ล่าซุนยัดเซ็น (๒)

บันทึกวันวาร

คนที่เข้ามาเยี่ยมเป็นคนแรกในวันที่สอง คือจีนคนแรกที่ไปล่อจับตัวเขานั่นเอง เป็นคนที่ตีสนิทเดินคุยกับเขามาตามถนน เขาบอกว่าตัวเขาเองนั้นชื่อตั้ง และแสดงตัวว่าเป็นเลขานุการของสถานทูตคนหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายคน นายตั้งกล่าวว่า

"การพบกันครั้งแรกของเรามันอาจจะมากบ้างน้อยบ้างตามหน้าที่ มาวันนี้ผมมาคุยกับคุณในฐานะเพื่อน เป็นการดีแล้ว ที่คุณยอมรับโดยดีว่าคุณคือ ซุนเวน ป่วยการที่จะปฏิเสธ เวลานี้ก็พร้อมแล้วที่จะส่งตัวกลับคืนสู่ประเทศจีน"

การพูดจาแสดงว่า เขากำไพ่เหนือกว่า มิหนำซ้ำยังมีคำพูดเหน็บแนมว่า

"คุณเองก็โด่งดังอยู่ทางเมืองจีน พระจักรพรรดิกับ นายซุงลียาเมน ก็ทรงทราบและก็รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวคุณดี โอกาสที่จะทำตัวให้เด่น ให้ดัง มันเป็นจุดจบที่สวยงามของคุณที่แสดงว่าคุณกล้าที่จะตายได้เสมอ คุณอยู่ในระดับวีรชนคนสำคัญเทียวละ"

"คุณรู้ได้ยังไงว่า ผมกำลังจะตาย" จีนหนุ่มขัดขึ้น

"ก่อนอื่น ขอให้คุณคิดว่า ผมไม่ได้อยู่ในประเทศจีน แต่ผมอยู่ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประเทศแห่งเสรีภาพ คุณอาจจะทำอะไรกับผมได้ก็ตามสิทธิที่มีอยู่ในสถานทูต แต่ก็แค่บางสิ่งบางอย่างตามแต่คุณจะสะดวก แต่การกระทำใดๆที่ไม่ได้ผ่านศาลแล้ว ประเทศนี้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นอาชญากรรม และการกระทำดังกล่าวมีโอกาสที่จะรั่วไหลไปสักวัน คุณคงไม่ต้องการจะมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลอังกฤษเป็นแน่ เวลานี้คุณกำลังพยายามจะส่งผมในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากนั้นรัฐบาลอังกฤษจะต้องทราบว่าควบคุมตัวผมไว้นี้เป็นการผิดกฎหมาย ผมไม่คิดว่าอังกฤษจะส่งตัวผมให้คุณไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ เพราะว่าอังกฤษมีประเพณีอย่างหนึ่งในการจะให้ที่พักอาศัยแก่ผู้ลี้ภัยการเมือง"

อาการยิ้มเย้ยหยันยังปรากฏบนใบหน้าเลขานุการสถานทูตจีนพลางเอ่ยว่า

"ตามปกติเราจะไม่ขอส่งคนร้ายข้ามแดนหรอก นั่นเป็นการปฏิบัติที่งี่เง่ามาก เรือสินค้ากำลังรอรับคุณอยู่ที่อู่เซาธ์แธมป์ตันแล้ว เราก็จะไม่ลำบากอะไรในการจะย้ายคุณจากตึกของสถานทูตไปลงเรือ เมื่อลงเรือทีนี้คุณก็จะถูกล่ามโซ่ ก่อนที่เรือจะแล่นถึงฮ่องกง ก็จะมีเรือปืนลำหนึ่งมารออยู่ แล้วเราก็จะเอาตัวขึ้นเรือไปขึ้นบกที่กวางตุ้งและนั่นคือที่ประหารชีวิตคุณละ"

"ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่ต้องมีการขึ้นศาลกันละซี" เชลยจีนพูดไป ทั้งๆที่รู้สึกแหยงๆ

"ก็ทำกันพอเป็นพิธีเท่านั้น คุณก็รู้อยู่แล้วว่า เราไม่ใช่เป็นชาติด้อยพัฒนานี่ เมื่อพิจารณาโทษแล้วก็สั่งตัดหัว ก็เท่านั้น" เจ้าหน้าที่สถานทูตวัยกลางคนตอบอย่างสุภาพ และตีหน้าตาเฉย เหมือนกับว่าที่เขาพูดมานี้เป็นเรื่องขี้ผงเล็กๆน้อยๆ

"ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าการทำเช่นที่ว่านี้เป็นการหมิ่นเหม่หรอกหรือ ถ้าตำรวจอังกฤษจับพฤติการณ์ทำนองนี้ได้ จะเป็นอย่างไร ผมก็จะต้องให้การตามที่เป็นจริง หรือไม่ก็จะต้องพยายามหนีเอาตัวรอด แล้วพวกคุณก็จะตกอยู่ในสภาพแช่อยู่ในน้ำร้อนตามๆกัน"

นายตั้งได้ฟังแต่ก็ยืนยันว่า "ที่พูดมานั้นต่างไกลความจริง" โดยเชื่อว่าการควบคุมตัวคนหนุ่มจีนนั้น แข็งแรง ชนิดไม่มีการหลุดรอดมือสถานทูตจีนไปได้เลย

เชลยพยายามเถียง และเจ้าหน้าที่ทูตจีนก็พยายามพูดเอาแต่ได้

"แล้วที่ท่าเรือและเจ้าหน้าที่ที่ประจำเรือสินค้าที่คุณกล่าว เขาคงจะทราบเรื่องในบางสิ่งบางอย่าง ท่าเรือก็มีคนมากหน้าหลายตา พวกขนสินค้าลง คนเดินไปเดินมา กรรมกรท่าเรือ แล้วก็ยังมีนักท่องเที่ยว คนเหล่านี้จะไม่ผิดหูผิดตาเลยเชียวรึ แล้วก็อาจจะโวยวายขึ้นมาได้"

นายตั้งดูจะนั่งนิ่งไป ทุกสิ่งที่เชลยหนุ่มพูดมานั้น ถูกต้อง แต่เขาก็ยังแก้ตัวต่อไปว่า เจ้าของเรือสินค้าลำนี้เป็นเพื่อนสนิทกับเซอร์ฮาลลิเดย์ ซึ่งทำการค้ากับจีนมาก่อน เจ้าของเรือรับคำว่าจะไม่มีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น

ยิ่งเชลยจีนหนุ่มได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่สถานทูตมากเท่าไร เขาก็ได้ทราบแผนการที่ละเอียดยิ่งขึ้น และมองเห็นว่า ที่ฝ่ายเลขานุการทูตจีนพูดมานั้นจะเป็นประโยชน์แก่เขาในเวลาต่อไป และสังเกตดูก็เหมือนไม่อยากจะพูดเรื่องการจับตัวเขาส่งลงเรือนัก แต่ต้องการแสดงตัวว่าตัวเองวางแผนไว้รอบคอบ ไม่มีผิดพลาด เขาจึงพูดออกมาเสียแจ่มชัด เช่น ชื่อบริษัทที่จะนำเชลยไปนั้น คือบริษัทเรือ "เกลนไลน์" (Glen Line) และทางสถานทูต ก็ไม่เต็มใจที่จะเช่าเรือทั้งลำเพื่อส่งคนคนเดียวซึ่งเป็นนักโทษไปรับโทษ ส่วนจะรอเรือจีนก็มีเพียง ๒-๓ ลำ ซึ่งแล่นอยู่ไกล กว่าจะมาถึงก็คงอีกนาน

