เที่ยวสุดสายชายแดนไทยที่แม่สอด

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

4. บทส่งท้ายเสน่ห์ไทยฯเมืองตาก

เที่ยวล่าสุดที่ไปถึงแม่สอดผมทดลองเลาะตามถนนที่เคียงขนานกับแม่น้ำเมยไปทางด้านซ้ายมือของสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์ ซึ่งวันนี้ได้กลายเป็นอาคารบ้านเรือน ของชุมชนกันไปหมดแล้ว และจำนวนไม่น้อยต่างเป็นบ้านเรือนไม้ปลูกให้คนเช่ามากกว่าเจ้าของจะเข้าไปอยู่เอง เท่าที่ได้เมียงๆมองดูก็ล้วนเป็นชาวพม่าแห่กันมาเช่าพัก ระหว่างรับจ้างแลกค่าแรงงานอย่างหนาตาเต็มไปหมด

ที่ดินแปลงนี้จึงกลายเป็นอาณาจักรคนต่างชาติไปโดยปริยาย!

อันที่จริง ณ สถานที่แห่งนี้ แต่ก่อนไม่เคยมีสิ่งปลูกสร้างใดๆให้เห็น นอกจากเรือนร้านขายสินค้าแบบเพิงหมาแหงน สินค้าที่เห็นนำมาขายก็ปะปนกันทั้งที่ข้ามมาจากฝั่งพม่า จำพวกตุ๊หุ่นกระบอกสไตล์พม่าขนานแท้ แต่ที่เห็นขายกันแทบทุกร้านก็คือ แป้ง "สะนาคา" ที่ห่อปั้นเป็นก้อนๆบรรจุไว้ในห่อหรือไม่ก็ถุง มันเป็นเครื่องสำอางสมุนไพรพื้นเมืองที่หญิงสาวชาวพม่าทุกเพศทุกวัยต่างนิยมใช้ทาบริเวณแก้มกันมาแต่อ้อนแต่ออก ด้วยนัยว่าแป้งดังกล่าวมีคุณสมบัติตรงที่ช่วยทำให้ผิวหน้าเปล่งและเต่งตึง กับช่วยให้ผิวพรรณดูดีไม่เหี่ยวย่นเร็วเกินวัยอันควร ทุกวันนี้ก็ยังคงเห็นคุณสาวๆชาวพม่านิยมใช้ทากันอยู่ แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ก็เหอะ คุณเธอก็ใช้แป้งสมุนไพรที่ว่านี้ช่วยสมานผิวกันอยู่

สินค้าพื้นเมืองพม่าอย่างอื่นที่เห็นแบขายอยู่ริมเมย ยังมีสบู่แก่นจันทร์ซึ่งมีกลิ่นหอมแตะจมูกจากหีบห่อบรรจุกล่อง ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์อีกน่าสนใจก็คือพัดไม้จันทร์ ซึ่งทำจากไม้จันทร์แกะสลักลวดลายอย่างบรรจงเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาเรียงร้อยกันไว้ให้สามารถพับเก็บได้เมื่อไม่ใช้ ต้องการใช้เมื่อใดก็ค่อยๆคลี่ออกมาเหมือนกับพัดจีนอย่างที่เราเห็นกัน

แต่พัดไม้จันทร์พม่าพูดได้ว่ามีคุณสมบัติที่เหนือกว่า ตรงมีกลิ่นหอมยวนใจแก่คนใช้หรือคนอยู่ชิดใกล้เป็นที่สุด!

ตลาดสินค้าริมเมยสมัยนั้นคึกคักมาก นักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางไปถึงอำเภอแม่สอด จะต้องไม่พลาดตลาดแห่งนี้ ส่งผลให้กระแสเงินที่นี่สะพัด วันหนึ่งๆเป็นสิบล้านร้อยล้านในสมัยนั้น ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์หรือนักขัตฤกษ์ นักท่องเที่ยวจะมากระจุกตัวกันอยู่ตรงนี้มหาศาลต่อวันเลยทีเดียว

สำหรับกระแสเงินที่ไหลหมุนเวียนทุกวัน ก็ใช่ว่าจะมีแต่เงินสกุลบาทเท่านั้น เพราะแต่ละวันจะมีพ่อค้า แม่ค้าชาวพม่านำเอาสินค้ามาป้อนให้ การซื้อขายแลกเปลี่ยนจึงมีทั้งเงินบาทกับเงินสกุล "จ๊าด" ของพม่า ซึ่งค่าเงินของเขาอาจจะผันผวนเพราะภาวะทางเศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนปวกเปียก อันเนื่องมาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่คลอนแคลนไม่แน่นอน

