ชนะชัย-ชาติชาย วรมาลี กับเรื่องราวของกองมหาดเล็ก-พระเอกของเรื่อง และกองชาวที่-ผู้ปิดทองหลังพระ (๑)

(๑)
สัมภาษณ์พิเศษ

"ในวัง กองมหาดเล็กจะเป็นพระเอกของเรื่อง เพราะว่าเรื่องรับประทานเรื่องใหญ่ครับ ส่วนกองชาวที่ เหมือนคนทำงานปิดทองหลังพระ กองชาวที่ทำหน้าที่จัดเตรียมที่ประทับ มหาดเล็กจัดเครื่องเสวย พอเสร็จแล้ว กองชาวที่สลายตัว เพราะหมดหน้าที่แล้วพอเวลาจะถึงการแสดงจริงๆ ปฏิบัติจริงๆ มหาดเล็กเป็นพระเอกคอยเสิร์ฟ"

ชนะชัย วรมาลี ผู้อำนวยการกองชาวที่ สำนักพระราชวัง กล่าวไว้ในช่วงเริ่มต้นการสนทนาอย่างมีอารมณ์ขัน แต่ถึงกระนั้นก็ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ทำให้ "คนนอกวัง" ได้มองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของผู้ปฏิบัติหน้าที่ "มหาดเล็ก" และ "ชาวที่" ที่รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยมีเป้าหมายร่วมกันเพียงประการเดียวคือ "เพื่อถวายงานให้แก่เจ้านายในบรมราชจักรีวงศ์ ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ"

การทำงานของพวกเขามีเป้าหมายสูงส่ง แต่ทว่ามีเนื้องาน ขั้นตอน รายละเอียดมากมายหลายประการที่คนนอกวังไม่เคยทราบมาก่อน ในปัจจุบัน กองมหาดเล็ก และกองชาวที่เป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับสำนักพระราชวัง ในด้านการปฏิบัติงานในหน้าที่ อาจกล่าวได้ว่าบุคลากรในกองมหาดเล็กและกองชาวที่เป็นผู้ที่จะต้องถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และสองหน่วยงานนี้ต้องทำงานประสานกันอยู่ตลอดเวลา ในเวลานี้ผู้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการกองชาวที่ คือ ชนะชัย วรมาลี และ ผู้อำนวยการกองมหาดเล็ก คือ ชาติชาย วรมาลี ซึ่งนอกจากจะทำงานร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงานเป็น "กองพี่-กองน้อง" แล้ว โดยสายเลือดทั้งสองท่านยังเป็นพี่น้องกันอีกด้วย

"พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เราทั้งสองคนมาทำหน้าที่รับผิดชอบงานในกองชาวที่และกองมหาดเล็ก ซึ่งในความรู้สึกของเราคิดว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เรามาดูแล ปัจจุบันนี้ปั้นเป็นผู้อำนวยการกองมหาดเล็ก ส่วนผม เดิมเป็นผู้อำนวยการกองมหาดเล็กอยู่ พระองค์ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ผมมาเป็นผู้อำนวยการกองชาวที่ เราสองคนก็เลยเป็นเหมือนกับกองพี่กองน้องกัน ซึ่งจริงๆแล้วในทางปฏิบัติเราก็ทำงานประสานกันเสมออยู่แล้ว แต่โชคดีที่เราเป็นพี่น้องกัน ส่วนในทางปฏิบัติเราก็ปฏิบัติตามสายงานครับ ราชการก็คือเรื่องของราชการ พี่น้องก็พี่น้อง คนละเรื่องกัน แต่โชคดีที่เราได้ทำงานถวายร่วมกัน ทำให้เราต้องไปปฏิบัติงานด้วยกัน เสร็จแล้วก็ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ง่ายขึ้น ไม่มีมาแง่งอนอะไร เพราะเป็นพี่น้องกัน" ชนะชัย วรมาลี หรือ คุณแตน ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของ ชาติชาย วรมาลี หรือคุณปั้น เกริ่นนำเรื่องให้ฟังถือการปฏิบัติงานในปัจจุบัน ก่อนจะเล่าย้อนไปถึงประวัติชีวิตและความเป็นมาของ "เด็กท้ายวัง" ที่เคยวิ่งเล่นอยู่ในวังหลวง

