อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 14 ลักษณะอารมณ์ เครื่องมือสมุทัย

"จะได้กล่าวถึงลักษณะเป็นต้นของอารมณ์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของสมุทัยที่ใช้คล้องใจชาวจิตตนคร ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าในจิตตนครมีทุกอย่างเหมือนอย่างในบ้านเมืองทั่วไป ว่าถึงสิ่งทั้งหลายที่จะมองเห็นได้ด้วยตา ก็มีอยู่ทั่วไป เป็นสิ่งเกิดมีขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ภูเขาก็มี เป็นสิ่งที่ทำขึ้น สร้างขึ้น เช่น บ้านเรือน อาคารก็มี ลืมตาขึ้นก็ได้เห็นรอบไปหมด สมุทัยได้สร้างสรรค์ตกแต่งขึ้นมากมาย และคุยกันนักหนาว่าตนเป็นผู้คิดสิ่งที่เรียกว่าวิจิตรศิลป์ต่างๆขึ้นในโลก บ้านเรือน ปราสาทราชวัง ตลอดถึงวัดวาอารามล้วนต้องมีวิจิตรศิลป์ การตกแต่งต่างๆ ตลอดถึงการตกแต่งกายของบุรุษสตรีทั้งปวงก็ต้องมีวิจิตรศิลป์ และต่างก็ประกวดประชันกันยิ่งนักในการแต่งกายให้ทันสมัย หรือที่เรียกว่าแฟชั่น นอกจากนี้ยังมีการแสดงต่างๆ เช่น โขน ละคร ภาพยนตร์ การละเล่นเต้นรำ เป็นต้น สำหรับดูเล่นเพื่อความบันเทิง"

ในตอนนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงหยิบยกเรื่องราวของอารมณ์ขึ้นมาแสดงเป็นหลัก เพราะอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดอยู่ในใจเราแต่ละคน และเป็นสิ่งชักนำไปสู่การแสดงออกต่างๆของเราแต่ละคนเช่นกัน คนเราจะแสดงออกอย่างไรก็มีอารมณ์เป็นตัวกำหนด เช่น อารมณ์ดี ก็มีการแสดงออกในทางที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ฯ ถ้าหากอารมณ์เสียหรืออารมณ์ไม่ดี ก็ย่อมแสดงออกในทางตรงข้าม เช่น หงุดหงิดขุ่นมัว หน้าตาบูดบึ้งฯ หรือถ้าอารมณ์ไม่ดีทั้งสองฝ่ายก็อาจกลายเป็นหาเหตุมาเป็นข้อตำหนิติเตียนกันและกัน ทำให้วุ่นวายไม่รู้จบ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น

ที่สำคัญนั้น อารมณ์ต่างๆที่เกิดกับใจของเราแต่ละคนนี้เอง เป็นสิ่งที่สมุทัยใช้จูงใจให้ชาวเมืองติดกับ หากว่าชาวจิตตนครยิ่งสนุกสนาน ยิ่งเพลิดเพลินในอารมณ์ จนลืมตัว ลืมใจได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลายเป็นเครื่องมือของสมุทัยได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

สิ่งปรุงแต่งที่ทำให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ ความประณีตงดงามของวิจิตรศิลป์นานาแขนง ไม่ว่า ละคร โขน หนัง แฟชั่น บันเทิง วรรณศิลป์ จิตรกรรม ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นสิ่งที่นำความสุข ความพอใจมาให้ แต่ในขณะเดียวกันก็ย่อมต้องเท่าทัน ระมัดระวังต่ออารมณ์ที่อาจชักจูงเคลิบเคลิ้มไปกับความงดงามซึ่งถือเป็นสิ่งปรุงแต่งเหล่านั้นให้ดี อันที่จริงสิ่งปรุงแต่งและวิจิตรศิลป์นานาเหล่านี้ไม่ได้มีพิษภัยในตัวเอง อีกทั้งในด้านดียังเป็นสิ่งจรรโลงใจ ช่วยยกระดับจิตใจให้ซาบซึ้งในความดี ความงาม ส่งเสริมให้มีดวงจิตประณีตละเมียดละไม เอื้อต่อการเข้าถึงคุณธรรมให้ยิ่งๆขึ้นได้ง่าย