ทว่าพ่อค้า แม่ค้าไทยก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินสกุลจ๊าดควบคู่ไปกับเงินบาทในการทำการค้า ณ ตลาดริมเมยอยู่ดี บางรายถึงกับมีการออมเงินจ๊าดเอาไว้สำหรับใช้จ่ายการซื้อหาสินค้าพม่าที่มาเสนอขายในแต่ละวัน

แล้วจู่ๆอยู่มาวันหนึ่งเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา เมื่อรัฐบาลพม่าเกิดประกาศแบบไร้วี่แววออกมายกเลิกเงินสกุลจ๊าดอย่างฉับพลัน พ่อค้าแม่ขายที่ตุนเงินจ๊าดเอาไว้จำนวนมหาศาลต่างพากันหงายหลังไปตามๆกัน เพราะค่าเงินจ๊าดในวันนั้น มีค่าเป็น "ศูนย์" ไปแบบสายฟ้าแลบ หลายคนแทบจะแขวนคอตายเพราะพินาศย่อยยับทางการค้าไปอย่างทันตาเห็น

นี่คือวิกฤตทางการค้าชายแดนที่เคยเกิดขึ้นในครั้งนั้น!!

การค้าขายชายแดนโดยใช้แม่น้ำเมยเป็นเส้นทางผ่านในการขนส่งสินค้าอีกอย่างหนึ่ง ก็คือการค้าขายโคกระบือ ข้ามจากพม่าสู่ไทย แต่ก็เป็นแบบตลาดมืดที่รู้กันในหมู่คนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น การค้าขายแบบนี้ผมทราบมาบ้างว่าโคกระบือแต่ละตัวที่จะถูกส่งข้ามแดนกันมา จำจะต้องจ่ายเป็นค่า "ก๊อก" ให้กับกองกำลังกะเหรี่ยงที่ยึดครองพื้นที่บริเวณรอยตะเข็บชายแดน ถ้าจำไม่ผิด ค่าก๊อกจะตกตัวละ 5 บาทในสมัยนั้น วันหนึ่งๆเป็นร้อยๆตัว ก็ถือว่าไม่น้อยอยู่เหมือนกันนะครับ!

สินค้าอีกชนิดหนึ่งที่นิยมทำกันตามตลาดมืดไม่แพ้โคกระบือ ได้แก่ ไม้สกุลพม่าที่ยังมีแปลงป่าให้ตัดผลาญกันอย่างเหลือเฟือในประเทศของเขา ขอพูดนิดเถอะว่า พ่อค้าไม้ฝั่งเราก็ไม่เบาอยู่ด้วยเหมือนกันที่ชอบแอบเอาไม้ในป่าของเรา ข้ามฝั่งไปย้อมแมวจากฝั่งโน้น แล้วลำเลียงกลับเข้ามาตามนิสัยพ่อค้าไม้ที่นิยมสืบสานกันแบบไม่มีการเปลี่ยนแปลง!

จึงอย่าได้แปลกใจเลยที่เราจะเห็นร้านผลิตเฟอร์นิเจอร์ ที่ส่วนใหญ่ใช้ไม้เป็นวัตถุดิบอยู่เรียงรายแถวๆตลาดท่าสายลวด เพราะมีไม้ข้ามฝั่งส่งป้อนกันตลอดแบบไม่รู้หมด ส่วนจะเป็นไม้ไทยหรือพม่าก็คิดกันเอาเอง?

ปัจจุบันสภาพตลาดริมเมยได้สูญสลายหายไปตามกาลเวลาของการเปลี่ยนแปลง หลังมีการจัดระเบียบใหม่ให้เป็นตลาดสินค้าที่เป็นอาคารถาวรอยู่ทางปีกขวาใต้สะพานมิตรภาพไทย-พม่า ด้านริมฝั่งแม่น้ำเมย

สินค้าในตลาดมีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบก็ว่าได้ เพราะจะหาซื้ออะไรได้ครบเครื่อง อาทิ เครื่องประดับประเภทพลอยหลากสีจากพม่าบ้าง จากกาญจนบุรี และจันทบุรีผสมโรงมาบ้าง สินค้าประเภทนี้ต้องคนตาถึง มองคุณภาพสินค้าออกจึงจะสมน้ำสมเนื้อกับราคา ก็ไม่ว่ากันเพราะมันเป็นการซื้อกันตามความพอใจของคนทั้งสองฝ่าย ระหว่าง "ผู้ซื้อ" กับ "ผู้ขาย"

นอกจากนี้ก็มีจำพวกเครื่องสำอาง กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย เครื่องเสียง เครื่องไฟฟ้าจากประเทศจีน โอ้ย! เจียระไนกัมไม่หมดหรอกครับ...