"ต้นตระกูลวรมาลีของเราชื่อนายเชื้อ วรมาลี ปลัดเวรการกองม้าขี่กรมพระอัศวราช บิดาชื่อหลวงกำจัดโสณฑทุจริต (พร) ปู่ชื่อขุนวิสูตรมาลา (มาลี) ส่วนผมและน้องชายเข้ามารับราชการสืบเนื่องมาถึงสมัยคุณลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของคุณแม่ผม ก็ได้มารับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ได้ดำรงตำแหน่งมาหลายตำแหน่งในกองพระราชพิธี ท่านผู้นี้คือ นายเศวต ธนประดิษฐ์ อดีตที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง เวลานี้ท่านถึงแก่กรรมไปแล้วนะครับ ท่านไม่ได้เป็นสายวรมาลีโดยตรง แต่เกี่ยวดองทางสายคุณแม่

เราสองคนเติบโตมาในพระบรมมหาราชวัง เราเป็นเด็กท้ายวัง เรียกว่าเราสองคนกำเนิดมาจากเศษดินในวังก็ว่าได้ เนื่องจากคุณแม่ของเราได้นำเราสองคนมาฝากในวังหลวงในช่วงปิดเทอม เราก็จะพักกับคุณลุง อยู่กันที่นั่นเรื่อยมาจนเติบโต ช่วงหนึ่งคุณลุงก็อยากให้มีคนสืบต่อ ตามแบบของคนโบราณท่านที่อยากให้มีลูกหลานสักคนหนึ่งมาสืบสานงานตรงนี้ต่อ เป้าหมายแรกของคุณลุง คือให้เราไปสืบทอดงานในกองพระราชพิธี ก็พยายามนำเอกสารต่างๆมาให้เราอ่าน แต่เนื่องจากเราสองคนไม่ชอบงานด้านพระราชพิธี ท่านก็เลยเอามาฝากให้เข้าทำงานที่วังหลวงทั้งสองคน โดยปั้นอยากเป็นมหาดเล็กมาก แต่ผมอะไรก็ได้ เราสองคนก็ได้เข้ามารับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทตั้งแต่นั้น ผมทำงานครั้งแรกที่วังหลวง รับราชการที่กองมหาดเล็ก ซึ่งจะมีหน่วยงานเล็กที่สุดของมหาดเล็ก ชื่อในขณะนั้นคือหมวดคลังเครื่องโต๊ะ เริ่มต้นจากตรงนั้น แล้วก็ค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนั้นอายุ ๒๐ ต้นๆ เราสองคนไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัย เราจบแค่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เราไม่มีปริญญาใดๆทั้งสิ้น ส่วนปั้นมาทำงานรับใช้พระองค์ท่านที่สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตเลย

หลังจากพี่ชายเข้ามาทำงานในวังตามเจตนารมณ์ของคุณลุงได้ไม่นาน น้องชายก็ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในกองมหาดเล็ก ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการบรรลุถึงความฝันครั้งหนึ่งในชีวิตของเขาก็ว่าได้

"คุณลุงเศวตดูแล้วว่า ครอบครัววรมาลี มีลูกชายทั้งหมดเลย กลัวว่าจะออกนอกลู่นอกทาง ก็เลยจับพวกเราทำงาน ให้เรามาสืบสานงานแทนท่าน ในความคิดของผู้ใหญ่ เขาคิดว่าถ้าเราเรียน ก็จะไปทางอื่น ก็จะบังคับไม่ได้ ลักษณะเหมือนแบบมัดมือชก (หัวเราะ)

...ตัวผมเองครั้งหนึ่งในชีวิตผม ผมเคยไปรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จที่วัดพระแก้วกับคุณแม่ ทีนี้การรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ทุกคนจะต้องชิงตำแหน่งที่นั่งข้างหน้าให้ได้ ต้องเอาหนังสือพิมพ์ไปปู แต่เราเข้าไม่ถึงตรงนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งผมอยากจะเข้าไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทชมพระบารมีใกล้ๆ แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เชิญออกไปให้ไกลๆหน่อยเพราะเขาเห็นเราเป็นเด็ก คุณแม่ก็บอกว่าไม่เป็นไรปั้น เขาให้ออกเราก็ออก เราอยู่ไกลๆก็ได้ จากวันนั้นก็เคยพูดกับคุณแม่ว่า สักวันหนึ่งต้องเข้าไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทชมพระบารมีใกล้ๆให้ได้ จากวันนั้นที่เคยพูดกับคุณแม่ไว้ คุณแม่ก็เลยเอาประโยคนี้มาบอกคุณลุง คุณลุงก็บอกว่าถ้าแกอยากจะเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทท่านใกล้ๆ แกต้องมาเป็นมหาดเล็กถวายงานพระองค์ท่าน

ตอนนั้นผมเข้ามาอายุ ๑๙ พี่แตนมาชิมลางก่อนแล้ว ผมเข้ามาทำงานในกองมหาดเล็กซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับอาหารการกิน โภชนาการทั้งหมด ผมไม่ได้เรียนจบตรงนี้มาเลย ผมมีวุฒิแค่ ม.ศ.๓ หน้าที่ของกองมหาดเล็กเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกิน เรื่องรับใช้พระราชวงศ์ เรื่องภาชนะ ของกินทั้งหมด เรื่องพระภูษาฝ่ายหน้า ฝ่ายใน พระภูษานี่จะเกี่ยวกับฉลองพระองค์ทั้งหมด จะต้องมีฝ่ายหนึ่งชื่อฝ่ายในพระองค์ ฝ่ายนี้จะจัดการดูแลเกี่ยวกับฉลองพระองค์ทั้งหมด ทุกพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นซักแห้ง ซักน้ำมัน ซักเครื่อง ทุกอย่าง เจ้าหน้าที่ที่ทำถวายก็เป็นข้าราชการที่ได้รับการถ่ายทอดมา อย่างผมจบ ม.ศ. ๓ ผมไม่รู้เรื่องการโรงแรมเลย เราคือเศษเสี้ยวธุลีก็ว่าได้ ตรงนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยว่าเราจะใฝ่หาความรู้ไหม บุคลากรที่เป็นเทรนเนอร์ให้กับเรา ก็จะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯให้ส่งท่านเหล่านี้ไปศึกษาในต่างประเทศ ที่สวิส ที่อังกฤษ หลังจากนั้นก็กลับมาถวายงาน ถ่ายทอดความรู้ให้แก่พวกเรา อันนี้ก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลละว่าใครสนใจ ใครใฝ่รู้ มุ่งมั่น ทะเยอทะยาน คำว่าทะเยอทะยานนี่คือพุ่งไปข้างหน้าให้ถึงเป้าหมาย ว่าเราจะไปสุดแค่ไหน คือการทำงานด้านบริการต้องมีใจนะครับ ถ้าใจไม่รัก ทำไม่ได้ ที่สำคัญคือเราวิ่งเล่นในวังมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะฉะนั้นความจงรักภักดีนั้นมีเต็มร้อยอยู่แล้ว ผมจำได้ว่าพระองค์ท่านรับสั่งกับพวกเราที่เป็นข้าราชบริพารที่ทำงานใกล้ชิดประโยคหนึ่งว่า ถ้าเกิดมาเป็นคนไทย ต้องรู้จักบุญคุณแผ่นดินที่เราเกิดมา

การที่เราทำงานตรงนี้ได้ หนึ่ง เรามีความมุ่งมั่น สอง มีความจงรักภักดี สาม รู้จักบุญคุณแผ่นดิน หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วว่าเราจะประพฤติดี หรือมีความรับผิดชอบอย่างไร ที่สำคัญคือ ถ้าเราจะก้าวเข้ามาถวายงาน...คือทุกคนในสำนักพระราชวังมีบทบาทในการถวายงานทุกคน เพียงแต่ว่าใครจะได้รับผิดชอบหน้าที่ในทางปฏิบัติเท่านั้น มันก็จะมีหลายๆหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หน่วยงานที่ได้รับใช้ใกล้ชิดคือกองมหาดเล็กที่ผมอยู่ อันดับที่สองรองลงมาคือกองชาวที่ คือพวกเราจะต้องเข้านอกออกใน ในพระตำหนัก เพราะฉะนั้นในกองเราทั้งสองกอง ก็จะเป็นที่ไว้วางใจ ก่อนที่ทุกคนจะขึ้นไปปฏิบัติงานได้ ก็จะต้องถูกคัดเลือกจากผู้ใหญ่ในระดับหัวหน้า ไปจนถึงระดับผู้อำนวยการกอง ไปสุดท้ายที่เลขาธิการพระราชวัง ประวัติของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังทุกคนที่เข้ามาทำงานใกล้ชิดติดพระองค์จะต้องสืบประวัติมาตั้งแต่คุณปู่ คุณย่า คุณทวด แล้วก็ไล่มา พ่อแม่ พี่น้อง ถ้าไล่มาปุ๊บ สะดุดคนใดคนหนึ่ง จะตกทันที"

