เชื้อร้าย

คิดเห็นประเด็นข่าว

นักวิจัยของสหรัฐฯเปิดเผยข้อมูลว่า หนึ่งในสถานที่ที่คนเรามีโอกาสติดโรคหรือรับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้มากที่สุดก็คือ สถานที่ทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานออฟฟิศซึ่งมีคนหมู่มากรวมตัวกัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอริโซนาทำการทดลองด้วยการป้ายสารเสมือนไวรัสตามพื้นผิวหรือวัตถุที่คนทำงานมีโอกาสสัมผัสได้บ่อยๆ  เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู ในห้องประชุม และห้องพยาบาล หลังจากนั้นอีก2-4ชั่วโมง ทีมวิจัยก็ติดตามร่องรอยของไวรัสปลอมๆ ตัวนี้ และได้พบว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ ดังกล่าว ไวรัสได้กระจายไปยังจุดต่างๆ ภายในออฟฟิศ คิดเป็นพื้นที่ราว 40-60 เปอร์เซ็นต์ของสำนักงาน โดยเฉพาะยิ่งจุดที่คนใช้บ่อยๆ  ยิ่งพบร่องรอยของเชื้อโรค เช่น สวิตช์ไฟ พื้นผิวโต๊ะ ลูกบิดประตู หูหิ้วถ้วยกาแฟ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เชื้อโรคที่พบได้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย หรือถ้าจะทำให้ป่วยโดยมากจะเกี่ยวกับอาการแพ้ที่บริเวณผิวหนังหรืออาการปวดท้อง อาหารเป็นพิษ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลานั้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นอย่างไร เนื่องจากไวรัสและแบคทีเรียบางตัวสามารถอยู่ได้เป็นวันๆ กว่าจะตาย ถ้าช่วงนั้นภูมิคุ้มกันอ่อนแอบังเอิญไปสัมผัสถูกเข้าแล้วมาจับอาหารเข้าปาก โอกาสล้มป่วยย่อมมีมากขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามไปก็คือ การทำความสะอาดของใช้ใกล้ตัวที่เป็นของเฉพาะของเราเองอย่างคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ และการล้างมือหรือใช้เจลทำความสะอาดก่อนหยิบอาหารกินก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

ขณะเดียวกันบริษัทอินิเชียล วอชรูม ไฮยีน เจ้าของผลิตภัณฑ์และบริการทำความสะอาดห้องน้ำแห่งสหราชอาณาจักรได้ทำการติดตั้งเซ็นเซอร์บริเวณลูกบิดประตูห้องน้ำกับที่กดสบู่ตรงอ่างล้างมือตามสถานที่มีคนจำนวนมาก เช่นสถานศึกษา สำนักงาน และห้างสรรพสินค้าทั่วยุโรปเพื่อสำรวจเปรียบเทียบพฤติกรรมคนที่เข้าห้องน้ำกับคนที่กดสบู่ล้างมือ พบว่า ในจำนวนคนที่เข้าห้องน้ำซึ่งมีมากถึง 100,000 คน ผู้ชายถึงร้อยละ 60 ไม่ยอมล้างมือหลังเข้าทำธุระในห้องน้ำส่วนผู้หญิงที่ไม่ล้างมือมีอยู่ราวร้อยละ40 โดยงานวิจัยก่อนหน้านี้ระบุว่าหลังจากทำธุระในห้องน้ำ มือของเราที่สัมผัสสิ่งต่างๆ จะมีแบคทีเรียติดอยู่ประมาณ 200 ล้านตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้ล้มป่วยได้หากบังเอิญภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หลังจากที่ผู้ใช้ห้องน้ำได้เห็นตัวเลขแสดงจำนวนคนไม่ล้างมือผ่านทางจอมอนิเตอร์ใกล้ๆ ประตูแล้วก็เกิดความตื่นตัวหันมาล้างมือกันมากขึ้นประมาณถึงร้อยละ80-85

องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกชาติเปลี่ยนการใช้เข็มฉีดยาปกติทั่วไปที่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้ให้เป็น สมาร์ทไซริง เข็มฉีดยาที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งภายในปี 2020 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า

