เสน่ห์ผ้าไหม "อันลุยซีม"

เส้นไหม ใยฝ้าย
ช่างภาพ: 

ชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์ส่วนใหญ่ทอผ้าตามประเพณีสืบทอดมาจนปัจจุบัน มีแหล่งสำคัญในอำเภอเมือง อยู่ที่บ้านเขวาสินรินทร์ หมู่ 2 ตำบลเขวาบ้านสวายและบ้านนาแห้ว หมู่ 7 ตำบลสวาย และบ้านจันรม หมู่ 4 ตำบลตาอ๊อง และในเขตอำเภอศีขรภูมิ คือที่บ้านจารพัท หมู่ 1 ตำบลจารพัท

การทอผ้าไหมเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ช่างทอผ้ามักจะทอในสิ่งที่ตนเองสนใจออกมาเป็นลวดลาย ช่างแต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว เช่น บางคนทอเฉพาะตัวซิ่น บางคนทอเฉพาะส่วนเชิงหรือตีนซิ่น ซึ่งมีการพัฒนามาจากต้นแบบซิ่นไทย บางคนจึงเรียกผ้าไหมสุรินท์กันว่า อันลุยซีม (คำว่า "ซีม" คือsiamหรือสยามนั่นเอง) สำหรับการทอผ้าที่ใช้ในการทำบุญถวายพระนั้น นิยมทอผ้าขาวเพื่อพระนำไปย้อมฝางตัดเย็บทำสบง จีวรได้

บ้านจันรม หมู่ที่ 4 ตำบลตาอ๊อง ผู้ชายนิยมนุ่งโสร่ง เรียกว่า ผ้าตาหม่อง หรือตาม่วง คาดผ้าขาวม้ายกขิด เรียกว่า สไบรือเจียร์ ส่วนผู้หญิงนุ่งซิ่นทั้งผ้ามัดหมี่ใช้ทั่วไป คือผ้าหมี่คั่นลายขอ ลายนาค ลายไก่ ลายนกยูง ผ้าสมอเอ (ผ้าที่ย้อมแล้วนำมาทอไม่ต้องมัด ต่างจากมัดหมี่ที่ต้องมัดให้เกิดสีต่างๆตามลายที่กำหนดไว้) ผ้าประกากันเตรย และผ้าอัมปรม

ผ้าอัมปรม (หรือเรียกว่า "จองกรา") เป็นผ้าตาตาราง ที่เก่าที่สุดของเขมร และนิยมใช้เป็นผ้ากราบไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นผ้ามัดหมี่สองทาง คือ มีการมัดย้อมทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน ซึ่งการทอด้วยวิธีนี้มีอยู่เพียง 5 ประเทศเท่านั้น คือ แกรซัง ประเทศจีน ปโตลา ประเทศอินเดียตอนเหนือ บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มชาวไทยเชื้อสายเขมรในบริเวณอีสานใต้ ได้แก่ บริเวณจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ทำให้เชื่อว่า ศิลปะการทอผ้าไหมมัดหมี่ชนิดแรกที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นผ้าอัมปรมนี้เอง โดยน่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกพร้อมๆกับ การแผ่ขยายทางศาสนาฮินดู เมื่อสมัย 2,000 ปี มาแล้ว

วิธีทำมัดหมี่อัมปรมนี้จะทอให้ส่วนที่มัดเป็น "กราปะ" คือ จุดปะขาวของเส้นยืน มาชนกับจุดปะขาวของเส้นพุ่ง ให้เป็นเครื่องหมายบวกบนสีพื้น การทอบนพื้นสีแดงซึ่งย้อมด้วยครั่ง ก็เรียกว่า อัมปรมครั่ง การทอบนพื้นสีม่วง ก็เรียกว่า อัมปรมปะกากะออม

ที่บ้านจารพัท ผู้ชายนุ่งผ้าสมปรต (ซัมป๊วดโฮล เป็นหนึ่งในผ้าไหมมัดหมี่ของเมืองสุรินทร์) ลายกราซะไน (ลายแห) หรือนุ่งโสร่ง ลายตะแกรง ทอด้วยไหมตีเกลียว (กะนิว) 3 เส้นควบ เพื่อให้สีเหลือบ (ไหมควบหรือผ้าหางกระรอก) และมีผ้าขาวม้า (ผ้าไส้สะเอียน) ส่วนผู้หญิงนิยมนุ่ง "ซิ่นโฮล" (หมี่คั่น) เป็นผ้ามัดหมี่ที่เป็นลายทางยาวเล็กๆทอเลียนแบบลายน้ำไหล (โฮลแปลว่าน้ำไหล) ผ้าซิ่นมีการต่อเชิงหรือตีนเพื่อให้ได้ความยาวที่พอเหมาะกับผู้นุ่ง เพราะตัวซิ่นนั้นหน้าฟืมที่ทอมีขนาดแคบ ตีนซิ่นเรียกว่า "ผ้าปะโปล" ทอเป็นลายคลื่น นอกจากซิ่นแล้วผู้หญิงจะห่มผ้าสไบทอยกดอกลายลูกแก้วมีทั้งสีขาวและสีดำ

มัดหมี่โฮล หรือจองโฮล (จองเป็นภาษาเขมร หมายถึงผูกหรือมัด) หรือซัมป็วตโฮล ถือว่าเป็นแม่ลายหลักของผ้ามัดหมี่สุรินทร์ที่มีกรรมวิธีการมัดย้อมด้วยวิธีเฉพาะไม่เหมือนที่ใดๆ ความโดดเด่นของการมัดย้อมแบบจองโฮล คือ ในการมัดย้อมแบบเดียวนี้ สามารถทอได้ 2 ลาย คือ โฮลผู้หญิง (โฮลแสร็ย) และผ้าโฮลผู้ชาย (โฮลเปราะฮ์) ไว้นุ่งในงานพิธีต่างๆ