ล่องไพร

น้อย อินทนนท์ เขียน
หนังสือคือแสงจันทร์

 "วันเวลาฤดูร้อน ทำให้ความทางจำถึงหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อมกระจาย"

เดือนเมษายนขึ้นชื่อเรื่องอากาศร้อนและดูราวกับว่าจะร้อนขึ้นทุกปี

แม้จะหลบร้อนเข้าห้องแอร์ได้ในบางครั้ง แต่จะให้ไม่รู้สึกถึงความร้อนของอากาศนั้นดูจะเป็นไปได้ยาก บางครั้งก็เหมือนกับว่าเมื่อถึงหน้าร้อนแต่ละครั้งสิ่งหนึ่งที่ทำให้หวนนึกถึงเป็นพิเศษก็คือ ป่า ต้นไม้ลำธาร ภูเขา และสายลมเย็น

ป่าเขียวครึ้ม สิงสาราสัตว์นานา และธารน้ำจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสดชื่น มีคุณค่าต่อโลกอย่างมหาศาล ประการสำคัญคือป่าไม้จะช่วยปรับสมดุลในระบบนิเวศน์

คงไม่มีใครรังเกียจป่าไม้ แต่ก็น่าแปลกที่ต้นไม้ในป่ากลับลดน้อยลงทุกปี เมื่อนึกถึงป่าแล้ว

สิ่งที่ฉันนึกถึงในลำดับถัดมาก็คือหนังสือที่ให้ความบันเทิง หนังสือที่เขียนถึงการผจญภัยที่ตื่นเต้นทุกๆเล่ม และผู้เขียนเชียวชาญเรื่องป่าดงพงไพรเป็นอย่างดียิ่ง หนังสือเล่มนั้นชื่อ ล่องไพร

ล่องไพร คือนวนิยายแสนสนุกที่ทำให้ผู้อ่านดำดิ่ง ดำว่ายอยู่ในบรรทัดของพงไพรอย่างเพลิดเพลิน ล่องไพร เขียนโดย น้อย อินทนนท์ สำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. พ.ศ.2533

มาลัย ชูพินิจ ผู้มีฝีมือในงานประพันธ์เป็นเลิศ มีนามปากกาที่คุ้นกันดี คือ แม่อนงค์ เรียมเอง และอื่นๆอีกมากเช่น นายดอกไม้ ลดารัตน์ เรไร ผุสดี หนอนหนังสือ ดุสิต ผลงานของครูมาลัยนั้นมีมาก งานประพันธ์ชิ้นเยี่ยมของท่านที่ยังคงสร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้อ่านอยู่เสมอ คือ แผ่นดินของเรา ชั่วฟ้าดินสลาย และทุ่งมหาราช ซึ่งความลึกซึ้งจากหนังสือทั้งสามเล่มนี้นั้นกินใจและยากจะลืมเลือน

มาลัย ชูพินิจ นักเขียนนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญ เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๙ ที่บ้านริมแม่น้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชร บิดามารดามีอาชีพค้าไม้สัก และไม้กระยา เลยสำเร็จการศึกษาขั้นต้นในจังหวัดกำแพงเพชร แล้วจึงเดินทางมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ตอนเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๖ ท่านเรียนได้วิชาครูควบคู่กับวิชาสามัญไปด้วย และได้ย้ายไปเรียนวิชาครูโดยเฉพาะ เนื่องจากว่าบิดาของท่านค้าขายไม้ขาดทุนล้มละลาย และวิชาครูสามารถเรียนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ครูมาลัยเป็นผู้มีความมุ่งมั่นเรียนรู้ เรียนหนังสือหลายอย่างเท่าที่สามารถจะเรียนได้

หลังจากเรียนจบ ท่านเป็นครูอยู่ประมาณสองปี จึงได้ลาออกมาทำงานเขียนและงานด้านสื่อสาร มวลชน ตลอดระยะเวลา 35 ปี ท่านทำงานด้านสื่อสารมวลชน และได้เขียนหนังสือไว้มากมาย ทั้งเรื่องแต่ง และสารคดี บทวิจารณ์ หนังสือที่ให้ความสุขความรู้และความเพลิดเพลิดแก่ผู้คน รวมถึงทำงานสงเคราะห์สังคมด้วย