แต่สรรพสิ่งล้วนมีสองด้าน ทั้งด้านที่เป็นคุณและด้านที่ให้โทษ อีกทั้งในท่ามกลางความเป็นไปตามวิสัยโลก ศาสตร์แห่งศิลป์นานาแขนงล้วนเป็นสิ่งที่เหล่าศิลปินพากันรังสรรค์ขึ้นด้วยเจตจำนงอันดี เป็นความงามที่มีไว้ประดับโลก กล่อมเกลาดวงจิตผู้คน เพียงแต่เราในฐานะผู้เสพ ต้องรู้จักเลือกรับเลือกเสพตามสมควรอย่างสอดคล้องกับตัวเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเผลอเพลินเสพสิ่งเหล่านี้อย่างมัวเมา อย่างขาดสติ หรืออย่างลืมตัว ลืมใจ สมุทัยและพรรคพวกคือเหล่ากิเลสทั้งหลายก็พร้อมทำงาน รุกเร้าเข้าแทรกแซงจิตใจของเราโดยง่ายทันทีเช่นกัน

ในทางพระ ซึ่งท่านเป็นผู้มีคุณธรรมไม่ว่าขั้นต้นจนถึงขั้นสูงที่ฝึกไว้ดีแล้ว อีกทั้งมีธรรมวินัยกำกับ ท่านจึงให้ละในสิ่งเหล่านี้ หรือหากจะเกี่ยวข้องด้วยก็สำหรับเป็นอุบายธรรม เพื่อให้คนเข้าถึงธรรมได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เราในฐานะปุถุชนหากจะเสพความงามอันประณีตของวิจิตรศิลป์ทั้งหลายจึงพึงเสพด้วยความมีสติกำกับไว้อยู่เสมอ

"คนทั้งปวงต่างทุ่มเทเงินทองไปมากมายเพื่อสิ่งที่สำหรับจะได้ดูงามตาเท่านั้น ที่สรุปลงได้ในคำเดียวว่า รูป ที่ตามองเห็น เท่ากับว่าเป็นอาหารตานั่นแหละที่คนทั้งปวงต้องซื้อหาอาหารตานี้ด้วยมูลค่าที่สูงมาก มากยิ่งกว่าอาหารที่บริโภคเข้าไปทางปาก"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงยกเปรียบเปรยให้เห็นว่า คนเรานั้นเมื่อเกิดกิเลสครอบงำจากสิ่งที่มากระทบทางตา ก็พร้อมยอมทุ่มเทเพื่อให้ได้ดูสิ่งที่จะมาสนองกิเลสทางตา อย่างเช่น เมื่อรู้ว่าจะมีคอนเสิร์ตนักร้องชื่อดังจากต่างประเทศที่เป็นนักร้องคนโปรด หรือเป็นศิลปินในดวงใจ ก็ยอมสละเวลาไปเข้าคิวแย่งกันซื้อตั๋ว ทั้งๆที่ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ แต่ก็พร้อมทุ่ม ไหนยังต้องตกแต่งเสื้อผ้าหน้าผม ตระเตรียมกระเป๋ารองเท้าเครื่องประดับให้เข้าชุดกันให้ทันแฟชั่นใส่ไปดูคอนเสิร์ตอีกเล่า ถ้าที่มีอยู่ยังไม่ถูกใจก็ต้องหาใหม่อีก สิ้นเปลืองเข้าไปอีก แต่หลายคนก็ยินดีทุ่ม หรือบางทีเห็นโฆษณาชักชวนให้ดูภาพยนตร์ ดูละครเรื่องใหม่ๆ หรือมีการแสดงมีโชว์แปลกๆใหม่ๆไม่ว่าในหรือจากนอกประเทศ ความสุขทางตาที่ยั่วยวนใจเหล่านี้ก็ทำให้เราพร้อมทุ่มเทเวลาพร้อมควักกระเป๋าให้ออกไปเสพสุขกันอยู่เนืองๆ

กิเลสเหล่านี้ถ้าเสพแบบเลยเถิดไม่ยับยั้งชั่งใจ อาจพลอยทำให้กระเป๋าฉีก เสียงาน เสียการเรียน เสียสุขภาพ บ้างอาจเสียความสัมพันธ์หรืออาจเกิดร้าวฉานในครอบครัวตามมาได้ เช่น บรรดาเหล่าพ่อยกแม่ยกทั้งหลายที่พร้อมทุ่มสุดตัวตามไปเชียร์กันทุกวิกทุกเวทีก็มาจากการเสพสุขทางตาที่ถูกกิเลสครอบงำจนกลายเป็นเสพติดทางใจไปแล้วนั่นเอง