ผมได้ไปเห็นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมยด้านข้างตลาดสินค้า ดูจะคึกคักไปด้วยพม่านุ่งโสร่งหอบหิ้วเอาปูทะเลสดๆเปื้อนโคลน โดยอ้างว่าจับมาจากทะเลอันดามันฝั่งพม่า แล้วก็กุ้งแม่น้ำมีทั้งขนาดเล็กถึงใหญ่ นัยว่าจับมาสดๆจากแม่น้ำสาละวิน เขาขายกันกิโลกรัมละ 350-380 บาท ขณะที่บ้านเราขายกันกิโลกรัมละ 1,500-1,800 บาท ผมซื้อมาให้ร้านอาหารในแม่สอดปรุงให้ กินถึงรู้คำตอบว่าก็ยังงั้นๆแหละครับ แต่อย่างว่ามาถึงแม่สอดทั้งที ถ้าไม่ลองชิมดูก็ไปรู้ได้ไงละว่า กุ้งกับปูของเขารสชาติเป็นยังไง - จริงมั้ยละ?

แต่มาคิดอีกทีมันก็เป็นการเริ่มบรรยากาศของการเปิดประตูสู่การค้าเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อความสงบสุขของชนชาวอาเซียนที่มีอยู่ร่วม 600 ล้านคน ใน 10 ประเทศ

จบจากชายแดนริมฝั่งแม่น้ำเมย ผมขยับกลับเข้าไปยังวัดไทยวัฒนา หรือวัดแม่เต้าเงี้ยวของชาวไทใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ห่างกัน วัดนี้มีจุดเด่นตรงที่มีสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และภาพจิตรกรรมหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งผสมกลมกลมกลืนกันระหว่างศิลปะไทใหญ่กับศิลปะทางเหนือของไทย และเป็นวัดที่คนในท้องถิ่นต่างให้ความศรัทธาอย่างแรงกล้ามานาน

ขณะเดียวกันงานประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่ชาวไทใหญ่แม่สอด ต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก นั่นคืองาน "อุปั๊ดตะก่า" ที่ชาวไตหรือไทใหญ่จะพากันนุ่งขาวห่มขาว แล้วแห่ไปรอบเมืองในช่วงก่อนวันเข้าพรรษา เพื่อรับของบริจาคถวายพระภิกษุสงฆ์ระหว่างเทศกาลเข้า พรรษา

ครั้นพอถึงช่วงตรุษสงกรานต์ประจำปี ชาวปากีสถานที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองแม่สอด ผู้มีฐานะอยู่ดีกินกินดี เขาจะพากันล้มโคกระบือกันในวันนั้น แล้วก็แล่เนื้อแจกจ่ายให้กับผู้คนไปบริโภค เพราะเขาถือว่านี่คือการทำบุญที่ได้ผลบุญตอบแทนอย่างสูงส่ง

ถึงตรงนี้...ผมถึงอยากบอกว่า ตากเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรอันทรงคุณค่าอย่างมากมายอยู่รายล้อมไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วิถีชุมชน วัฒนธรรม และงานประเพณีแบบดิบ อันถือได้ว่าเป็นเสน่ห์ไทยแบบดิบๆขนานแท้ที่ไร้สิ่งแปลกปลอม เพียงแต่ทุกคนจะต้องรู้คุณค่าและพัฒนาให้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ถึงนาทีนี้...ผมจึงอยากวิงวอนแกมขอร้องเถอะครับ สำหรับคนที่คิดอยากจัดหาเอาสิ่งแปลกปลอม ซึ่งไม่ใช่ตำนานและเรื่องราวของเมืองตาก มาสร้างอะไรที่มันจอมปลอมหลอกคนตากและหลอนคนต่างถิ่น เพียงเพราะต้องการให้เป็น "จุดขาย" สำหรับตนเอง แบบคนที่ไร้สำนึกต่อเมืองตาก เมืองแห่งเพชรเม็ดงามแห่งลุ่มน้ำปิง ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างบ้านแปงเมืองไว้ให้

ผมขอประณามคนแบบนี้ไปตลอดชีวิตและชาติภพ เท่าที่จะมีลมหายใจอยู่ได้!!