ทีหลังไม่ต้องแล้วนะ

สายลม แสงแดด

คงมีน้อยคนนักที่จะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าในชีวิตนี้ไม่เคยพูดอะไรที่ไม่ทำให้ตัวเองเสียใจมาก่อนเลย

และอาจจะเป็นไปได้ว่า ยิ่งเป็นคนที่โดยปกติแล้วพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเรื่องให้เสียใจมากเท่านั้น

อาจจะเพราะเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้ศีลข้อสี่รวมไปถึงการงดเว้นจากการพูดมากอย่างหาสาระมิได้ เพราะการพูดโดยปราศจากเป้าหมาย สักแต่พูดไปเรื่อยๆให้บรรยากาศไม่เงียบนั้น ไปๆมาๆ ต่อให้เริ่มขึ้นด้วยความปรารถนาดีที่จะกระชับสัมพันธ์ จะกลับกลายเป็นได้ผลตรงกันข้าม ด้วยการทำลายบรรยากาศไปเสีย

เพราะยิ่งพูดมาก ก็ยิ่งมากเรื่อง ซึ่งในสังคมของเราก็มีอยู่หลายๆเรื่องที่จะนำไปสู่การกระทบกระทั่ง จนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งกันได้

ดังนั้น ในหลายๆครั้งจึงมีคำกล่าวประมาณว่า คนฉลาดรู้ดีว่าหากไม่อยากทะเลาะกับใครเลย ควรหุบปากให้แน่นสนิทเอาไว้ เป็นการดีที่สุด ในขณะที่คนโง่เท่านั้นที่จะพูดพล่ามไปเรื่อยๆ และตกเป็นเป้าให้คนอื่นเขาด่าว่าโง่

จากคำกล่าวประเภทนี้ ชวนให้สงสัยว่า คนพิสดารที่ไหนเล่าจะฉลาดอยู่ได้ตลอดเวลา ทุกเรื่องทุกสถานการณ์ และอีกประการก็คือ การปิดปากเอาไว้เฉยๆ จะทำให้คนฉลาดขึ้นจริงๆ หรือว่าแค่ 'ดูฉลาดขึ้น' กันแน่

หรือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่ทำให้ควบคุมง่ายขึ้น ก็ไม่รู้สิ

ทดคำถามเอาไว้ในใจ แล้วไปดูทางตะวันตกกันบ้าง

สำหรับชาวตะวันออกโดยมากแล้ว คนที่วางมาดสุขุม พูดน้อยแบบน้ำนิ่งไหลลึก คือบุคลิกของผู้นำในอุดมคติที่ทรงอำนาจ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากๆให้เปลืองน้ำลายโดยใช่เหตุ เพราะพอเปิดปากพูดอะไรออกมาที ทุกคนจะต้องฟังเสมอ และถือเป็นวาจาสิทธิ์ แต่สำหรับชาวตะวันตกที่เน้นการแสดงออก บุคลิกแบบกลัวดอกพิกุลจะร่วงนี่แหละ ที่ดูกลายเป็นหงิมๆขาดความสามารถไป บ้างก็มองว่าด้อยไปเลยก็มี

นอกจากนี้ ความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ ยังเป็นทักษะหนึ่งที่ทางตะวันตกให้คุณค่าอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนการพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมว่า บุคคลคนนั้น "มีมันสมองคิดเป็นของตัวเอง" อีกทั้งยังมีความมั่นใจในการแสดงออก และทักษะในการที่จะสื่อสารสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆก็ควรจะมีความคิดเห็นอยู่เสมอ ต่อให้แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย จะมากจะน้อยก็ควรจะรู้จักยกไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นๆที่ตัวเองเคยประสบพบเจอมา หรืออยู่ในความเชี่ยวชาญ เพื่อผูกโยงเข้าด้วยกัน และต่อยอดความคิด รวมถึงเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้เอาไปคิดต่อได้