นายตั้งเอ่ยแล้วแสดงความชื่นชมในตัวเขาเองว่า หลังจากงานนี้จบสิ้น เขาก็เชื่อว่าตัวเขาเองจะได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลและองค์พระจักรพรรดิในความชอบที่จับตัวซุนเวนได้ในครั้งนี้ และส่งตัวไปประหารในที่สุด มันเป็นพระบรมราชโองการของสมเด็จพระจักรพรรดิผู้ทรงมีพระประสงค์ให้จับเชลยจีนหนุ่ม ไม่ว่าจับเป็นหรือจับตาย

ผู้ถูกจับมาขัง แม้จะรู้ตัวว่าชีวิตเขาไม่มีทางรอดจากโทษประหารไปได้ เขายังพูดถึงปัญหาเฉพาะหน้าต่อ

"เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เมื่อเจ้าหน้าที่อังกฤษระแคะระคายเรื่องนี้เข้า และประกาศว่าทุกคนในสถานทูตแห่งนี้เป็น 'บุคคลไม่พึงปรารถนา' ในกรณีเช่นนี้ คุณ และเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องถูกส่งกลับประเทศจีน ประชาชนชาวกวางตุ้ง ก็จะคิดล้างแค้นนายตั้ง และอาจจะเลยไปถึงครอบครัวนายตั้งด้วยเพื่อทดแทนการกระทำของคุณ"

ถึงจะพูดตอบโต้ไปอย่างนั้น เชลยหนุ่มก็เริ่มตระหนักถึงภัยใหญ่ที่กำลังคืบหน้าใกล้ตัวเขาเข้ามาทุกที เขาไม่เห็นหนทางที่จะติดต่อกับโลกภายนอกได้อย่างไร ที่คิดได้ก็มีอยู่สองทาง ทางแรก คือคนรับใช้ที่มาทำความสะอาด และเติมฟืนในห้อง แต่ทว่าคนรับใช้ก็ไม่ยอมรับสินจ้างอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น จึงต้องเลือกเอาทางเขียนจดหมายสั้นๆในกระดาษชิ้นเล็กๆ ขว้างจากหน้าต่างให้คนมาพบจะได้นำข่าวไปบอกเพื่อนๆ วิธีนี้ก็ไม่สำเร็จเพราะลมพัดปลิวจดหมายไปค้างรางน้ำ จากนั้นยามสถานทูตก็มาเห็น ช่องหน้าต่างจึงถูกไม้กระดานตีปิดทุกบาน

โอกาสสุดท้ายที่คงเหลือก็คืออ้อนวอนคนใช้ชาวอังกฤษ ๒ คนที่เข้ามาทำความสะอาด นำอาหารมาให้และเอาฟืนมาใส่เตาผิง ทั้งสองคนทำงานเหมือนคนไร้วิญญาณ คนหนึ่งเป็นชายอายุอ่อนกว่าอีกคนหนึ่ง ชายคนที่ว่านี้ชื่อ เอ็ดเวิร์ด โคล เช้าวันหนึ่งเมื่อเขาเข้ามาทำงานตามปกติ จีนหนุ่มเชลยก็เข้าไปพูดด้วยถ้อยคำยกย่องว่า

"กรุณาผมสักหน่อยได้ไหมครับ" ด้วยคำพูดที่นอบน้อมอ่อนโยนทำให้คนรับใช้สะดุดหู เขาหันมามองนักโทษหนุ่มจีนทันที

"คุณเป็นใครครับ!" คนรับใช้ย้อนถามด้วยความประหลาดใจ"คุณต้องการอะไรจากผมรึ"

