60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

บึงกาฬ-ปากซัน
วิถีไทย-วิถีอาเซียน

จากดินแดนล้านนาจนถึงราชอาณาจักรลาวนับแต่โบราณนานมาแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน จนเชื่อกันว่าในบรรดาอาเซียน 10 ประเทศ ไทยกับ สปป.ลาว หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็น 2 ประเทศที่ มีความใกล้ชิดสนิทสนมไปมาหาสู่กันฉันบ้านพี่เมืองน้องมากสุด เห็นได้จากการมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว รวมถึง 5 แห่งด้วยกัน

เริ่มจาก พ.ศ.2537 สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ได้ปักหมุดแห่งแรกที่หนองคาย-เวียงจันทน์ ต่อมาใน พ.ศ.2549 เปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่สอง มุกดาหาร-สะหวันนะเขต จากนั้น พ.ศ.2554 สะพานมิตรภาพแห่งที่สาม นครพนม-คำม่วนก็ตาม พ.ศ.2556 เปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่สี่ เชียงของ-ห้วยทราย และล่าสุด สะพานมิตรภาพแห่งที่ห้า บึงกาฬ-ปากซัน ซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์เมื่อไม่นานมานี้ จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่หลายคนตั้งตารอคอย

ตามคำบอกเล่าของ พงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ระบุว่าสะพานมิตรภาพบึงกาฬ-ปากซันจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะบึงกาฬมีศักยภาพได้เปรียบที่เป็นเมืองชายแดนติดอีสานเหนือ อากาศดีๆ ที่สุด อยู่ห่างจากประเทศลาว 120 กิโลเมตร หลังสะพานมิตรภาพแห่งที่ห้าแล้วเสร็จจะมีสนามบินเกิดขึ้น รายได้ต่อคน ต่อหัว ต่อปีของประชากรจะขึ้นมาเป็น 120,000-150,000 บาท เป็นตัวเลขอันดับต้นของอีสาน อาจจะตามแค่ ขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมาเท่านั้น โดยขณะนี้ บอลิคำไซและเชียงขวางกำลังขอให้ทุ่งไหหินเป็นมรดกโลก นั่นหมายถึงการท่องเที่ยวที่สำคัญก็จะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันที่นี่ และยังตอบโจทย์เรื่องธุรกิจในการทำให้บึงกาฬกลายเป็นเมืองยางพารา ช่วยให้อุตสาหกรรมยางพารามีที่ขนส่งครบวงจร จึงเชื่อมั่นว่าสะพานมิตรภาพแห่งที่ห้า จะช่วยพัฒนาทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ไทย-ลาวที่แน่นแฟ้นอยู่แล้วให้เป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น

คนบึงกาฬจึงต่างตั้งความหวังกับสะพานมิตรภาพแห่งที่ห้านี้เป็นอย่างมาก

ย้อนความหลังไปในเดือนเมษายน พ.ศ.2535 ใกล้สงกรานต์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีหมายกำหนดการที่จะต้องไปประกอบพระราชกรณียกิจในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี อาทิ เสด็จฯ ไปทรงเปิดตึกพระอาจารย์มั่น ที่โรงพยาบาลศรีเมืองใหม่ เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมสมาคมเกษตรก้าวหน้า ที่อำเภอตระการพืชผล เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมบ้านอีต้อม อำเภอกันทรารมภ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทอดพระเนตรงานด้านโภชนาการของ​มหาวิทยาลัยมหิดล ในวันที่ 9 เมษายน และวันรุ่งขึ้นจะต้องเสด็จลงเรือไปที่บ้านสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร ทรงเยี่ยมโรงเรียนบ้านนาดง อำเภอศรีเมืองใหม่ กับบ้านปากลา อำเภอโขงเจียม หมู่บ้านเหล่านี้อยู่ริมแม่น้ำโขงของไทยและอีกฝั่งเป็นแขวงสาละวันของลาว ไม่มีทางถนนไปถึง จึงต้องเสด็จฯ ทางเรือเท่านั้น