ถึงตรงนี้คุณชนะชัยกล่าวเสริมว่า "ในสมัยโบราณเขาจะสืบจากเทือกเถาเหล่ากอ ไม่ใช่อยู่ดีๆจะเอาใครสักคนหนึ่งเข้ามาถวายงาน เพราะจริงๆแล้วเราทั้งสองคนก็มาจากเศษดินในวัง ทำไมถึงพูดแบบนั้น เพราะเราเป็นเศษดินในวังจริงๆ เราเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วเราก็ค่อยๆไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ เราไม่ได้มาปุ๊บแล้วทำงานในตำแหน่งสูงๆเลย ไม่ใช่ครับ

ส่วนใหญ่จะเน้นลูกหลานก่อนเป็นลำดับต้นๆ เพราะเราจะได้รู้ที่มาที่ไป ลูกห้องเครื่อง แม่ทำเครื่องเสวย ลูกมาเป็นมหาดเล็ก สามารถตามได้ อีกอย่างหนึ่ง เวลาที่จะควบคุมดูแลก็ง่าย เวลาที่มหาดเล็กไปถวายตัว จะรับสั่งถามว่า ลูกใคร การที่เน้นลูกหลานเพราะว่ารู้จักหัวนอนปลายเท้า เหมือนผมสองคน ก็เป็นลูกหลานของคุณลุง"

นอกจากนี้ การคัดเลือกบุคคลเข้าไปทำงานในตำแหน่ง ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆอีกหลายประการประกอบด้วย เนื่องจากตำแหน่งงานของกองชาวที่ และกองมหาดเล็กจำเป็นต้องเข้านอกออกในเขตพระราชฐาน ซึ่งผู้อำนวยการกองมหาดเล็กได้กล่าวถึงเกณฑ์การคัดเลือกไว้ว่า

"ในการคัดเลือกคน พวกเราก็จะมีการประชุมกัน นอกจากดูเรื่องต้นตระกูล ก็ดูความประพฤติของเขาตั้งแต่ศูนย์มาเลย เขาเป็นคนโมโหร้ายไหม อาฆาตเคียดแค้นคนไหม มีความเข้มแข็ง ขยันหมั่นเพียร อดทนอดกลั้นมากน้อยเพียงใด เราจะต้องเอาตรงนี้มาดูให้หมดเลย คุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำงานในกองมหาดเล็ก หนึ่ง ต้องจงรักภักดี สอง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เข้ามาปุ๊บจะต้องเป็นมหาดเล็กฝ่ายวรภาชน์ก่อนก็จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ จานชาม ข้าวของเครื่องใช้ ช้อนซุปเป็นยังไง ช้อนคาว ช้อนหวานเป็นยังไง ทุกคนที่มาเป็นมหาดเล็กตั้งเครื่องไม่มีความรู้เรื่องการโรงแรมมาเลย เพราะฉะนั้นก็จะต้องถูกถ่ายทอดจากผู้ใหญ่ ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงส่งไปเรียนวิชาการโรงแรมในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนใหญ่ และไปที่ประเทศอังกฤษก็มี หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราแล้ว เราจะมีความสนใจมากน้อยแค่ไหน เราอยากเรียนรู้มากแค่ไหน เราอยากเป็นคนคนหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงไว้วางพระราชหฤทัยหรือไม่ อันดับต้นๆ คือต้องจงรักภักดี และซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ คำว่าซื่อสัตย์ต่อหน้าที่โดยภาพรวม คือ เราอยู่กับของมีค่าของพระองค์ท่าน คำว่าซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ต้องไม่ลักเล็กขโมยน้อย ไม่หยิบฉวยสิ่งของใดๆทั้งสิ้นที่เป็นของพระองค์ท่าน

คุณอยู่เวรสองชั่วโมงหน้าห้องพระบรรทม คุณหลับไหม ถ้าหลับคุณบกพร่องแล้ว เพราะคุณนั่งอยู่หน้าห้องพระบรรทม ใครผ่านไปผ่านมาต้องรู้ ต่อมาก็ดูเรื่องความเฉลียวฉลาด ปฏิภาณไหวพริบ ซึ่งเรื่องพวกนี้สอนไม่ได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งเลยที่จะข้ามไม่ได้ในการถวายงานใกล้ชิด คือความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าคุณไม่มีสองอย่างนี้ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเสื้อผ้า หน้าผม เล็บ ความสะอาดต้องพร้อม แต่รูปธรรมของคน พ่อแม่ให้มาตั้งแต่เด็ก จะให้หล่อเหมือนกันทุกคนไม่ได้ แต่สามารถสร้างบุคลิกให้ดูดีได้ ตัดผมให้เรียบร้อย โกนหนวดโกนเครา แต่งตัวให้ดูดี เปลี่ยนวิธีการพูด รู้จักกาลเทศะ ในเขตพระราชฐานห้ามนั่งไขว่ห้างเด็ดขาด ถือว่าไม่เคารพสถานที่ เพราะฉะนั้นมหาดเล็ก เราจะสอนเรื่องบุคลิกภาพด้วย เดินต้องหลังไม่ค่อม สง่างาม เราก็จะดูอากัปกิริยาของแต่ละคน และที่สำคัญการเป็นเจ้าหน้าที่ของกองมหาดเล็ก ต้องไม่แผ่อำนาจ ไม่เบ่งคับวัง หรือไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน และห้ามไปเรียกร้องอะไรจากใครทั้งสิ้นโดยเอาตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองไปอวดคน"