แล้วจึงมีเสียงตอบจากจีนหนุ่มว่า "ผมเป็นคนลี้ภัยการเมืองมาจากประเทศจีน ที่ผมมาอยู่ประเทศอังกฤษก็เพื่อขอรับความคุ้มครองจากรัฐบาลอังกฤษ ผมเป็นคริสเตียนเหมือนคุณนั่นแหละ คุณคงได้รับรู้ว่า สุลต่านแห่งตุรกีจับชาวคริสต์อาเมเนียฆ่าเสีย มาบัดนี้ พระจักรพรรดิกำลังจะเอาตัวผมไปประหาร ผมต้องการให้ประเทศจีนของผมมีประชาธิปไตยเหมือนอังกฤษประเทศของคุณ ผมไม่ได้คิดร้ายต่อผู้ใดทั้งสิ้น ผมถูกนำมาที่นี่ด้วยถูกอุบายล่อลวงกักขัง เตรียมรอเรือที่ส่งกลับประเทศจีน"

โคล คนรับใช้ชาวอังกฤษไม่ได้โต้ตอบในทันที เขาตั้งหน้าตั้งตากวาดพื้นไปเรื่อยๆ ระวังตัวเพราะที่ประตูมียามสถานทูตจีนสองคนเงี่ยหูฟังอยู่แล้ว ในที่สุดเขาก็เอ่ยค่อยๆพอฟังรู้เรื่อง

"ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลอังกฤษจะยื่นมือเข้ามาช่วยคุณหรือไม่ ทั้งนี้คุณเป็นชาวต่างประเทศ อีกทั้งสถานทูตและคนในสถานทูตก็เป็นคนชาติเดียวกับคุณ"

นักศึกษาหนุ่มพูดเสริมไปว่า "รัฐบาลอังกฤษต้องช่วยผมอย่างแน่นอน คุณดูซี ผมถูกควบคุมตัวอย่างแข็งแรง"

คนรับใช้คงทำงานไปตามปกติ ไม่มีอาการแสดงว่ารับรู้ที่นักศึกษาหนุ่มนั้นพูดอะไรมาบ้าง ซึ่งคนหนุ่มก็พูดอ้อนวอนต่อไป

"ชีวิตผมอยู่ในกำมือคุณ" เขาพูดออดอ้อน

"ถ้าเรื่องถึงหน่วยตรงว่าผมถูกล่อลวงมากักขัง ผมก็จะรอด ถ้าไม่มีใครช่วย ผมก็จะถูกส่งไปประเทศจีน และถูกตัดคอแน่นอน คุณไม่ต้องการช่วยชีวิตคนหรือครับ"

โคลทำความสะอาดห้องด้วยอาการปกติเหมือนไม่สนใจไยดีที่รับฟังหนุ่มจีน โคลเสร็จงานแล้ว ก็กลับจากห้องไปเงียบๆเฉยๆ

คืนนั้น อีกคืนหนึ่งที่เชลยจีนหนุ่มนอนไม่หลับอีกคืน คิดไปร้อยแปดว่า โคลจะเห็นอกเห็นใจเขา หรือนำความไปบอกกับนายจ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

เช้าวันรุ่งขึ้นโคลเป็นผู้นำอาหารเช้ามาส่งให้เขาอีก เมื่อนำอาหารมาตั้งให้ที่โต๊ะ แล้วก็เดินออกไปโดยไม่ยอมสบสายตากับจีนหนุ่มที่เฝ้ามองอย่างต้องการความช่วยเหลือ โคลกลับมาใหม่ในตอนเย็นวันนั้น โดยขนเอาถ่านหินสำหรับเตาผิงไฟมาให้กองหนึ่ง และก็เช่นกัน โคลไม่เอ่ยปากเลยแม้แต่คำเดียว เพียงแต่เขาชี้ไปทางถ่านหินที่นำมากองไว้ แล้วเดินออกจากห้องไป

เชลยจีนหนุ่มรีบรุดไปที่กองถ่านหิน รื้อดูก็พบกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง เขาดึงออกมาแล้วคลี่อ่านทันที ในกระดาษมีข้อความว่า