ครูมาลัยได้รับเกียรติสูงสุดที่นักหนังสือพิมพ์น้อยคนพึงจะได้รับ นั่นก็คือ ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรวารสารศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2505

และหลังจากอ่านเล่มอื่นๆอันเกี่ยวกับชีวิตและความรักตรึงใจแล้ว ฉันก็คงเหมือนกับอีกหลายๆคนที่ชอบอ่านเรื่องราวผจญภัย สถานที่ดินแดนแปลกตา การต่อสู้กับสัตว์ร้าย ความดีความซื่อสัตย์ การเอาชนะตนเอง มีอยู่ในทุกๆเรื่องของการผจญภัย จึงหันมาหยิบผลงานแนวผจญภัยของ น้อย อินทนนท์ มาอ่านบ้าง เรื่องการผจญภัยในป่าลึก ลึกลับ ตื่นเต้น และเพลิดเพลินชนิดวางไม่ลง

หนังสือล่องไพร มีทั้งหมด 14 เล่ม 19 ตอน เล่มที่ฉันหยิบมาอ่าน คือเล่มแรก ชื่อตอนว่า อ้ายเก และ งาดำ สำหรับเรื่อง ล่องไพร นี้ น้อย อินทนนท์ ได้เขียนขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ นับจนถึงปีนี้ก็นับได้ ๖๐ ปีพอดี หกสิบปีที่หนังสือเล่มหนึ่งยังเป็นที่ครองใจของผู้อ่าน สำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. ผู้พิมพ์ ล่องไพร เขียนไว้ที่คำนำสำนักพิมพ์ว่า

"บทประพันธ์ของ ครูมาลัย ชูพินิจ แนวป่าดงพงไพรชุด ล่องไพร ในนามปากกา น้อย อินทนนท์ ที่สำนักพิมพ์ กระท่อม ป.ล. ได้นำมาประเดิมพิมพ์เป็นเรื่องแรกของสำนักพิมพ์นี้นั้น ครูมาลัย ชูพินิจ ได้เขียนขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นนวนิยายป่าดงพงไพรชุดแรกของเมืองไทย เป็นความริเริ่มในวรรณกรรมประเภทนี้ โดยที่ครูมาลัยได้อาศัยประสบการณ์ส่วนตัวในการเข้าไปใช้ชีวิตในป่าเขาลำเนาไพรของท่าน ประกอบกับจินตนาการของนักประพันธ์ชั้นครู ท่านจึงได้สร้างสรรค์นวนิยายผจญภัยลี้ลับชุดใหญ่นี้ขึ้นได้อย่างมีคุณค่า เป็นสมบัติทางวรรณกรรมให้แก่เมืองไทยและเป็นต้นแบบฉบับให้แก่นวนิยายป่าดงพงไพรประเภทนี้ในระยะเวลาต่อๆมา"

มาลัย ชูพินิจ เขียน ล่องไพร ให้เป็นละครวิทยุมาก่อน มีผู้ติดละครวิทยุมาก ต่อมาจึงได้นำมาเขียนพิมพ์เป็นเล่ม

ล่องไพร เป็นนวนิยายที่เร้าใจการเดินทางผจญภัยโลดโผนในป่าลึก พบพานเรื่องลึกลับเหลือเชื่อ ต่อสู้กับสัตว์ร้าย การต่อสู้กับใจตนเอง มี ศักดิ์ สุริยัน ร้อยเอกเรืองและตาเกิ้นเป็นตัวละครเอก และสำหรับหนังสือ ล่องไพร นี้ ผู้อ่านสามารถหยิบเล่มไหนมาอ่านก่อนหลังก็ไม่ทำให้เสียรสแต่อย่างใด เพราะเรื่องราวจะจบลงในตอน แต่ทางที่ดีแล้วก็ควรจะอ่านเสียตั้งแต่เล่มแรก เรียงไปตามลำดับ เพราะจะทำให้รู้สึกสนุกกว่า