การตัดสินใจออกประกาศดังกล่าวสืบเนื่องจากมีผลการศึกษาชี้ชัดว่า การใช้เข็มฉีดยาซ้ำคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคที่รุนแรงถึงตายหลายชนิด เฉพาะใน ค.ศ.2010 เพียงปีเดียว เข็มฉีดยาเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีในคนจำนวนมากถึง 33,000 คน ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 1.7 ล้านคน

และก่อให้เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี 315,000 คน มาร์ค คอสก้า ผู้คิดค้นเข็มฉีดยาประเภทใช้ครั้งเดียวเค-วัน ออโตดิสเอเบิล ไซริง ได้แสดงความยินดีต่อการประกาศขององค์การอนามัยโลกครั้งนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า สมาร์ทไซริง ราคาพอๆ กับเข็มฉีดยาทั่วไป วิธีการใช้ก็เป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้งานอยู่แต่เดิม ไม่จำเป็นต้องมีการฝึกอบรมแพทย์หรือเจ้าหน้าที่พยาบาลใดๆ อีก คอสก้าได้คิดค้นเข็มฉีดยาประเภทนี้ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน แต่กว่าจะขายได้เป็นครั้งแรกต้องใช้เวลานานถึง 17 ปี และใช้เวลาเกือบทั้งหมดรณรงค์ให้บุคลาการทางการแพทย์หันมาใช้เข็มฉีดยาแบบใหม่ ซึ่งปัจจุบันสามารถจำหน่ายไปแล้วมากถึง 5,000 ล้านชิ้น มีโรงงานผลิตอยู่ 13 แห่งในหลายประเทศ รวมทั้งจีน อินโดนีเซีย และตุรกี นโยบายใหม่ขององค์การอนามัยโลกที่ประกาศออกมาจะทำให้สมาร์ทไซริงมีปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนองความต้องการได้ทั่วโลกในที่สุด

เมื่อเร็วๆ นี้ ศาสตราจารย์ โทชิฮารุ มูกาอิ จากสถาบันไรเคนแห่งญี่ปุ่น ได้นำคณะวิจัยเปิดตัว โรแบร์ หุ่นยนต์รูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนลูกหมี มีเสียงพูดสื่อสารเป็นเสียงเด็ก แต่มีขีดความสามารถในการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุเบื้องต้น ตั้งแต่ การอุ้มจากเก้าอี้รถเข็นเพื่อขึ้นนอนบนเตียงนอน หรือพาไปอาบน้ำ เพื่อเป็นการตอบสนองปัญหาการขาดแคลนแรงงานคนหนุ่มสาวสำหรับดูแลพยาบาล และอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตผู้สูงวัยซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมญี่ปุ่น เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาโรแบร์ขึ้นมาใช้งานนอกจากจะให้มีความสามารถในการช่วยเหลือผู้สูงอายุตลอดเวลาด้วยความแข็งแรงแล้ว ยังต้องการผสมผสานความน่ารัก เป็นมิตร ความสะอาด และทำให้เกิดความอบอุ่นใจอีกด้วย

นายแพทย์สุริยเดว ทริปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับต้นทุนชีวิตของเด็กและเยาวชนไทยว่า ต้นทุนชีวิตเป็นปัจจัยสร้างหรือปัจจัยเชิงบวกทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคมที่หล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งเจริญเติบโตและดำรงชีพในสังคมไทย จากการศึกษาพบต้นทุนชีวิตยิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งลดพฤติกรรมเสี่ยงได้มากขึ้น ต้นทุนชีวิตยิ่งมากจะทำให้ประวิงระยะเวลาการเกิดพฤติกรรมเสี่ยงได้นานขึ้น และต้นทุนชีวิตมีผลเกี่ยวโยงกับการเกิดการยับยั้งพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าสถานะเศรษฐกิจของครอบครัวและสถานภาพครอบครัวในบริบทต่างๆ  การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักเลือกบริโภคสื่อภาพยนตร์ตามพระราชบัญญัติ

ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 26 ซึ่งกำหนดจัดระดับประเภทของภาพยนตร์ไว้ 7 เรต ตั้งแต่ เรต น 13+ ถึงเรต น 18+ ตามความเหมาะสม เป็นเพียงการสร้างวัคซีน ภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน เป็นเพียงแนวทางให้เด็กและเยาวชนเลือกบริโภคสื่อภาพยนตร์ได้อย่างเหมาะสม แต่ต้นทุนชีวิตที่มีมากจะช่วยเสริมแรงให้พวกเขารู้จักแยกแยะความเหมาะสมในการรับชมมากกว่าเด็กและเยาวชนที่มีต้นทุนชีวิตน้อย พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญในการอบรมปลูกฝังค่านิยมและการสร้างวัฒนธรรมที่ดีงามให้เด็กมีต้นทุนชีวิตที่ดี การชี้ทางถูกทางผิดให้เด็กรับรู้ตั้งแต่แรกเกิด จะช่วยให้มีวิจารณญาณในการบริโภคสื่อภาพยนตร์ที่เหมาะสม

รัฐบาลได้จัดทำโครงการ ปณิธานความดี มหามงคล เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมระหว่างปี 2558-2560 ในวาระอันเป็นมงคลเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อเนื่องถึง 3 ปี โดยในพ.ศ.2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 ในพ.ศ.2559 เป็นวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 พร้อมกันนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเจริญพระชนมายุ 65 พรรษา 5 เมษายน 2559 นอกจากนี้ ในพ.ศ.2560 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา 5 ธันวาคม 2560 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ 65 พรรษา 28 กรกฎาคม 2560 และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 4 กรกฎาคม 2560

ปณิธานความดี คือ ความตั้งใจอันแน่วแน่ของตัวเราที่จะกระทำสิ่งดีๆ ด้วยความสมัครใจและมุ่งมั่นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งการทำความดีตามปณิธานนั้นจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อตนเองและจะส่งผลทางอ้อมให้เกิดการรังสรรค์สังคม โดยเฉพาะหากมีการทำอย่างต่อเนื่องและในวงกว้างก็จะสามารถสร้างพลังแผ่นดินในการปฏิรูปประเทศต่อไป

สามารถเริ่มตั้งปณิธานความดีได้ใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ระดับหน่วยงาน และระดับชุมชน ทางเว็บไซต์ www.panithand.com และ www.facebook.com/panithand

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 เพื่อเป็นคัมภีร์ในการบริหารบ้านเมืองตามหลักธรรมาภิบาล ในขณะเดียวกันเป็นกลไกสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และนำพาไปสู่การปฏิรูปตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองต้องกลับไปสู่วงจรเดิมเดิมที่เคยเป็น

มีคำกล่าวว่า ถ้าสังคมหรือประเทศไหน กฎหมายบ้านเมืองเป็นกฎหมายที่เข้มแข็งที่สุด คือสภาพบ้านเมืองต้องอาศัยกฎหมายบ้านเมืองมากที่สุด มีบทบัญญัติเกี่ยวกับกฎหมายมากมาย แสดงว่าสังคมหรือประเทศนั้นมีสภาพที่เลวร้ายหรือเสื่อมทรามอย่างที่สุด ถ้าสังคมหรือประเทศไหนมีกฎหมายสังคมเข้มแข็งที่สุด ไม่ต้องอาศัยกฎหมายบ้านเมือง เป็นหลักสำคัญในการทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขที่สุด สังคมหรือประเทศนั้นก็เป็นสังคมที่ดีกว่าหรือเลวร้ายน้อยกว่าประเทศที่กฎหมายบ้านเมืองเข้มแข็งที่สุด แต่ระดับสูงสุดที่พึงปรารถนาก็คือ กฎหมายในใจคน เพราะถ้าสังคมหรือประเทศไหน คนในสังคมมีความละอายต่อการทำบาป ประเทศนั้นก็แทบไม่ต้องมีกฎหมายบ้านเมืองหรือแม้แต่กฎหมายสังคมเลย

กฎหมายในใจคนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะรักษาเชื้อร้ายซึ่งกัดกร่อนบ่อนทำลายบ้านเมืองได้อย่างยั่งยืนโดยไม่จำเป็นต้องสร้างกฎกติกาอันสลับซับซ้อนจนถูกจับตามองด้วยความหวาดระแวงอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน