เมืองปลอดรถยนต์ สวรรค์บนดิน

รักเรา รักษ์โลก

ก่อนต้นศตวรรษที่ 20 เมืองเกือบทุกเมืองในโลกล้วนเป็นเมืองที่ "ปลอดรถยนต์" หากเพียงอีก 100 ปีหลังจากนั้น ถนนหนทางในเมืองใหญ่เกือบทุกเมืองกลับเต็มไปด้วยกองทัพรถ ถนนพื้นราบไม่พอให้วิ่ง เราก็ทำถนนลอยฟ้า ซึ่งไปๆมาๆก็ไม่วายติดเหมือนถนนพื้นราบอยู่ดี จน "เงาน้ำ" เคยนึกเล่นๆว่า ในอนาคตบ้านเมืองอาจเต็มไปด้วยถนนลอยฟ้าไขว้กันไปไขว้กันมา สูงขึ้นไปเรื่อยๆเหมือนในหนังอนาคตที่เราเคยดูกันก็เป็นได้

แต่ในยุคที่รถยนต์กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตเช่นนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่ายังมีเมืองที่ไม่ใช้รถยนต์ และไม่อนุญาตให้ใครนำรถยนต์มาขับในเมืองอย่างเด็ดขาด ฮhา ! นอกจากไม่อยากเชื่อแล้ว ยังแอบอิจฉาอีกด้วยสิคะ อากาศคงจะสะอาดเพราะไม่มีกลิ่นน้ำมัน ไม่มีควันพิษจากเครื่องยนต์ ไม่มีอุบัติเหตุบนท้องถนน แค่เตรียมรองเท้าดีๆสักคู่ แล้วไปลุยกันเลยค่ะ

เกาะซาร์ค ประเทศอังกฤษ (ประชากร 560 คน)

ซาร์คเป็นเกาะเล็กๆอยู่ในหมู่เกาะแชนเนลของอังกฤษ สวยงามโดดเด่นด้วยชายฝั่งที่ยาวกว่า 40 ไมล์ ผู้คนที่นี่จะสัญจรด้วยรถม้า จักรยาน และแทรกเตอร์ แม้จะมีกฎเข้มงวดในการห้ามใช้พาหนะที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับผู้สูงอายุ ที่นี่ไม่มีสนามบินหรือสะพานข้ามฟาก การขนส่งสินค้าและการสัญจรไปมาจะใช้เฉพาะเรือเฟอร์รี่เท่านั้น

เกาะแม็กคินอค์ รัฐมิชิแกน (ประชากร 600 คน)

การนั่งรถม้าเที่ยวเมืองเป็นความโรแมนติค ที่ใครๆก็ไม่อยากพลาดเวลาได้ไปเยือนเมืองรถม้าที่ไหนสักแห่ง แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะแม็กคินอค์ ในทะเลสาบฮูรอน การไปไหนมาไหนด้วยรถม้าคือวิถีชีวิต นอกจากนั้นก็มีการใช้จักรยาน หรือไม่ก็เดินไป เพราะมีกฎห้ามใช้รถยนต์ทุกชนิดบนพื้นเกาะ 3.8 ตารางไมล์ของเกาะแห่งนี้ตั้งแต่ ปี 1898 และปัจจุบันพาหนะใช้เครื่องยนต์ที่ได้รับอนุญาตให้วิ่งบนเกาะมีเพียงสโนว์โมบิลและรถพยาบาลฉุกเฉินเท่านั้น

เมดิน่า ใน เฟส เอล บาลี ประเทศโมร็อคโค (ประชากร 156,000 คน)

เมดิน่า ในเมือง เฟส เอล บาลี เป็นหนึ่งในเขตปลอดรถยนต์ที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถนนหนทางในเมืองที่ถูกออกแบบให้เล็กๆแคบๆ เป็นผลมาจากมรดกตกทอดแต่โบราณ บางช่วงกว้างเพียง 2 ฟุตเท่านั้น และไม่ใช่แค่รถยนต์เท่านั้น แม้แต่การขี่จักรยานก็ถูกจำกัดด้วย

ไฮดร้า หมู่เกาะซาโรนิก ประเทศกรีซ (ประชากร 3,000 คน)

อยากไปเที่ยวกรีซโดยไม่ต้องผจญกับรถติด จะวางแผนยังไงดี...ใช้บริการเรือข้ามฟากไฮโดรฟอยล์ หรือคาตามารันไปยังเกาะไฮดร้าเลยค่ะ เพราะที่นี่เขาไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์บนเกาะอย่างเด็ดขาด (ยกเว้นรถเก็บขยะ) ส่วนพาหนะที่ใช้กันบนเกาะก็มีเพียงพาหนะสี่ขาอย่าง ม้า และลา รวมถึงเรือเล็กที่เรียกกันว่า water taxi แต่ชีวิตปกติของคนที่นี่ก็คือ เดิน เดิน และเดิน

ลา คัมเบรซิต้า อาร์เจนติน่า (ประชากร 345 คน)

ลา คัมเบรซิต้า เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่อากาศบริสุทธิ์ สงบ เหมาะกับการเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ ผู้คนสัญจรโดยใช้ถนนเล็กๆปูด้วยหิน ลัดเลาะไปตามบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ในดงสน ที่นี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้รถยนต์ในเขตเมืองโดยเด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องจอดรถไว้แค่ตรงประตูทางเข้าเท่านั้น หลังจากนั้นก็เดินบริหารน่องโลด แต่นักท่องเที่ยวจะได้รับความสะดวกเป็นพิเศษในเรื่องของที่พัก เพราะมีทั้งโรงแรม บ้านพัก และเรือนไม้สนไว้บริการ หรือหากอยากจะตั้งแคมป์ เขาก็ไม่หวงห้าม อยากตั้งตรงไหนก็ได้ตามอัธยาศัย

เกาะลามู ประเทศเคนย่า (ประชากร 2,000 คน)

ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางของการค้าทาส แต่ปัจจุบันลามูกลายเป็นจุดหมายของบรรดานักท่องเที่ยว และถูกล่าวถึงในทำเนียบมรดกโลกว่าเป็น "ถิ่นฐานของชาวสวาฮีลีที่เก่าแก่ที่สุดและได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีที่สุด ในแอฟริกาตะวันออก" เมื่อมีการห้ามใช้รถยนต์ ชาวเมืองลามูส่วนใหญ่จึงใช้ลาเป็นพาหนะ ซึ่งพลเมืองลานั้นมีมากถึง 2,000 - 3,000 ตัว มากพอๆกัน หรือบางทีก็มากกว่าพลเมืองที่เป็นคนด้วยซ้ำ

เวนิซ ประเทศอิตาลี (ประชากร 70,000 คน)

เมื่อคุณเข้าไปในเมืองที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์เมืองนี้ คุณมีทางเลือกในการเที่ยวชมเมืองเพียงสองทาง คือทางเรือหรือด้วยด้วยสองเท้าของคุณเอง เพราะเวนิซมีกฎห้ามใช้รถยนต์มานานหลายศตวรรษแล้ว จะล่องเรือชิวชิว แบบโรแมนติค หรือเดินสำรวจเมืองลัดเลาะไปตามสะพานที่เชื่อมต่อถึงกันกว่า 400 แห่ง ก็เพลิดเพลินได้โดยไม่ต้องคอยหลบหลีกรถ และปัจจุบัน เวนิซได้ชื่อว่าเป็นเมืองปลอดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป