"โคมศรีล้านนา" ...ประทีปสวยงามสว่างไสว

บันทึกวัฒนธรรม

นับเป็นอาหารมื้อค่ำที่วิเศษ ราวกับเป็นรางวัลในการเหน็ดเหนื่อย ที่ตะลอนทำงานหนักมาทั้งวัน โดยจัดแบบขันโตกช่างน่าทาน เรื่องของรสชาติเอร็ดอร่อยเป็นเลิศ พร้อมกับบรรยากาศสลัวสบายตา จากแสงระยิบระยับของ โคมศรีล้านนา

ย้อนไปเมื่อตอนบ่าย เดินทางมาถึง ณ หอศิลป์ลำปาง โดยรับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2550 ประเภทอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งผมติดสอยห้อยตาม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็เพื่อเข้ามาชื่นชมในผลงานศิลปะ

ศิลปะหมุนเวียน ช่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

จากฝีมือ ศิลปินมืออาชีพ แล้วก็สมัครเล่น

หอศิลป์ลำปาง ได้รับการอนุรักษ์สงวนรักษา โดย มูลนิธินิยม ปัทมะเสวี ซึ่งมุ่งหวังจะได้มีโอกาสทำหน้าที่ อันเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมต่อ ให้กับชาวจังหวัดลำปาง หรือผู้ที่รักในงานศิลปะ ให้ได้มาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงการย้อนรอยศิลปกรรมในอดีตกาล ที่จะสามารถเชื่อมสู่ปัจจุบัน และทอดยาวไปสู่อนาคต อย่างมีรากฐานอันแข็งแกร่ง ด้วยความที่ได้เรียนรู้และเข้าใจดี จากรากเหง้าทางด้านวัฒนธรรม

จึงเกิดสุนทรียลักษณ์ ให้กับเมืองอันเก่าแก่

ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม

ระหว่างที่ใครๆชื่นชมรูปศิลปะ ผมกลับมาจับจ้องงานหัตถศิลป์ ที่มาจากฝีมือสล่าล้านนา ป้าบัว-ทิวาพร ปินตาสี อายุอานาม 56 ปี ซึ่งได้รับการยกย่อง เป็นครูช่างในศูนย์ศิลปาชีพฯ และเป็นศิลปินร่วมสมัยล้านนา ผู้สืบทอดทำโคมและตุง

ก่อนที่จะถึงเวลาอาหารค่ำ เราพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ป้าบัวได้เล่าถึงชีวิตในวัยเยาว์ว่า "ป้าบัว...เห็นคุณพ่อทำโคมมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นคุณพ่อให้ช่วยทำโคม ในใจทำก็คือทำ ไม่คิดที่จะเป็นอาชีพ ส่วนการตัดดอกตอกลาย ป้าบัวก็อาศัยครูพักลักจำมา คุณพ่อไม่ได้สอนให้นะ เพียงแต่มักย่องมาแอบดู ว่าคุณพ่อตัดดอกตอกลายอย่างไร

...จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ประมาณปี 2540 ก็มีหนังสือพิมพ์ของท้องถิ่น ได้ทำการพาดหัวข่าวว่า สองตายายผู้สร้างสีสัน ในงานวันยี่เป็ง...กำลังจะสูญ ป้าก็บอกว่า...ไม่สูญหรอก ประเดี๋ยวป้าบัวจะทำให้ดู แล้วก็ได้สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้"

ป้าบัว-ทิวาพร เป็นลูกสาวของ คุณตาสุข ที่ทำโคม กับ คุณยายนาค ที่ทำตุง โดยชาวบ้านเรียกกันด้วยความเคารพว่า โคมตาสุขตุงยายนาค

สมัยที่คุณตาสุขยังเล็ก คุณพ่อของคุณตาสุข ไปซื้อโคมไฟพม่ามาให้ดู ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของคุณตาสุขมาก จึงได้นำมาแขวนประดับบ้าน ซึ่งแสงประทีปจากภายในโคมไฟ ได้ส่องสว่างไสว สวยงาม ในช่วงเวลากลางคืน แต่เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ ทำให้เหลือแต่โครงไม้ ส่วนกรอบกระดาษไฟไหม้หมดสิ้น คุณตาสุขจึงนำกระดาษลวดลาย มาทำการซ่อมแซมและประกอบใหม่ จากนั้นคุณตาสุขก็มีอาชีพทำโคมเรื่อยๆมา จนกระทั่งได้กลายเป็นสินค้า ที่สร้างชื่อให้กับจังหวัดลำปาง และก็ยังสร้างรายได้แก่คุณตาสุข จนถึงวาระสุดท้ายในชีวิต

โคมศรีล้านนา...เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในปัจจุบัน ด้วยคุณตาสุขเป็นผู้ที่นำแนวความคิดของโคมพม่า ที่มีที่มาจากพระราชวังมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า โดยในรูปแบบเดิมของตัวโคม เป็นทรงโคมแปดเหลี่ยมสองชั้น ถือเป็นรูปแบบเดิมของ "โคมไฟล้านนา" ต่อมาทางจังหวัดลำปาง ได้ขอให้คุณตาสุข ปรับปรุงรูปแบบของโคมไฟล้านนา ให้มีความโดดเด่นและแตกต่าง ไปจากโคมไฟล้านนาอื่นๆ ของจังหวัดต่างๆ ในเขตภาคเหนือตอนบน คุณตาสุขจึงได้ทำการดัดแปลง มาจากโคมลอยล้านนาโบราณ ที่มีเค้าโครงเพียงสองชั้น แล้วทำเป็นสามชั้น จึงเป็นที่มาของ "โคมศรีล้านนา" ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน และก็เป็นของดีที่คู่จังหวัด

"...ในการตัดดอกตอกลายนั้น เป็นการฝึกสมาธิได้ดีเยี่ยมเลย ด้วยในการพับกระดาษให้เป็นรูปสามเหลี่ยม แล้วทำการตัดให้เป็นกลีบดอกที่สวยงาม หากมีจิตรใจไม่นิ่งในขณะที่กำลังตัด กระดาษอาจจะขาดและเสียหายได้ จะทำให้รู้สึกเสียดายมาก เพียงแค่กระดาษชิ้นเล็ก ป้าบัวก็ให้ความสำคัญนะ สำหรับโคมศรีล้านนา แปดเหลี่ยมสามชั้น ที่ประกอบด้วยไม้ไผ่ 58 ชิ้น ประกอบเป็นโครงสร้าง 346 ครั้ง ยังไม่ได้รวมการตัดดอกตอกลาย ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นหนึ่งในประเทศไทย จากภูมิปัญญาของชาวลำปาง การที่ป้าบัวสืบทอดวิชาความรู้มานั้น ยิ่งกว่าได้ของมีค่าทั้งหลายทั้งปวงเลยน่ะ ป้านะ...สามารถทำได้ทั้งตุงทั้งโคมเลย และตอนนี้...ก็สามารถตัดกระดาษ มาผสมผสานทำเป็นรูปปลาได้ด้วย"

ป้าบัวพูดคุยสนุก เราก็เลยคล้อยตามไป

แล้วป้าบัวก็พูดถึงประวัติโคมล้านนาอีก

โคม...เป็นชื่อของเมืองโบราณในเชียงราย ที่ชื่อว่า "สุวรรณโคมคำ" ใช้เป็นเครื่องสักการะและใช้ส่องแสงสว่าง ที่เก่าแก่ของคนในภาคต่างๆ ซึ่งใช้กันทั่วทุกภูมิภาค แต่สำเนียงเรียกขาน จะแตกต่างกันไป อย่างภาคเหนือจะเรียกว่า "โกม"

โคมไฟล้านนา หรือ โกมล้านนา เป็นงานหัตถกรรมพื้นเมือง จากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่สืบทอดต่อกันมานาน และได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อจะให้คงอยู่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันของภาคเหนือ โดยการสร้างผลงานทางศิลปะ ก็มักจะมีแรงบันดาลใจจากความศรัทธา ซึ่งปัจจุบันชาวล้านนานิยมนำมาใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะงานประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีลอยกระทง มักนิยมจุดโคมค้าง หรือโคมที่ติดแขวนไว้บนที่สูง ที่ได้ทำด้วยไม้ไผ่และกระดาษสา สร้างขึ้นมาเป็นโคมทรงกลมหักมุมเรียกว่า โคมรังมดส้ม ใช้ในการประดับตกแต่ง มีเทียน และประทีป เพื่อเป็นการสักการบูชาพระพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง (ยี่เป็งล้านนา) และยังมีความเชื่ออีกว่า ได้เป็นการบวงสรวงพระเกษแก้วจุฬามณีบนสรวงสรรค์ อันถือว่าเมื่อได้กระทำเช่นนี้แล้ว แสงประทีปจากโคม จะช่วยส่งประกายให้การดำเนินชีวิต เจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุข ดังนั้น ชาวล้านนา จึงมักนิยมปล่อยโคมไฟขึ้นฟ้า และจุดประทีปตามบ้านเรือน

"โคมใช้ได้ในทุกเทศกาล ที่เป็นงานมงคล ไม่ใช้ในงานอวมงคล ด้วยเป็นพุทธศิลป์ล้านนา ที่มีความหมายเปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางชีวิต"