กองมหาดเล็กมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการรับใช้ในกิจการส่วนพระองค์ต่าง ๆ ทุกประเภท ทั้งในที่ประทับ และในสถานที่ที่เสด็จฯ ทุกแห่ง ดูแลรักษาสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ดำเนินการประกอบเครื่องเสวยจัดโต๊ะเสวย จัดอาหารและปฏิบัติในการพระราชทานเลี้ยง ส่วนกองชาวที่รับผิดชอบดูแลบำรุงรักษาตกแต่ง ทำความสะอาดพระที่นั่ง พระตำหนัก ตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆในเขตพระราชฐาน และพระราชฐานที่ประทับ รวมถึงพระบรมมหาราชวัง แบ่งเป็น ๕ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายห้องเครื่อง ฝ่ายวรภาชน์ ฝ่ายมหาดเล็ก ฝ่ายในพระองค์ ฝ่ายมหาดเล็กพิธีต่างจังหวัด มีผู้ปฏิบัติงานอยู่ทั้งหมดมี ๗๐๐ คน มีทั้งข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานสำนักพระราชวัง

"ฝ่ายห้องเครื่อง ดูแลเครื่องเสวย อาหารพระราชทานเจ้านายตามวังต่างๆ อาหารถวายพระสงฆ์ พระอาพาธ ทหารผ่านศึก เกี่ยวกับเรื่องกินทั้งหมด ฝ่ายมหาดเล็ก เป็นผู้ปฏิบัติ ไปถวายงานใกล้ชิด แยกเป็นมหาดเล็กเชิญเครื่อง ตั้งเครื่อง มหาดเล็กฝ่ายวรภาชน์ มหาดเล็กคลังเครื่องโต๊ะ ฝ่ายในพระองค์ ดูแลเกี่ยวกับเรื่องพระภูษา ฉลองพระองค์ทั้งหมด ฝ่ายมหาดเล็กพิธี ทำเกี่ยวกับเรื่องพระราชพิธี เช่นเรื่องทรงนมัสการประจำวัน ธูป เทียน กระถางะธูป ดอกไม้ แต่ดอกไม้ทางกองชาวที่ส่งมาให้เรา สุดท้ายคือฝ่ายวรภาชน์ ก็คือถ้วยชามรามไหต่างๆ เสด็จฯไปเสวยหรือจัดเลี้ยงที่ไหน ฝ่ายวรภาชน์จะดำเนินการ ทำความสะอาด เอาออกไปจัดเลี้ยง เอากลับมาล้างเช็ดเก็บเข้าที่ แยกเป็นหมวดหมู่ ภาชนะพวกนี้มีทั้งที่ทรงซื้อมาจากเมืองนอก หรือมีผู้ถวายมา เช่นประเทศต่างๆที่ทรงไปเยือนถวายมา จากนั้นจะส่งมาที่ฝ่ายวรภาชน์ เก็บรักษา ทำบัญชี เรียกเมื่อไรได้ทันที

สมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า เราก็จะใช้จำและจดเอา เวลามีพระราชกระแส หรือพระราชเสาวนีย์ลงมา ผมก็จะมีสมุดเล่มเล็กๆไว้จด แต่ก่อนผมก็ไม่เคยจดนะครับ แต่ทรงสอนว่า 'ต้องจดและจำ เกิดมาเป็นคนต้องจดและจำ'"

ในช่วงหนึ่งของชีวิต คุณชาติชายได้รับคัดเลือกไปเป็นมหาดเล็กประจำพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทำให้ได้มีโอกาสตามเสด็จไปในที่ต่างๆ ทั้งในต่างจังหวัด ในถิ่นทุรกันดารที่เสด็จฯไปทรงงาน รวมทั้งในต่างประเทศด้วย ซึ่งคุณชนะชัยได้เล่าถึงน้องชายด้วยความภาคภูมิใจว่า

"ผมเริ่มต้นจากวังหลวง ปั้นจะมีโอกาสเยอะกว่าผมมากที่จะได้มีโอกาสไปเห็น เพราะปั้นตามเสด็จท่านไปทุกที่ ทั้งบนบก ในน้ำ ในอากาศ บนเขา ในป่า สมบุกสมบัน เรานึกภาพผู้ชายคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบสีกากี ต้องเอาเป้ใส่หลัง มีกระเป๋าคาดเอว มีกระเป๋าอีกสองใบ เพื่อไปถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน"

ด้านคุณชาติชายเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การเป็นมหาดเล็กประจำพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท สมกับที่ตั้งใจไว้ว่าสักวันหนึ่งจะได้เข้าเฝ้าฯอย่างใกล้ชิด

"เนื่องจากว่าต้องมีมหาดเล็กประจำแต่ละพระองค์ เมื่อก่อนจะมีมหาดเล็กส่วนกลาง มีอยู่ ๒ เวรที่เป็นเวรผู้ใหญ่ เป็นมหาดเล็กตั้งเครื่องเสวย ถูกคัดเลือกมาให้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ก็จะแยกๆกันไป ต่อมาพระองค์ท่านเริ่มมีพระชนมายุมากขึ้น ก็มีพระราชกรณียกิจมากขึ้น เพราะฉะนั้นมหาดเล็กกองกลางที่มีทั้งสองเวรก็จะไม่เพียงพอ เนื่องจากว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ จะต้องเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรมในต่างจังหวัด ในหนึ่งปีก็จะมีพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ภูพานราชนิเวศน์ ทักษิณราชนิเวศน์ สุดท้ายก็จะไปจบที่วังไกลกังวล ในหนึ่งปีก็จะมี ๔ จังหวัด และเขตใกล้เคียง เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้เกิดมีมหาดเล็กประจำพระองค์ขึ้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์ท่านทรงคัดเลือกด้วยพระองค์เอง"

นอกจากนี้ในฐานะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาดเล็กตั้งเครื่อง คุณชาติชายได้เล่าถึงเรื่อง "อาหารการกิน" ในวังซึ่งมีขั้นตอนรายละเอียดที่น่าสนใจว่า

"ผมเคยปฏิบัติหน้าที่มหาดเล็กตั้งเครื่องเสวยมาก่อน ก็จะต้องเรียนรู้เรื่องอาหารทั้งหมดว่าในประเทศไทยมีอะไรบ้าง เช่นน้ำพริก เขามีน้ำพริกอะไรบ้าง ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯที่ได้มีพระราชเสาวนีย์ ทรงสั่งสอนพวกเรามา เช่นว่าเธอต้องรู้จักน้ำพริกอันนี้เขาเรียกว่าอะไร ทานกับอะไร มีเครื่องเคียงอะไรบ้าง โดยเฉพาะท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน ท่านได้รับพระราชเสาวนีย์ให้มากำกับดูแลฝ่ายห้องเครื่อง กองมหาดเล็กทั้งหมด ทั้งเครื่องเสวยทุกพระองค์ทั้งหมด อาหารข้าราชบริพารทั้งหมด ท่านผู้หญิงนราวดีจะเป็นผู้รับผิดชอบ

...ทั้งสองพระองค์โปรดอาหารไทยเป็นส่วนใหญ่ครับ แม้ว่าช่วงหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้เคยประทับในต่างประเทศ แต่โปรดอาหารไทย สมเด็จพระนางเจ้าฯโปรดฯให้อนุรักษ์ของไทยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ผ้าไหม เย็บปักถักร้อย ฯลฯ อาหารหลักของราชสำนักก็จะเป็นไปตามที่มีพระราชเสาวนีย์เอาไว้ว่า ในหนึ่งมื้อ ต้องมีอาหารครบ ๕ หมู่ อันนี้คือเรื่องสุขภาพ และในอาหารที่ครบ ๕ หมู่ต้องมีอะไรบ้าง โดยจะมีคณะโภชนาการกำกับดูแล คิดเมนูต่างๆ พอคิดเสร็จแล้วก็ต้องไปผ่านท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน หลังจากนั้นก็จะกลับมาหาทางกองมหาดเล็ก หลังจากนั้นก็จะทำเรื่องกราบบังคมทูลส่งขึ้นไปถวายให้ทรงทอดพระเนตรว่า เมนูในแต่ละวันที่จะเป็นเครื่องเสวยของทุกพระองค์มีอะไรบ้าง ที่เป็นอาหารพระราชทานให้แก่แขกวี.ไอ.พี. หรือบุคคลต่างๆที่เข้ามารับพระราชทาน หรือมาถวายงานคืออะไรบ้าง พระองค์ก็ต้องทอดพระเนตรเมนูว่าทำอะไรให้ท่านเหล่านี้รับพระราชทาน

นอกจากนั้นก็มีเมนูที่ถวายพระ ทอดพระเนตรว่าเมนูที่ทำถวายพระ มื้อเช้า มื้อเพลเป็นอะไร เครื่องบำรุงต่างๆมีอะไรบ้าง จากพระก็ต้องลงลึกไปถึงทหาร ตำรวจ ที่มาถวายการอารักขา ตำรวจจราจรที่มาโบกรถอยู่หน้าวัง บุคคลเหล่านี้ก็จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณทั้งหมด เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้ทอดพระเนตรเฉพาะพระกระยาหารส่วนพระองค์เท่านั้น ทอดพระเนตรทั้งหมดเลยและต้องลงละเอียดว่า ทุกอย่างที่เป็นของพระราชทาน ต้องทำให้ดีที่สุด"

ดังที่กล่าวแต่ต้นว่า มหาดเล็กเป็นผู้ที่ต้องทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ดังนั้น ในการปฏิบัติงานจริง นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ต่างๆที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีแล้ว ยังต้องมีไหวพริบ ปฏิภาณ และที่สำคัญคือการรู้จักหน้าที่ รู้จักกาลเทศะ ความควรไม่ควรในระหว่างการปฏิบัติงาน

กองที่ต้องทำงานเป็นเสมือน "กองพี่-กองน้อง" กับกองมหาดเล็ก ก็คือ "กองชาวที่" ซึ่งในการทำงานนั้น สองคนพี่น้องก็ได้มาทำงานร่วมกัน ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีที่ทำให้การทำงานสอดรับ ประสานกันเป็นอย่างดี ทั้งนี้ คุณชนะชัยได้เล่าถึงการก้าวมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองชาวที่ว่า

"จริงๆแล้ว ผมเริ่มงานจากกองมหาดเล็ก ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมาเป็นหัวหน้าฝ่ายมหาดเล็ก แล้วก็ได้มาเป็นผู้อำนวยการกองมหาดเล็ก จากนั้นอีกสองปี ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯย้ายให้มาเป็นผู้อำนวยการกองชาวที่ ขึ้นปีนี้เป็นปีที่ ๓ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมีความรู้ในด้านชาวที่มาก่อนเลย แต่ จากประสบการณ์ของมหาดเล็กกับชาวที่ เปรียบเสมือนพี่น้องกันเวลาทำงาน ทำให้ได้เห็นภาพต่างๆแล้วจดจำมา ก็สามารถมาเป็นผู้อำนวยการกองชาวที่ได้โดยใช้ภูมิเดิมๆ ทั้งที่ไม่เคยทำ แต่เคยเห็น เคยไปปฏิบัติ ทำให้การทำงานไม่ลำบาก อีกประการหนึ่ง คือมีรุ่นพี่คอยเป็นพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษา ทำให้การปฏิบัติงานไม่ลำบากนัก

กองชาวที่ คำว่า "ที่" หมายถึง บริเวณที่ประทับส่วนพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นห้องพระบรรทม ห้องสรง ห้องทรงงาน ห้องเสวย เป็นต้น คือ เป็นหน้าที่ของกองชาวที่ต้องรับผิดชอบดูแลบำรุงรักษาตกแต่ง ทำความสะอาดพระที่นั่ง พระตำหนัก ตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในเขตพระราชฐาน และพระราชฐานที่ประทับ รวมถึงพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้กองชาวที่แบ่งเป็น ๕ ฝ่ายคือ ฝ่ายงานธุรการ ฝ่ายพระราชฐานที่ประทับ ฝ่ายพระบรมมหาราชวัง ฝ่ายราชพัสดุชาวที่ ฝ่ายพระราชฐานต่างจังหวัด

"กองชาวที่ทุกคนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ไม่มีการสอนในตำราฉบับไหนในโลกใบนี้ เนื่องจากในทฤษฎีคือเรื่องหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติจริงต้องใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมว่าเราควรเริ่มต้นจากอะไรก่อน สิ่งที่เราควรให้ความสนใจก่อนเมื่อเข้าไปทำงานในห้องสรง ห้องบรรทม ห้องทรงงานที่พระองค์ท่านทรงใช้ส่วนพระองค์ เวลาที่เราออกไปทำงานเปรียบเหมือนผึ้งออกจากรัง ทุกคนจะบินไปสู่ที่หมาย ไม่พูดไม่คุยกัน เวรหนึ่งประมาณสิบกว่าคน แบ่งออกเป็น ๒ เวร พร้อมถวายงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถ้ามีการระดมก็ต้องมาช่วยกัน แต่เป็นงานที่...ถามว่าหนักใจไหม ไม่หนักใจ แต่เป็นงานเสี่ยง ทำไมถึงบอกว่าเสี่ยง เสี่ยงต่อความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน เพราะว่าไม่ใช่ห้องโล่งๆ ตำแหน่งของของที่เคยอยู่ ต้องไว้ให้เป็นที่เป็นทาง จะขยับเลื่อนให้น้อยที่สุด ถามว่าขยับได้ไหม ได้ครับ แต่ต้องมีการถ่ายภาพเอาไว้ก่อน เช่น เราจะรื้อโต๊ะตัวนี้ ต้องขยับออกมาเพื่อดูว่ามีฝุ่นไหม เลื่อนออกมาแล้วนี้เราต้องทำความสะอาดผิวหน้าโต๊ะ เราต้องดูว่าของแต่ละอย่างอยู่ยังไง เพราะฉะนั้นต้องถ่ายรูปเอาไว้ก่อน ของต้องเอาไว้ให้เป็นที่เพราะพระองค์ท่านทรงเป็นผู้ที่มีระเบียบมาก ประทับอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องมองก็ได้ เอื้อมพระหัตถ์ไปหยิบก็ได้เลย เพราะฉะนั้นของทุกอย่างต้องจัดเก็บในตำแหน่งที่ถูกต้อง

...สิ่งที่เราทำ บางท่านอาจจะไม่รู้จัก เช่น การนวดพรม รุ่นพี่เคยบอกว่าการนวดพรม เป็นสิ่งที่เราถ่ายทอดกันมา เริ่มต้นมาจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ท่านเคยทรงสอนเจ้าหน้าที่ที่ตามเสด็จ เข้าใจว่าตอนนั้นพรมเลอะและกระด้าง พระองค์ท่านทรงสอนวิธีนวดพรมให้โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วนำมาคลึง ลำดับต่อไปก็คือวิธีตีน้ำซึ่งชาวบ้านจะถูพื้นอย่างเดียว ตีน้ำคือลักษณะการทำความสะอาดของชาวที่ที่ทุกคนจะต้องทราบว่าจะเอาผ้ามาชุบน้ำ บิดให้หมาด แล้วนำไม้กวาดทางมะพร้าวมาทาบแล้วก็กวาด สะบัดซ้ายขวา เพราะจะสามารถเข้าไปในซอกหลืบได้หมดและฝุ่นไม่ฟุ้ง ไม่ต้องใช้เครื่องดูดฝุ่นให้เกิดเสียงรบกวน

หรือแม้กระทั่งการซักผ้า สมมติว่าเราจะต้องซักผ้าเช็ดตัวสักผืนหนึ่ง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสอนวิธีที่จะบิดผ้าเช็ดตัว ท่านให้รวบจีบเข้ามาแล้วบิด การเก็บกลิ่นตามห้อง การทำความสะอาดผนัง การเก็บกลิ่น คนทั่วไปคิดว่าต้องใช้ถ่าน หรือไม่ก็ใช้ใบเตย แต่ที่ใช้ได้ดีคือ หญ้าที่เราตัดตามสนามหญ้า เอามาวางไว้ตามจุด แล้วก็เอาหญ้าไปวางไว้ ทิ้งไว้คืนสองคืนก็นำออกไปทิ้ง ก็จะช่วยกำจัดกลิ่นได้ดี สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ได้รับการถ่ายทอดมา จากอดีตจนถึงปัจจุบัน"

เรื่องราวของกองชาวที่นั้นมีความน่าสนใจอยู่อีกมากมายหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการทำงาน "เบื้องหลัง" ที่ไม่มีใครทราบเพื่อให้ "เบื้องหน้า" สวยงามสมพระเกียรติ ด้วย "ความจงรักภักดี" เหนือสิ่งอื่นใดของบุคคลที่ทำงานเสมือนปิดทองหลังพระนี้