื่องท่องเที่ยวกันบ้างซึ่งตัวเลขโดยภาพรวมแล้ว จังหวัดตาก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปเพื่อท่อง เที่ยวทั้งแบบพักแรมคืน และไม่พักแรมคืนปีหนึ่งประมาณ 1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้เกินครึ่งจะต้องเดินทางต่อไปยัง อำเภอแม่สอด หรือผ่านต่อไป อำเภออุ้มผาง เพื่อเที่ยวน้ำตกทีลอซูหรือล่องแก่งลำน้ำแม่กลองบนนั้น

ทุกวันนี้เฉพาะ อำเภอแม่สอด จึงมีโรงแรมและรีสอร์ทรองรับคนเดินทางเข้าไปในพื้นที่มากถึง 62 แห่ง คิดเป็นจำนวนห้องพัก 1,832 ห้องเข้าไปแล้ว และโรงแรมเหล่านี้ก็มิได้ผุดขึ้นมาเพื่อขายให้กับนักท่องเที่ยวเพียงกลุ่มเดียวหรอกนะ

เพราะแม่สอดเป็นเมืองชายแดนที่มีการซื้อขายอัญมณีประเภทพลอยกับพม่ากันมานาน ทั้งพลอยแดง บุษราคัม เขียวส่อง เพทาย รวมถึงจำพวกหยก จึงทำให้มีพ่อค้าจากฝั่งตะวันออกด้านจันทบุรี รวมถึงพ่อค้าพลอยจากอินเดีย ศรีลังกา กระทั่งอเมริกาใต้หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันเข้าไปมิได้ขาด

แม่สอดซึ่งมีฐานะเป็นแค่อำเภอก็จริง แต่ขอโทษ! กลับมีสนามบินและมีเที่ยวบินบินเชื่อมจากกรุง เทพฯ ถึงที่นี่ทุกวัน ด้วยเครื่องบินแบบใบพัด เอ.ที.อาร์.ตระกูลอังกฤษ บรรจุผู้โดยสารได้เที่ยวละ 60 คน แถมรัฐบาลชุดคืนความสุขสู่ประชาชนมีแผนที่จะพัฒนาสนามบินแห่งนี้ให้มีอาคารโดยสารที่ทันสมัยขึ้นอีกต่างหาก ความคึกคักของเมืองนี้จึงไม่ต้องพูดถึง!

นี่ยังไม่นับรวมถึงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์ ข้ามลำน้ำเมยไปสู่เมืองเมียวดีที่ถือเป็นแม่เหล็กสำคัญของการขนส่งสินค้า แล้วก็เป็นผลพลอยได้ทางการท่องเที่ยวไปด้วย เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้เมืองหลวงอย่างย่างกุ้ง กับเมืองมะละแหม่งจุดเชื่อมไปสู่ทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งน่าจะสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายนี้ในอนาคตอันใกล้ได้อย่างแน่นอน

ทันทีที่เดินทางถึงแม่สอดผมไม่รอช้ารีบตรงรี่ไปยังบริเวณแนวชายแดนริมฝั่งแม่น้ำเมย ซึ่งมีเมืองเมียวดี จังหวัดกะเหรี่ยง ของเมียนมาร์อยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วก็ต้องยอมรับว่าเมื่อไปถึงสถานที่ดังกล่าว จึงได้เห็นความคึกคักในฐานะเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการทำมาค้าขายไปจนถึงผู้คนชาวเมียนมาร์ ที่ข้ามฝั่งมาทำมาหากินยังฝั่งเราได้อย่างเปิดเผยระดับหนึ่งแล้ว

รวมถึงคนหนุ่มคนสาวซึ่งน่าจะเป็นชนเผ่าชาวกะเหรี่ยงมากกว่า ต่างเตรียมตัวจะเดินทางไปทำงานกันในกรุงเทพฯ ทั้งประเภททำงานบ้านไปจนถึงรับจ้างตามสถานบริการทั่วไป เช่น ร้านอาหารขนาดเล็กไปจนถึงภัตตาคารขนาดใหญ่อะไรทำนองนี้

ผมยืนมองดูสะพานที่ทอดข้ามลำน้ำเมยไปสู่เมืองเมียวดี ด้วยความรู้สึกที่กระหยิ่มยิ้มย่องว่าสะพานแห่งนี้คงจะเป็นตัวเชื่อมมิตรภาพระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นด้านมนุษยชาติ การค้าการลงทุน การขนส่งสินค้า รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ แก่คนทั้งสองฝั่ง หรือคนจากประเทศที่สามซึ่งอยู่ในกลุ่มสมาชิกอาเซียนด้วยกัน แล้วก็ไกลไปจนถึงมิตรประเทศจากทั่วโลกเลยทีเดียว!

จากสะพานมิตรภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมเดินทางเบี่ยงเพื่อตรงไปยังริมฝั่งแม่น้ำเมย บริเวณใต้สะพานที่ทอดสูงอยู่เหนือหัวด้วยความกว้าง 15 เมตร ระยะทางยาว 420 เมตร พบว่าสภาพสองฟากฝั่งได้ถูกพัฒนาเป็นอาคารที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์เต็มไปหมดแล้ว นั่นหมายถึงความเจริญที่กำลังเกิดขึ้นเป็นลำ ดับของท้องถิ่นทั้งสองฝั่งแม่น้ำ

แต่ถ้าให้มองย้อนกลับไปเมื่ออดีตที่ผ่านมา เชื่อมั้ยครับว่า ทั้งสองฝั่งแม่น้ำนั้นมันเป็นเพียงภาพท้อง ถิ่นชายแดน ที่ผู้คนเคยสัญจรไปมาหาสู่กันแบบวิถีที่เรียบง่าย อยากบอกด้วยว่าความแปลกของแม่น้ำสายนี้ที่ชนฝั่งตรงข้ามพากันเรียกว่า "แม่น้ำต่องยิน" คือไหลจากใต้สู่เหนือ โดยมีต้นกำเนิดเป็นบ่อน้ำซับจากใต้ดินตรงบ้านน้ำต้น ในเขต อำเภอพบพระ ก่อนไหลผ่าน อำเภอแม่สอด และ อำเภอแม่ระมาด ไปสู่ อำเภอท่าสองยาง บ้านสบเมย ถึงอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมระยะทางทั้งสิ้นราวๆ 327 กิโลเมตร

จากนั้นบรรจบกับแม่น้ำสาละวินเส้นเลือดใหญ่ของเพื่อนบ้านฝั่งเมียนมาร์หรือพม่า สุดท้ายที่อ่าวมะตะบัน กับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย

แม่น้ำเมยที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ เดิมเป็นเขตแดนที่แบ่งระหว่างแม่สอดกับเมียวดีก็จริงอยู่ แต่หาได้เป็นอุปสรรคในการแบ่งวิถีชุมชนของคนทั้งสองฝั่งที่จะไปมาหาสู่กันได้ เหมือนภัยสงครามระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยงติดอาวุธริมตะเข็บชายแดน กับกองกำลังทหารรัฐบาลพม่าที่เปิดฉากสู้รบกันมานาน หรือความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเรากับเขา จนต้องปิดพรมแดนกันไปในที่สุด ในยามหน้าแล้งที่น้ำแห้งขอดพวกเขาจะพากันเดินข้ามท้องน้ำที่ท่วมสูงแค่หน้าแข้งกันเข้ามาได้

ครั้นพอถึงฤดูน้ำหลากที่อาจไม่สะดวกต่อการสัญจรเท่าไรนัก พวกเขาก็จะพาเปลี่ยนเป็นใช้เครื่องทุ่นแรงเป็นทุ่นลอยน้ำโยงไว้กับลวดสลิง เพื่อมิให้ทุ่นนั้นหลุดลอยไปตามความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ แล้วค่อยๆ ชักลากข้ามฝั่งไปมา ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความลำบากในการเชื่อมความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด

แผ่นดินริมฝั่งชายแดนแม่น้ำเมยตรงนั้น จึงถูกเรียกติดปากกันมาตั้งแต่สมัยนั้นว่า "ท่าสายลวด" มาจนถึงปัจจุบันนี้ แล้วก็กลายเป็น ต.ท่าสายลวด ที่เจริญเติบโตและได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลท่าสายลวด มีรายได้ท้องถิ่นประจำปีหีหนึ่งจำนวนมหาศาล

ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนนั้นให้ไปเอ่ยปากถามคนเป็นนายกเทศมนตรีเอาเองดีกว่าครับ?

ผมตอบไม่ได้จริงๆ...!

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า