เสียงหนักแน่นจากป้าบัว แล้วอธิบายต่อไป

โคมแขวน...มีหลายรูปแบบทั้งใหญ่เล็ก แล้วแต่ประโยชน์ใช้สอย และความสามารถในการประดิดประดอย โคมแขวนแต่เดิมนั้น ไม่ใช่เป็นของซื้อของขาย แต่เป็นของทำได้เอง จะทำกันมากในช่วงเทศกาลยี่เป็ง พอเมื่อถึงคืนวันเพ็ง ชาวบ้านทั้งหลาย มักจุดประทีปเรียงรายเต็มราวรั้ว และตามหน้าบ้านชานเรือน ส่วนที่ประตูรั้วจะแขวนโคม

นอกจากแขวนโคมกันที่บ้านแล้ว ยังเอาไปแขวนไว้ที่วัด เพื่อเป็นพุทธบูชาอีกด้วย ซึ่งในเดือนยี่เป็งโดยทั่วไป จะมีการจัดงานใหญ่งานหลวง ที่ไม่ใช่แค่งานสนุกสนานรื่นเริง แต่ในงานจะเน้นหนักไปทางบุญ นั่นคือ...การตั้งธรรมหลวง เทศนาพระมหาชาติ ชาดกสิบสามกัณฑ์ ที่ยังคงความขลังศักดิ์สิทธิ์ และวิจิตรอลังการเป็นอย่างยิ่ง

โคมมีกี่ประเภท มีคติธรรมเช่นไร ผมถาม

ป้าบัวลุกขึ้นไปตรงที่แขวนโคม แล้วเริ่มการอธิบาย ว่าตามวัฒนธรรมล้านนา จะแบ่งโคมออกเป็น 4 แบบ คือ หนึ่ง "โคมติ้ว" หรือ "โคมไฟเล็ก" ที่มักห้อยอยู่กับซีกไม้ไผ่ ซึ่งผู้คนจะถือไปในขบวนแห่ และนำไปแขวนไว้ที่วัด สอง "โคมแขวน" ใช้แขวนบูชาพระพุทธรูป ทำเป็นหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น รูปดาว รูปตะกร้า ที่ตามปกติใช้แขวนตามวัด หรือตามหิ้งพระก็ได้ สาม "โคมพัด" ทำด้วยกระดาษสา เป็นรูปกรวยสองอัน พันรอบแกนเดียวกัน ด้านนอกจะไม่มีลวดลายอะไร ส่วนด้านในจะตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ ในทางพุทธศาสนา เมื่อจุดโคมด้านใน แสงสว่างจะทำให้เกิดเงาบนกรวย ด้านนอกก็จะเคลื่อนไหว คล้ายตัวหนังตะลุง และสี่ "โคมลอย" เป็นโคมใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายบอลลูน ตัวโครงทำจากซีกไม้ไผ่ ห่อหุ้มด้วยกระดาษสา เมื่อจุดโคมความร้อนจากเปลวไฟ จะช่วยทำให้โคมลอยตัวขึ้น สำหรับการปล่อยโคมลอย มักกระทำกันที่วัดหรือตามบ้านคน โดยมีความเชื่อว่า โชคร้ายทั้งหลายทั้งปวง จะลอยหายไปกับโคม

ส่วนคติธรรมเกี่ยวกับโคม ที่ทางคุณตาสุขสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งรูปทรงแปดเหลี่ยมของโคมศรีล้านนา ถูกออกแบบมาให้สอดคล้อง กับหลักทางพระพุทธศาสนา คือ มรรค 8 ส่วนชั้นทั้งสามของโคม มีความหมายเป็น "ศีล สมาธิ ปัญญา" หรือ "ไตรสิกขา" อันเป็นหนทางของการดำเนินในชีวิตอย่างมีสติ ส่วนระดับของโครงสร้างที่มี 5 ระดับ เปรียบเสมือนขันธ์ 5 ที่เป็นหนทางไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริงของปุถุชน และส่วนประกอบอื่นๆ ก็ยังตีเป็นความหมาย ที่เป็นมงคลในด้านอื่นๆ เช่น พู่ด้ายดิบ...หมายถึงสายใยแห่งชีวิตของสรรพสิ่ง มะริดไม้ (ลิ้นฟ้า หรือเพกา) เป็นเมล็ดในฝักมะริดไม้ อันจะหมายถึงความร่มเย็น และความเย็นชุ่มช่ำ

ผมคุยกับป้าบัวเสร็จ อาหารมื้อเย็นก็พร้อม

ทานไปมองไฟดวงนิด ทว่าส่องแสงได้นาน