"ผมตั้งใจจะช่วยนำจดหมายไปให้กับเพื่อนของคุณสักคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ไปส่งให้กับตำรวจ คุณจะต้องไม่เขียนจดหมายบนโต๊ะ เพราะว่ายามที่เฝ้าตรงประตูจะมองเห็นคุณได้ ให้ระวังทางรูกุญแจ คุณควรจะเขียนจดหมายบนเตียงนอนของคุณ เพราะจะไม่มีใครแอบดูเห็นคุณได้จากห้องภายนอก"

เขาซึ้งในน้ำใจของโคล ชายหนุ่มจึงนอนแล้วหันหน้าเข้าฝาห้อง เขียนจดหมายด้วยดินสอแท่งสั้นๆเล็กๆ เขาเขียนข้อความว่า

"ถึง ดร.เจมส์ คานต์ลี เลขที่ ๔๖ ถนนดีวอนเซอร์ โปรดดูแลระมัดระวังผู้ถือจดหมายนี้ เขาเป็นคนยากจน อาจต้องถูกออกจากงานเพราะช่วยเหลือผมในครั้งนี้ก็ได้ ผมถูกจับขังไว้ที่สถานทูตจีนตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ และจะถูกส่งตัวจากอังกฤษไปจีน เพื่อประหารชีวิต โปรดช่วยผมโดยเร็ว เรือลำหนึ่งซึ่งทางสถานทูตจีนเช่าไว้พร้อมแล้ว จะไม่มีการติดต่อกับใครขณะส่งกลับ"

จดหมายฉบับนี้ โคลกักเอาไว้ถึงสองวัน เขารอเวลาอยู่จนกระทั่งวันที่ ๑๗ ตุลาคม ตรงกับวันเสาร์โคลได้เปลี่ยนข้อความเสียใหม่ว่า

"มีเพื่อนของท่านคนหนึ่งไปถูกกักขังอยู่ในสถานทูตจีน ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว เขากำลังจะส่งเพื่อนของท่านไปยังเมืองจีน และแน่นอนทีเดียวที่เขาจะต้องถูกตัดคอประหารชีวิต เป็นเรื่องเศร้าสำหรับบุคคลผู้นี้ และควรรีบจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด ผมไม่กล้าลงนามของผม แต่ทว่ามันเป็นความจริงขอได้โปรดเชื่อสิ่งที่ผมแจ้งมาให้ทราบนี้ หากท่านจะจัดการทำประการใด ก็ขอให้ทำโดยด่วน มิฉะนั้น อาจจะสายเกินไป"

ตอนนั้นอาจารย์คานต์ลีกำลังพักผ่อนอยู่ข้างเตาผิง จดหมายฉบับนั้นเป็นดุจสายฟ้าฟาด ทุกคนในครอบครัวสงสัยการหายหน้าหายตาของลูกศิษย์ชาวจีนคนนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดเลยเถิดไปถึงการถูกสถานทูตจับตัวไว้

เมื่อได้รับข่าวนี้ ดร.คานต์ลีก็เชื่อมั่นว่าท่านจะต้องรีบจัดการอะไรในทันที ทั้งๆที่ท่านเป็นอาจารย์ทางแพทย์ ไม่มีความรู้ทางสอบสวนหรือเรื่องจารกรรม ไม่มีความรู้ทางสืบสวนและสอบสวน ไม่รู้ในเรื่องการลักลอบเอาตัวไปขัง และไม่มีความรู้ทางการทูต แต่ทว่าบุคคลที่รู้จักดีก็คือ ท่านเซอร์ ฮาลลิเดย์ แมคคาร์ทนีย์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของรัฐบาลจีน

ดังนั้น อาจารย์คานต์ลีจึงตั้งใจจะไปหาคนนี้ก่อนที่จะไปหาตำรวจ และอีกอย่างหนึ่ง บ้านของเซอร์ฮาลลิเดย์ก็อยู่ใกล้ชิดติดกัน เป็นตึกสี่ชั้นสีเทาตระหง่าน เลขที่ ๓ ฮาร์เลย์เพลส แต่ทว่าเมื่อดร.คานต์ลีไปก็พบว่า บ้านช่องปิดสนิทลงกลอนแน่นหนา บางทีท่านเซอร์อาจจะไปพักผ่อนสุดสัปดาห์ก็เป็นได้