มีพระราชดำริว่าจะประทับต่ออีกหนึ่งวันเพื่อเสด็จฯ ไปเที่ยวลาว โดยผ่านทางด่านช่องเม็กจึงขอให้ทางจังหวัดอุบลราชธานี ช่วยติดต่อประสานกับเจ้าแขวงจำปาสักว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีเวลาวันเดียวจะพาพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใดได้บ้าง ซึ่ง ท่านอ่อนเนื้อ พมมะจัน เจ้าแขวงจำปาสัก ได้แสดงความยินดีอย่างแข็งขัน และจะนำรถมารับเสด็จ แต่มีพระวินิจฉัยว่า คณะของพระองค์ไปกันมาก นำรถไปเองจะสะดวกกว่า สำหรับเรื่องสถานที่ที่จะนำเสด็จ ทางลาวกราบทูลว่า เขารู้จักพระองค์ดีว่าควรจะโปรดหรือไม่โปรดอะไร จึงไม่ต้องเป็นห่วง

เมื่อถึงเวลานัดหมาย วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ.2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงนำคณะ ซึ่งรับสั่งว่ามีเป็นจำนวนมากเดินทางไปแขวงจำปาสัก ท่านอ่อนเนื้อ และภริยา ผู้กำกับตำรวจของแขวง เจ้าหน้าที่พัวพันต่างประเทศ เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จที่ช่องเม็ก เสด็จฯ ไปถึงเมืองเก่าโพนทองโดยเรือเฟอร์รี่ ทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำเป็นสองสี แม่น้ำโขงสีเขียว แม่น้ำเซโดนสีขุ่นแดง ตรงปากแม่น้ำมูลที่โขงเจียม แม่น้ำสองสีจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการกล่าวขานถึง แต่ทรงแปลกพระทัยว่า เคยได้ยินคำพูดติดปากว่า “โขงสีปูน มูลสีคราม” แต่ที่นี่กลับตรงข้าม

เจ้าเมืองปากเซเป็นสุภาพสตรี ได้เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และนำเสด็จฯ ไปที่ตลาดใหม่ ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จได้เพียงหนึ่งปี จากนั้นเสด็จฯ ไปที่ปากซองทอดพระเนตรชีวิตชาวบ้าน ซึ่งนอกจากปลูกกาแฟกันมากแล้ว ยังปลูกทุเรียนมากด้วย แต่เป็นทุเรียนพื้นเมือง ไม่ใช่ทุเรียนพันธุ์ดีแต่อย่างใด กาแฟปากซอง มีชื่อเสียงเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ มีรับสั่งว่า มื้อกลางวันได้เสวยข้าวกับปลาดุกอร่อยมาก แถมด้วยกาแฟปากซอง เนื่องจากเป็นช่วงใกล้ปีใหม่ (สงกรานต์) จึงมีพิธีบายสีถวาย มีหมอพรมาทำพิธีให้

จากนั้น ได้เสด็จฯ ต่อไปยังวัดโพธิศาสดาราม ถวายของแด่ พระอาจารย์สมสี แก้วเขียว เจ้าคณะแขวงจำปาสัก ซึ่งเป็นพระที่มีผู้นับถือมาก และเคยมาอบรมที่เมืองไทย เมื่อปี 2510 เป็นเวลา 3 เดือน เป็นวัดที่สอนพระเณรทั้งแขวง มีหลักสูตรนักธรรมบาลี มีพระถึง 70 รูป เสด็จฯ กลับถึงด่านช่องเม็ก โดยมีคณะจากจำปาสักมาส่งเสด็จ เป็นเวลาค่ำพอดี เสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ โดยเครื่องบิน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปทรงเยือน สปป.ลาวอีก 2 ครั้งในปีนั้น ครั้งที่สองระหว่างวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม -จันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2535 และครั้งที่สาม วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2535 โดยครั้งหลังสุด เป็นการตามเสด็จ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปทรงร่วมพิธีฌาปนกิจศพท่านไกสอน พมวิหาน อดีตประธานประเทศ

การเสด็จฯ ไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่าง 16 ตุลาคม-19 ตุลาคม 2535 มีความน่าสนใจ ตรงที่พระองค์ได้เดินทางไปทุ่งไหหิน เมืองโพนสะหวัน แขวงเชียงของ ประชากรส่วนใหญ่เป็นพวกพวน ซึ่งไทย เรียกลาวพวน แต่คนลาวเรียกไทพวน นอกนั้นเป็นพวกลาวสูง เช่น ม้ง ดินแดนที่เรียกกันว่า ทุ่งไหหิน นี้มีนิทานโบราณเล่าว่า เป็นไหเหล้าของท้าวเจือง หรือขุนเจือง ซึ่งรบชนะและกินเหล้าฉลอง แต่นักค้นคว้าชาวฝรั่งเศสเดินทางมาราว ค.ศ.1930 สันนิษฐานว่า บริเวณนี้น่าจะเป็นที่บรรจุศพหรือป่าช้าโบราณ ทุ่งไหหินเคยเป็นสมรภูมิสงครามที่สหรัฐอเมริกานำเครื่องบินมาบอมบ์ลาว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงถ่ายพระรูปกับไห มีรับสั่งด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า ทรงรู้สึกพระองค์ตัวเล็กไปเยอะ จากนั้นยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปแขวงพงสาลี ซึ่งเป็นดินแดนที่ไม่ค่อยมีคนไปมากนัก มีรับสั่งว่าแขวงนี้ค่อนข้างแปลก ไม่เคยเห็นภูเขาสุดลูกหูลูกตา ไม่มีที่ราบ เหมือนพุ่งขึ้นมาจากที่ราบสูงมาก​กว่า แต่เป็นพื้นที่ที่ทรงวางแผนจะเสด็จฯ โดยเลือกจากแผนที่ เพราะทรงมีพระราชประสงค์ที่จะไปยังแขวงที่อยู่เหนือสุด ซึ่งมีผู้ถวายรายงานว่า แขวงพงสาลี เป็นแขวงที่อยู่เหนือสุดของประเทศลาว มีเนื้อที่ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร มี 7 เมือง บ้านเรือนประมาณ 21,007 หลัง มีคน 20 กว่าชนเผ่า ส่วนใหญ่เป็นชาวขมุ อยู่ในระหว่างการจัดทำแผนร่างเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นเขตภูดอย ชาวบ้านมักถางป่าทำไร่ และประชากรยังประสบกับปัญหาด้านการศึกษา มีประชากรกว่าร้อยละ 20 ไม่รู้หนังสือ

ทรงสนพระทัยทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวเมือง เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมโรงเรียน และโรงพยาบาลเพื่อรับฟังปัญหา ทรงมีพระปฏิสันถารกับแพทย์ที่เฝ้าฯ รับเสด็จว่า ประชาชนชาวลาวมีจำนวนน้อย ยังต้องคุมกำเนิดด้วยหรือ ซึ่งแพทย์ได้ถวายรายงานว่า ประชาชนลาวไม่ต้องการมีลูกมากเกิน 3-4 คน ทรงแสดงความแปลกพระทัยว่า พงสาลีเป็นเขาสูงมาก ยังอุตส่าห์มีคนปีนขึ้นไปถางป่าทำไร่ หมู่บ้านต่างๆ ล้วนอยู่บนยอดเขา แขวงพงสาลียังอยู่บนยอดเขาเลย ที่นี่ภูเขามีร่องรอยของการทำไร่เลื่อนลอยมาก และคงไม่สามารถเสด็จฯ ในช่วงเดือนมีนาคม เพราะชาวบ้านเผาไร่ หมอกควันทำให้มองไม่เห็นทาง มีรับสั่งว่า การเดินทางไปพงสาลี ถ้าไม่มีเฮลิคอปเตอร์คงจะค่อนข้างลำบากมาก

เป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้อย่างดีว่า ในการเสด็จฯไปทรงเยือนต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว เสด็จฯ ไปบ่อยครั้ง จนประชาชนพลเมืองลาวมีความรักและเทิดทูนราชนิกูลจากประเทศไทยพระองค์นี้เป็นอย่างสูง เพราะพระราชประสงค์ในการเสด็จนั้น ต้องการเห็นสภาพที่​แท้จริงของบ้านเมืองของเขา แม้จะต้องเสด็จฯ ด้วยความยากลำบาก เพื่อจะได้นำพระกรุณาธิคุณไปมอบให้กับเพื่อนบ้าน ได้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หากเพื่อนของเรามีความสุข เศรษฐกิจดี มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง บ้านเมืองสงบ ย่อมส่งผลมาสู่ทุกประเทศในอาเซียนอย่างแน่นอน