น้อย อินทนนท์ เขียน ล่องไพร อธิบายเนื้อเรื่องได้หมดจด และเกลี้ยงเกลา หมดจดในที่นี้คือทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจและเห็นภาพแจ่มแจ้ง เกลี้ยงเกลาในที่นี้หมายถึงการเก็บงำสิ่งที่ต้องการเขียนเก็บงำไว้ได้อย่างหมดจด มาลัย ชูพินิจ เขียนถึงตนเองไว้ว่า

"ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่ง ผู้มีศรัทธาต่อการใช้ชีวิตกลางแจ้ง โดยเหตุที่ว่า มันเป็นการศึกษาและอบรมให้คนหนุ่มของเรารู้จักค่าของชีวิต ที่มั่นคงแข็งแรงทั้งกายและใจ

"ชีวิตป่าให้การสำนึกถึงการเสียสละ ภราดรภาพและความเป็นไท อย่างชีวิตอื่นยากจะทำได้"

นอกจากนี้แล้วยังมีพระเอกในอุดมคติ คือ ศักดิ์ สุริยัน นายพรานใหญ่เก่งกาจสามารถ ยิงปืนแม่น เป็นสุภาพบุรุษ ร้อยเอกเรืองเป็นนายทหาร และตาเกิ้นพรานกะเหรี่ยงคู่ใจ ศักดิ์ สุริยัน ตาเกิ้นผู้รอบรู้เชี่ยวชำนาญเรื่องราวในป่าดง เป็นคนซื่อ น่ารัก ตลกๆ และซื่อสัตย์

ล่องไพร ตอน อ้ายเก และงาดำ เล่าเรื่องให้เราฟังโดย ศักดิ์ สุริยัน ซึ่งได้รับการร้องขอจากร้อยเอกเรือง นายทหารหนุ่มที่ออกท่องป่ากับเพื่อนรัก เพื่อนของเขาถูกอ้ายเกทำลายชีวิต ร้อยเอกเรืองจึงได้มาขอความช่วยเหลือจาก ศักดิ์ สุริยัน เพื่อให้ช่วยติดตามอ้ายเก กระทิงยักษ์ และอีกในตอนที่ชื่อ งาดำ ก็เช่นเดียวกัน ร้อยเอกเรืองได้นำชิ้นส่วนเล็กๆของงาดำมาให้นายพรานใหญ่ แล้วการเดินป่าก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เพื่อติดตามช้างมีงาสีดำ

จากเหตุทั้งสองนี้ ทำให้ได้พานพบและตื่นตาตื่นใจกับเรื่องราวเหลือเชื่อพิสดารอีกหลายๆเรื่อง เช่น พระธุดงค์ที่รู้เรื่องราวในอดีตและทำนายอนาคตอย่างกับตาเห็น ผีโป่งดูดเลือดจนคนตัวซีดตาย เรื่องเมืองลับแล คูหามรณะและทุ่งนรก

จะว่าไปแล้วคนเรามักสนใจเรื่องราวที่มองไม่เห็น และต่างออกไปจากความจำเจคุ้นเคยในชีวิต ประจำวัน เรื่องการเดินทางผจญภัยในป่าดงจะช่วยปลุกฟื้นความรู้สึกโหยหาเรื่องราวอัศจรรย์ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ล่องไพรทำให้เห็นคุณค่าของคนสามัญ โดยเฉพาะพรานใหญ่ชื่อ ศักดิ์ สุริยัน และพรานเฒ่าชื่อตาเกิ้น

ลำดับแรกสุดที่เห็นได้ชัดในหนังสือล่องไพรก็คือ ความสามารถในการประพันธ์ของ น้อย อินทนนท์

อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นว่า ตัวหนังสือที่นำมาร้อยเรียงในทุกบรรทัด ทุกบท ทุกตอนนั้น ล้วนเกลี้ยงเกลา คือสามารถทำให้ผู้อ่านเห็นภาพที่บรรยายชัดเจน ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ ผู้อ่านสามารถเห็นภาพในใจ ดังมีแว่นขยายแว่นเดียวกันกับผู้เขียน และแม้จะอยู่ในที่มืด แต่ภาพในใจยังเห็นได้แจ่มสว่าง ได้ยินเสียง เห็นภาพ และได้กลิ่น ซึ่งใครก็ตามที่เขียนหนังสือได้เช่นนี้ ท่านผู้นั้นจะไม่เป็นที่ลืมเลือน และคุณค่าในหนังสือของเขาจะยังแข็งแกร่งดุจดังเพชรน้ำดี

"จากเส้นทางเดินซึ่งส่วนใหญ่เป็นด่านช้างเก่า ผ่านหุบเขาอันเขียวขจีไปด้วยเฟิร์นนานาชนิด และคลาคล่ำไปด้วยผีเสื้อยักษ์สีต่างๆกัน เราต้องขึ้นสันเขาและป่าใหญ่ ซึ่งบางตอนแสงแดดตอนบ่ายแล้วยังส่องมาไม่ถึง ตามพื้นดินเต็มไปด้วยกลิ่นอับๆของใบไม้เน่า อบอ้าวไปด้วยไอดิน และความชื้นแฉะที่ระเหยขึ้นมาข้างบนจนรู้สึกอึดอัดใจ

"ขึ้นไปตามสันดอยอันสูงดั้นเมฆเ ย็นชื้นไปด้วยละอองหมอกที่ปกคลุมอยู่เกือบตลอดทั้งวัน แสงแดดที่เราได้รับบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ดูไม่ต่างอะไรกับแสงเดือนในคืนข้างแรม หลายๆครั้งเส้นทางนั้นเลียบไปทางเหนือ หน้าผาอันสูงชันอย่างน่าใจหาย มองลงไปเห็นแต่ยอดไม้ลิบๆ เขียวชอุ่มอยู่ในความมืดของหุบเขาข้างล่าง หลายครั้งเราข้ามธารน้ำตก ซึ่งไหลหลั่งดังลงมาจากตอนบนเสียงสนั่นหวั่นไหว"

เพียงสองย่อหน้านี้ก็คงพอจะเห็นแล้วว่าการเลือกใช้คำ การผูกประโยค บรรยายความบรรยายภาพนั้น ทำให้ผู้อ่านรู้สึกราวกับว่าได้เดินตามหลังไปกับนายพรานใหญ่ชนิดเหมือนจะหายใจรดต้นคนของ ศักดิ์ สุริยัน กับตาเกิ้น เลยทีเดียว

ล่องไพรยังช่วยให้รู้และเข้าใจความจริงในธรรมชาติของสัตว์ พืช สภาพแวดล้อม และภาพโดยรวมของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ล่องไพรย้ำเตือนให้เราไม่ลืมว่าสัตว์ทุกตัวรักชีวิต ฉลาดมากกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็น "ป่า" คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะดำรงสังคมมนุษย์ให้มีความสุขและอยู่รอดได้

"อันตรายจากเสือเมื่อคนเราอยู่ในป่า เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกว่าวาดได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวเกินความจริงไปแทบทุกคนที่เข้าป่าใหม่ๆ มักจะเชื่อว่าเสือเป็นสัตว์ที่ดุร้ายคอยกระโจนเข้าตะครุบอยู่ข้างทางทุกฝีก้าวที่คนเราย่างเข้าไปในป่า แต่โดยความเป็นจริงและตามธรรมดา เสือไม่เคยทำอะไรใคร เว้นไว้แต่ในเวลาเข้าตาจนจวนตัวหรือลำบาก และถูกบังคับให้กลายเป็นเสือกินคนไป ด้วยวัยชรา ด้วยความพิการอันเกิดจกการต่อสู้กับสัตว์ป่าด้วยกัน หรือความพิการที่ได้รับจากน้ำมือของมนุษย์เท่านั้น"

"ข้าพเจ้าถือปืนยืนคุมเชิงอยู่ที่ชายป่าผากสักครู่ ก็อดคิดขึ้นมาได้ว่า ตรงกันข้ามกับความเข้าใจของใครต่อใครที่ว่าช้างตัวนั้นดุร้ายถ่ายเดียว เห็นคนอดไล่แทงไม่ได้ เจ้าพลายเกเรตัวนี้มีความฉลาดตามสัญชาตญาณของสัตว์ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมทั้งจากธรรมชาติและมนุษย์ในการที่จะเอาตัวรอดยามเข้าที่คับขัน และหนีกับการตามล่า กลับกลายมาเป็นการทดลองความอดทนของกันและกันเสียแล้ว"

นอกจากนี้ ล่องไพร ยังทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงน้ำใจคน การเสียสละ และให้เกียรติ ความเชื่อถือ ความกลัว ความถี่ถ้วนละเอียดลออในการพิจารณาสิ่งรอบตัวยามที่ชีวิตขึ้นอยู่กับความเสี่ยงจากการล่า ที่เป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า เรื่องราวเหล่านี้นักผจญป่าได้มอบให้ผู้อ่านคนเมืองรุ่นแล้วรุ่นเล่าครุ่นคิดคำนึง สะท้อนถึงชีวิต และนำมาเป็นบทเรียน นอกเหนือจากความสุขความเพลิดเพลินในการอ่าน

เรื่องราวการผจญภัยใน ล่องไพร มีทุกรสชาติของความสุข อันตราย ความขมเฝื่อน ความกลัวที่ทำให้ใจไหวสั่น ความตื่นเต้นเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านไม่อยากกะพริบตาแม้แต่เสี้ยวนาที หรือที่เรียกว่าแทบจะลืมหายใจเลยทีเดียว

"ข้าพเจ้าต้องผวาลุกขึ้นนั่งอีกเป็นครั้งที่สอง ตาจ้องออกไปในความมืดภายนอก หูผึ่งอยู่กับเสียงนั้น ชั้นแรกมันเริ่มขึ้นก่อนอย่างแผ่วๆ ครั้นแล้วก็ดังขึ้นเป็นลำดับ เล็ก และแหลม เหมือนคมมีดกรีดลงไปบนแผ่นโลหะ โหยหวน และครวญครางเหมือนหวอสัญญาณภัยทางอากาศ เมื่อจวนจะขาดห้วนหายไปในช่วงสุดท้าย มันเยือกเย็นเหมือนจะทำให้เลือดในกายของเราหยุดเดินและหัวใจก็หยุดเต้น"

"เสียงร้องของแกทำให้ข้าพเจ้าได้คิด กำลังหวุดหวิดที่มันจะลดศีรษะลง และฉกอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็กระโดดเข้าไปกระตุกหางเต็มแรง เจ้าจงอางตัวนั้นก็หันกลับมาแผ่แม่เบี้ยหราเข้าใส่ ข้าพเจ้าก็ใช้ไม้ง่ามในมือยันคอมันเข้าไว้ เราเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันอยู่อย่างนี้อยู่นาน"

"แต่รู้สึกไม่ต่างอะไรกับน้ำร้อนลวก ข้าพเจ้ากัดฟันและหลับตาภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงเท่าที่จะนึกได้ แล้วก็รอรับความเริงร้อนของไฟนรกต่อไป คลื่นแล้วคลื่นเล่าจนผิวหนังใต้ผ้าใบอันหนา และเสื้อผ้าซึ่งบัดนี้แห้งจนเกรียม ปวดแสบปวดร้อนเหมือนจะแตกระแหงออก"

ในชีวิตจริง ความสุขอันที่จะทำให้หัวใจเต้นแรงย่อมเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หรือแทบจะสามารถนับนิ้วได้ แต่ความรู้สึกถึงความสุขอันเปล่งปลั่งนี้เกิดขึ้นได้หากหยิบ ล่องไพร เล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน บนหน้ากระดาษเหล่านั้นในป่าดงดิบแห่งตัวอักษร จะพาให้อ่านอย่างเพลิดเพลิน ลุ่มหลง และจะเฝ้าระลึกถึงผู้ประพันธ์ด้วยความขอบคุณยิ่ง