แต่ตำรวจที่ยืนยามอยู่แถวถนนมาริลโบน บอกดร.คานต์ลีว่า บ้านหลังนี้ปิดตายอย่างนี้ ๖ เดือนมาแล้ว ดังนั้น ดร.คานต์ลีจึงเปลี่ยนใจไปสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด ไปแจ้งความที่นั่น สารวัตรนายเวรรับฟังเรื่องราวจนจบ จึงแนะนำให้ดร.คานต์ลีไปแจ้งความกับตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ด

ที่นั่นทุกคนมีความสุภาพ ต้อนรับดร.คานต์ลีสุภาพเป็นอย่างดี แต่ทว่าเรื่องราวที่อาจารย์แจ้งรู้สึกแปลกและพิลึกกึกกือ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็มิใช่คนอังกฤษ สก๊อตแลนด์ยาร์ดก็เหมาเอาว่า ผู้ที่ถูกจับขังในสถานทูตจีนนั้น สติไม่สมประกอบ

แต่อย่างไรก็ตาม สก๊อตแลนด์ยาร์ดก็รับรองว่าจะรายงานให้หน่วยเหนือทราบ

เวลาตอนนี้ล่วงเข้าเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว อาจารย์ดร.คานต์ลีจึงกลับที่พักด้วยความเหน็ดเหนื่อย ยามวิกาลเช่นนี้ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น วันรุ่งขึ้น ๐๘.๐๐ น. จึงได้ไปพบกับเพื่อน หารือกันอยู่นาน กำหนดจะไปหาตัวแทนศุลกากรจีน โดยเห็นว่าคนผู้นี้อยู่ในฐานะที่จะขัดขวางหรือเจรจากับเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนได้ แต่ทั้งสองไม่รู้ว่าจะพบเขาได้ที่ไหน จึงต้องรอไปจนกว่าจะถึงวันจันทร์

ดร.คานต์ลีหวนกลับไปที่บ้านเลขที่ ๓ ฮาร์เลย์เพลส ตั้งใจจะฝากเรื่องไว้กับคนดูแลบ้านหรือใครก็ได้ หากไม่พบ เซอร์ ฮาลลิเดย์ แมคคาร์ทนีย์ แต่ก็ผิดหวัง ไม่เจอใครเลยแม้แต่คนเดียว

ในที่สุด ดร.คานต์ลีต้องกลับเข้าบ้านภายหลังเหน็ดเหนื่อยจากการตระเวนเกือบจะทั่วนครลอนดอน และที่บ้านเขาได้พบนายโคลคนรับใช้สถานทูตจีนมารอพบอยู่ คราวนี้ ดร.คานต์ลีได้รับทราบเรื่องราวต่างๆของผู้ใกล้ชิดอย่างชัดเจนที่สุด

ดร.คานต์ลีเล่าเรื่องการไปขอพบเซอร์มาคาตเน่ย์ที่บ้าน ไม่พบตัว พบแต่บ้านปิดตายมา ๖ เดือนแล้ว คำพูดนี้ทำให้โคลขมวดคิ้วแสดงอาการแปลกใจ เพราะเขารู้ว่าเซอร์ฮาลลิเดย์ยังอยู่ในกรุงลอนดอน และไปทำงานที่สถานทูตจีนเป็นปกติทุกวัน โคลออกความเห็นว่า

"เซอร์แมคคาร์ทนีย์คนนี้แหละที่มีบทบาทสำคัญในเหตุที่เกิดครั้งนี้ เป็นตัวการที่ทำให้หนุ่มนักศึกษาต้องถูกฉกตัวไปกักขัง"

(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า)