เมื่อสนับสนุนให้คนพูด ให้แสดงออกแบบนี้ จึงต้องมีอีกวัฒนธรรมที่มาควบคู่กัน นั่นก็คือ การให้เกียรติการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น หรือการแสดงออกใดๆก็ตามของผู้อื่น ตราบที่เป็นการแสดงออกโดยชอบธรรมอยู่ในขอบเขตสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ซึ่งถือเป็นมารยาทสังคมแบบหนึ่งที่จะทำให้วิพากษ์วิจารณ์กันได้อย่างดูดีมีอารยะ และเป็นไปในทางสร้างสรรค์ หาไม่จะเข้าตำราแกว่งเท้าหาเสี้ยน หรือแกว่งปากหาเท้า เสียเปล่าๆ แล้วก็จะไม่มีใครอยากออกความเห็นอะไร ดังที่เป็นกันมากในสังคมไทย เนื่องจากเห็นได้ชัดๆอยู่แล้วว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว การที่ออกความเห็นแล้วมีแต่เสมอตัวกับเข้าเนื้อนั้น ไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้คนกระตือรือร้นออกความคิดเห็นแต่อย่างใดเลย

ลองถามอะไรคนไทยสักข้อ ให้ตัดสินใจเลือก เกินครึ่งจะงึมงำตอบกลับมาแบบไม่เต็มใจ หรือเหมือนกลัวคนถามได้ยินว่า "อะไรก็ได้"

ในห้องเรียน อาจารย์ถามว่า อยากจะเรียนแบบไหน สอบแบบไหน ก็จะมีเสียงปรึกษาหารือกันนิดหน่อย ก่อนงึมงำ "อะไรก็ได้"

ไปกินข้าวกับเพื่อนเป็นกลุ่ม ถามว่าอยากกินอะไร คำตอบที่ได้กลับมาก็ยังคงเป็น "อะไรก็ได้"

ไปเที่ยวกับครอบครัว ถามว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน มีโปรแกรมทำอะไรบ้าง คำตอบก็ยังคงเป็น "อะไรก็ได้"

มองแง่ดีก็คือ คนไทยเป็นคนง่ายๆไม่คิดมาก ไม่เลือกมาก หรือมองในแง่ร้ายคือ โรคขี้เกียจคิดได้แทรกซึมไปทุกแห่งหน ทุกระดับชั้นของสังคม โดยอาจจะเป็นผลมาจากความไม่ต้องการรับผิดชอบ ไม่อยากโดนวิพากษ์วิจารณ์เสียๆหายๆนั่นเอง

เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะถ้าเลือกอะไรสักอย่างแล้วสิ่งนั้นเกิดไม่ดี หรือไม่ถูกใจมหาชนขึ้นมาละก็ จะโดนคนอื่นๆ (ที่ไม่ยอมตัดสินใจตั้งแต่แรก) ประณามอย่างไร้มารยาทว่าสิ่งนั้นไม่ดีอย่างไรเล่า

เกิดเลือกวิธีการสอบเป็นอัตนัยแล้วยาก ก็จะโดนคนทั้งห้องตราหน้า "เพราะหมอนี่เลยที่เลือกข้อสอบอัตนัย อวดฉลาดไม่เข้าเรื่อง"

เกิดเลือกร้านแล้วไม่อร่อย ต่อให้เป็นเจ้าประจำแต่เพื่อนดันไม่ถูกปาก ก็จะโดนล้อไปตลอด "ลิ้นจระเข้ อย่าให้ยัยนี่เลือกร้านอาหารอีกนะ"

เกิดเลือกที่เที่ยวและโปรแกรมเที่ยวให้ครอบครัวไปแล้ว ไม่ถูกใจพ่อแม่พี่น้อง ก็จะโดนบ่นจนหูชา "ใครจัดโปรแกรมเนี่ย ทีหลังไม่ต้องแล้วนะ"

การบ่น ด่า ประณามคนอื่นที่ตัดสินใจเลือกแล้วผิดพลาด เป็นความสะใจอย่างหนึ่ง ซึ่งหลายๆคนเมื่อได้ลิ้มรสแล้วยากจะไถ่ถอนอาการเสพติด (แน่นอนว่ารวมทั้งผู้เขียนด้วย) แต่ในขณะเดียวกัน การกระทำเช่นนี้ ก็เป็นการทำลายกำลังใจของใครหลายๆคน และอาจจะทำให้สังคมของเราพิการกลายเป็นอัมพาตได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

ยังดีที่มีคำพูดชนิดตรงกันข้ามกับ "ทีหลังไม่ต้องแล้วนะ" นั่นก็คือ

"คราวหน้าลองใหม่นะ"