"ยังเสียงที่จะฟังทางหู ก็มีทั้งที่เป็นเสียงธรรมชาติและเสียงที่สรรค์สร้างขึ้น เช่น เสียงลม เสียงฟ้า เสียงสัตว์ร้อง เสียงคนพูด เสียงขับร้อง เสียงดนตรีต่างชนิด สมุทัยกล่าวโอ้อวดอีกเหมือนกันว่าได้สร้างเสียงที่ไพเราะต่างๆให้แก่โลก เช่น เสียงขับร้อง เสียงดนตรีนานาชนิดสำหรับบรรเลงประโคมขับกล่อมให้เป็นสุข ซึ่งก็สรุปลงได้ในคำเดียวว่า เสียง ที่หูได้ยิน เท่ากับว่าเป็นอาหารหูนั่นเอง ซึ่งบางทีคนก็ต้องการซื้ออาหารหูนี้ด้วยราคาแพงอีกเหมือนกัน"

กิเลสที่มาทางหู ก็คล้ายกันกับกิเลสที่มาทางตา เพียงแต่เปลี่ยนจากการได้ดูได้เห็น มาเป็นเน้นฟัง ยิ่งยุคนี้ที่นิยมกันมากนอกจากฟังดนตรีฟังคอนเสิร์ตต่างๆแล้ว คงเป็นประเภทที่เรียกว่า ทอล์คโชว์นั่นเอง ยิ่งถ้าได้นักพูดชนิดเป็นแม่เหล็กดูดคนมาขึ้นเวทีด้วยแล้ว เปิดขายบัตรวันเดียวเกลี้ยง ใครมาหาซื้อทีหลังอาจต้องซื้อตั๋วผีที่ขายแพงกว่าเดิมเป็นเท่าตัวก็มี แต่หลายคนก็พร้อมทุ่ม ด้วยถูกกิเลสทางหูครอบงำเอาเสียแล้วนั่นเอง ก็แหม ตามดู ตามเชียร์ตามกรี๊ดจนสนั่นเวทีทุกครั้งที่จัด จะมาพลาดเอาหนนี้ ไม่มีทางเสียละ อย่างนี้เป็นต้น

"ยังกลิ่นที่จะสูดดมทางจมูก ก็มีต่างๆทั้งโดยธรรมชาติ เช่น มีกลิ่นหอม กลิ่นเหม็นของดอกไม้ และของเน่า ทั้งโดยปรุงแต่ง เช่น กลิ่นธูป กลิ่นน้ำอบ สมุทัยก็อวดอ้างอีกนั่นแหละว่าได้ปรุงแต่ง กลิ่นที่หอมทั้งหลายสำหรับจรุงความสุข สรุปลงได้ในคำเดียวว่า กลิ่น ที่จมูกได้สูดดม เท่ากับเป็นอาหารจมูก บางทีคนก็ต้องการซื้ออาหารนี้ด้วยราคาแพง"

เรื่องของกลิ่นบางคนเห็นเป็นเรื่องเล็ก แต่ที่จริงแล้ว ไม่ว่ากลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็นนี่เอาเรื่องอยู่ไม่น้อย ธรรมดาแล้วอากาศธรรมชาติที่เราสูดหายใจเข้าออกตามปกติ เป็นอากาศสดชื่นบริสุทธิ์ที่ร่างกายต้องการโดยธรรมชาติ ทว่ากลิ่นต่างๆที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ เมื่อเข้ามากระทบจมูกเรา ก็ก่อให้เกิดการปรุงแต่งต่างๆนานา กลิ่นหอมของอาหาร ทำให้เกิดจินตนาการถึงอาหารที่เราได้กลิ่น ทำให้น้ำลายสอ นึกอยากกินขึ้นมาทันที

กลิ่นหอมของดอกไม้ ยังแยกออกเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของไม้ดอกต่างๆ เป็นความหอมละมุนละไม ทำให้ชื่นใจ เช่น กลิ่นหอมรวยริน หอมยั่วใจ หอมจี๊ดจ๊าด หอมเย็นฯ กลิ่นหอมของดอกไม้นานา อาทิ ดอกกุหลาบ กรรณิการ์ กระดังงา โมก ราชาวดี ชมนาด สายหยุด ฯลฯ ล้วนแต่นำมาซึ่งความสดชื่นเบิกบานที่ทำให้สุขใจ แต่กลิ่นหอมบางอย่างถ้ามากเกินไป อย่างเช่น กลิ่นน้ำหอม ไม่ว่าชั้นดีหรือราคาแพงสักแค่ไหน หากใส่มากไปจนฉุนส่งกลิ่นฟุ้งทั่ว ก็ทำเอาคนได้กลิ่นต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปเหมือนกัน

ในทางกลับกัน กลิ่นเหม็นสารพัดชนิด ไม่ว่ากลิ่นเหม็นหืน กลิ่นชวนสะอิดสะเอียน เช่น กลิ่นของเน่าเหม็นต่างๆอย่างซากสัตว์ อาหารบูดเน่า กลิ่นหนอง กลิ่นขยะ กลิ่นห้องน้ำที่ไม่สะอาด กลิ่นควันรถบนท้องถนน จนถึงกลิ่นเคมีภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ กลิ่นไม่พึงประสงค์เหล่านี้ ล้วนนำมาซึ่งความไม่สบายกายไม่ สบายใจ สร้างความความทุกข์ เดือดร้อนรำคาญใจที่ไม่มีใครอยากทนทั้งสิ้น

"ยังรสที่จะลิ้มทางลิ้นก็มีต่างๆ ทั้งโดยธรรมชาติ และโดยปรุงแต่ง เช่น รสอาหารนานาประเภท สมุทัยอวดนักเหมือนกันว่า ได้ปรุงแต่งรสอาหารอันโอชาลิ้นนานัปการ แต่ก็สรุปลงได้ในคำเดียวว่า รส ที่ลิ้นลิ้ม อันคนโดยมากต้องแสวงหารสมาเป็นอาหารลิ้นด้วยราคาแพง"

ไม่ต้องสงสัยทำไมมีคนยอมทุ่มเทหมดเปลืองไปกับรสชาติที่แสนโอชาหรืออาหารลิ้นที่แสนแพง ด้วยเพราะความเอร็ดอร่อยเป็นกิเลสที่ผูกมัดจิตใจคนเราไว้ได้ง่ายที่สุด ตื่นเช้ามาก็ต้องกิน ถึงกลางวันก็ต้องหาอะไรกิน ตกเย็นก็ต้องหาอะไรอร่อยๆมากินกันหน่อย ไหนยังระหว่างมื้ออีกเล่า พอกระเพาะอาหารเริ่มย่อยได้ไม่เท่าไหร่ ประเดี๋ยวหิวอีกแล้ว ก็ต้องคอยหาอะไรรองท้อง หาของว่างมาขบเคี้ยวให้อร่อยลิ้นเล่น แต่ละวันเราจึงสาละวน หมดเปลืองกับเรื่องอาหารการกินไม่น้อย อาหารที่ไหนขึ้นชื่อว่าอร่อย ใกล้ไกลแค่ไหน เป็นต้องดั้นด้นเสาะหามาลิ้มลองจนได้

อาหารแต่ละมื้อ ไม่ว่าจะสรรหามาปรุงแต่งให้เลิศรสสักแค่ไหน ทุกคนก็ล้วนมีหนึ่งปากหนึ่งท้อง กินเต็มที่ได้แค่มื้อละหนึ่งอิ่มเท่านั้น แต่หนึ่งอิ่มของเศรษฐี กับหนึ่งอิ่มของยาจกนั้นช่างแตกต่างกัน คนจนกินเพื่อให้หายหิว ให้ท้องอิ่ม จนถึงกินเพื่อประทังชีวิต มื้อนี้มี ส่วนมื้อหน้ากับมื้อถัดๆไปอาจมีไม่พอให้อิ่มท้องทั่วถึงกัน พ่อแม่บางคนจึงยอมอดเพื่อให้ลูกอิ่ม อย่างนี้ยังมีอีกมากในสังคมเรา

แต่หลายคนกลับกินทิ้งกินขว้าง กินเพื่อเลี้ยงกิเลส ตอบสนองตัณหาในใจว่าได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศอย่างนั้นอย่างนี้ บ้างยังต้องเลี้ยงสมัครพรรคพวก เลี้ยงเพื่อนฝูง เป็นการต่อยอดกิเลสขึ้นไปอีก หนึ่งมื้อ หนึ่งอิ่มตามครรลองของเศรษฐีจึงมีราคาแพงเป็นพัน เป็นหมื่น ดังนั้น จึงมีภัตตาคารร้านอาหารหรูหราราคาแพงผุดขึ้นสนองความโอชาลิ้นอยู่ดกดื่นทุกมุมเมือง แถมยังเต็มแน่นแทบทุกร้านอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ธรรมะนั้นเป็นดั่งอาหารทิพย์สำหรับจิตใจของทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไร หากว่ามีธรรมะหล่อเลี้ยงจิตใจ ย่อมบังเกิดความอิ่มอกอิ่มใจอยู่เสมอ

"ยังสิ่งที่กายถูกต้องอ่อนแข็งต่างๆก็มีทั้งโดยธรรมชาติและโดยปรุงแต่ง สมุทัยได้คุยโอ่นักว่า ได้สร้างสิ่งสัมผัสทางกายที่ละมุนละไม สำหรับบำเรอความสุขมากมาย สรุปลงได้ในคำเดียวว่า โผฏฐัพพะ สิ่งถูกต้องทางกาย คนโดยมากก็พากันแสวงหาสิ่งที่มีสัมผัสให้เกิดสุขเท่ากับเป็นอาหารกายกันด้วยราคาแพงลิ่ว ทั้งยังเรื่องต่างๆที่คิดทางใจ สมุทัยอวดโอ่ว่าได้ช่วยปรุงเรื่องต่างๆให้แก่ใจคนทั้งปวง สรุปลงได้ในคำเดียวว่า ธรรม เรื่องที่ใจรู้ ใจคิดถึง คนทั้งหลายก็พากันแสวงหาเรื่องมาเป็นอาหารใจอยู่เสมอ บางทีก็ด้วยราคาแพงเช่นเดียวกัน"

สิ่งที่กายสัมผัส ไม่ว่าเย็นร้อน อ่อนนุ่ม แข็งตึงอย่างไร หากได้สัมผัสในสิ่งที่ปรารถนาแล้วก็ย่อมสร้างความพึงพอใจให้ แต่ถ้าไม่พึงพอใจแล้วละก็ เป็นต้องเสาะแสวงหามาใหม่ให้เป็นที่พอใจจนได้ อย่างนี้เองบรรดาข้าวของสำหรับบำรุงบำเรอกิเลสต่างๆจึงขายดิบขายดี เมื่อได้มาแล้วก็พอใจสุขใจ แต่แล้วกิเลสก็สั่งการใหม่ ทำให้นึกอยากได้อีก ก็ต้องวิ่งไปหามาปรนเปรอกิเลสอีก เพราะความปรารถนาในสิ่งต่างๆของคนเรานั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นด้วยอำนาจกิเลสที่ชักจูงย้อมใจ

หากเราเผลอสติเมื่อไหร่ ก็มุ่งแต่จะเสาะแสวงหรือสรรหาเงินทองข้าวของมาปรนเปรอกิเลส แต่หากมีสติเข้าควบคุมกำกับได้ทัน ก็เกิดนึกยั้งคิดได้เอง เกิดผิดชอบชั่วดีขึ้นว่า นี้ควรนี้ไม่ควร นี้เป็นประโยชน์นี้เป็นโทษ นี้จำเป็นนี้ไม่จำเป็น แต่การห้ามใจตัวเองนี้เป็นเรื่องยาก เนื่องจากคนเราส่วนใหญ่ถ้าไม่มีสิ่งใดๆมาควบคุมกำกับแล้วมักเคยชินที่จะทำตามเสียงเรียกร้องของกิเลส เพราะสร้างความสุขความพอใจให้ แต่ถ้าหมั่นฝึกจิต มีสติอยู่เนืองๆ หมั่นรู้หมั่นละหมั่นวาง จิตก็จะเปลี่ยนทิศ มุ่งหน้ามาสู่ทางธรรมที่เป็นการลด ละ เลิกจากกิเลส ช่วยให้หักห้ามใจจากกิเลสที่รุมเร้าเข้ามาตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ได้ง่ายขึ้น

"ดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า เพื่อให้ได้มาซึ่งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่ถูกใจ ที่พอใจ แต่ละคนต้องเสียไปเพื่อแลกมาเป็นอันมาก และสำหรับสามัญชนแล้วย่อมมีความปรารถนาต้องการในสิ่งดังกล่าวอยู่ด้วยกัน ต่างกันเพียงมากหรือน้อย และความมากหรือน้อยที่ต่างกันนี้ก็หาได้เกิดจากอะไรอื่นไม่ แต่เกิดจากความปรุงของสมุทัยที่มากหรือน้อยนั่นเอง สมุทัยปรุงให้เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่น่าปรารถนาพอใจมาก ความปรารถนาต้องการก็มาก สมุทัยปรุงให้เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่น่าปรารถนาพอใจน้อย ความปรารถนาต้องการก็จะน้อย"

สิ่งสำคัญในการสร้างสรรค์จิตตนครของเราให้เป็นนครที่น่าอยู่ก็คือ เราต้องควบคุมความต้องการที่เกิดจากการปรุงของสมุทัยให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดี ไม่มัวประมาท เผลอเพลินไปกับสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งฟอกย้อมจิตให้เป็นไปต่างๆนานา ที่อาจทำให้พลาดจากประโยชน์ต่างๆ ที่เป็นทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ส่วนรวม เพราะมัวประมาทอยู่ โดยรวมแล้วจึงควรอยู่ด้วยความมีสติ อยู่ด้วยความไม่ประมาท เพื่อช่วยกันสร้างประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ส่วนรวม

"ความมีอินทรีสังวรย คือการมีสติระวังไว้เสมอ มิให้สมุทัยปรุงให้เกิดความปรารถนาต้องการมากไปเท่านั้นที่จะทำให้สามารถควบคุมปรารถนาต้องการ จะได้เห็นรูป ได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้รับรู้เรื่องราวที่พอใจไว้ได้ ให้อยู่ในขอบเขตพอสมควร ไม่ก่อให้เกิดความร้อนรนกระวนกระวายจนเกินไป จนถึงกับทำให้ต้องแสวงหามาให้ได้ แม้จะต้องแลกกับสิ่งที่มีค่าอื่นๆ เป็นต้นว่า ชื่อเสียง เกียรติยศ ยอมโกง ยอมกิน ยอมปลิ้นปล้อน หลอกลวง ทรยศ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่สมุทัยปรุงให้เห็นว่าน่าปรารถนาต้องการอย่างยิ่ง"

หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี ท่านได้เทศนาถึงเรื่องผลบุญผลบาป และการสร้างคุณงามความดี มีความตอนหนึ่งว่า "พระพุทธเจ้าว่าสิ่งอันประเสริฐก็ได้แก่ คน บาป และบุญ ก็เรียก เราต้องเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ หิริ ความอายต่อความชั่ว โอตตัปปะ ความสะดุ้งต่อผลของมัน ความชั่วมันจะให้ผลเราในคราวหลัง เมื่อเราเป็นมนุษย์ เราไม่ควรนอนใจ อย่าให้กาลกินเรา ให้เรากินกาล ให้เร่งทำคุณงามความดี เวลาล่วงไป ชีวิตของเราก็ล่วงไป ล่วงไปหาความตาย" ดังนั้น จึงควรมีชีวิตด้วยความไม่ประมาท ซึ่งก็คือการมีสติกำกับตัวกำกับใจอยู่เสมอ ความไม่ประมาทยังถือเป็นมงคลชีวิตอย่างหนึ่ง สิ่งซึ่งไม่ควรประมาทอย่างยิ่งทั้ง 7 ประการก็คือ 1. ไม่ประมาทในเวลา 2. ไม่ประมาทในวัย 3. ไม่ประมาทในความไม่มีโรค 4. ไม่ประมาทในชีวิต 5. ไม่ประมาทในการงาน 6. ไม่ประมาทในการศึกษา 7. ไม่ประมาทในการปฏิบัติธรรม

ผู้ไม่ประมาท พึงมีสติ ระมัดระวัง ยับยั้งชั่งใจ ไม่เผลอกาย เผลอใจจนถูกกิเลสชักจูงไปสู่การคิด พูด และทำไปในทางเสื่อม ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงกล่าวสรุปไว้ในช่วงท้ายนี้ว่า "บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายมีโอกาสจะอบรมสติให้เกิดได้ทันความปรุงของสมุทัย จึงนับว่าเป็นผู้มีโอกาสที่จะไม่ถูกสมุทัยนำไปเสื่อมเสียดังกล่าว อันชื่อเสียงเกียรติยศนั้นมีค่ายิ่งนัก สติเท่านั้นจะช่วยรักษาไว้ได้ มิให้นำไปแลกกับสิ่งที่น่าปรารถนาต้องการ จึงควรจะอบรมสติให้เต็มที่ด้วยกันทุกคน"

(ขอขอบคุณ - ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า