ขยะ...มฤตยูร้ายแห่งท้องทะเล

รักเรา รักษ์โลก

เมื่อใครสักคนทิ้งกระดาษทิชชู หรือกล่องน้ำผลไม้กล่องเล็กๆลงบนชายหาด ด้วยเพียงคิดว่ามันก็แค่ขยะชิ้นเล็กๆที่เดี๋ยวก็ถูกคลื่นพัดพาหายไปในความลึกล้ำและกว้างใหญ่ไพศาลของท้องทะเล...แต่ทว่า คนที่คิดอย่างนี้ไม่ได้มีเพียงคนเดียว มีคนมากมายที่คิดอย่างนี้ จนในที่สุด ขยะในทะเลก็สร้างปัญหาอันใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบัน

ในแต่ละปี มีขยะหลายพันกิโลกรัมถูกทิ้งอยู่ทั่วไป ทั้งบริเวณตอนในของแผ่นดินและตลอดแนวชายฝั่งทะเล ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งชีวิตมนุษย์และชีวิตสัตว์ที่อาศัยอยู่ในท้องทะเล โดยผลกระทบสำคัญก็คือ...

  • ขยะลดและบดบังความสวยงามของพื้นที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ทำให้เกิดมลพิษเป็นพิษต่อแหล่งท่องเที่ยว เช่น หาดทราย แนวปะการัง เป็นต้น โดยเฉพาะบริเวณชายหาดการท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ชายหาดพัทยา ชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี บนชายหาดจะมีขยะในทะเลสะสมอยู่ในปริมาณมาก โดยเฉพาะพวกเศษพลาสติก ทำให้นักท่องเที่ยวลดจำนวนลง ส่งผลต่อเนื่องกับระบบเศรษฐกิจของแหล่งท่องเที่ยวบริเวณนั้น
  • ขยะบางประเภทก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ เช่น ขยะที่มีคม และขยะพิษ นอกจากนี้ขยะพิษที่ถูกทิ้งลงในทะเลยังสามารถสะสมความเป็นพิษในสิ่งแวดล้อมและสายใยอาหารในระบบนิเวศอีกด้วย
  •  สัตว์จำนวนมากตายจากการกินขยะ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร หรือเศษแหอวน เชือกที่รัดพันทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่สามารถขึ้นมาหายใจได้
  • แนวปะการังในประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากขยะในทะเลอย่างมาก โดยเฉพาะบริเวณกองหินไกลฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยฝูงปลา มักจะมีเรือประมงมาทำการประมง และพบอวนคลุมปะการัง

ขยะทะเลถูกทิ้งมาจากหลายแหล่ง เป็นต้นว่า ขยะที่ถูกทิ้งลงกลางทะเลจากเรือลำเล็กลำใหญ่ที่แล่นไปมา ขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งที่บริเวณชายหาด ขยะที่ถูกทิ้งจากเรือในขณะจอดเทียบท่า หรือขยะที่ถูกพัดพาลงสู่ทะเลเมื่อมีพายุหรือน้ำท่วม นอกจากนั้นยังมีขยะที่ถูกทิ้งตั้งแต่ต้นน้ำและตลอดเส้นทางที่ลำน้ำไหลผ่าน

มีการจัดแบ่งขยะทะเลออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ซากเรืออับปาง ท่าเรือที่หักพัง และเศษสิ่งก่อสร้างต่างๆ 2. อุปกรณ์ประมง เช่น อวน ลอบปู เอ็นตกปลา ทุ่น 3. ขยะอื่นๆที่ไม่ควรจะถูกทิ้งลงทะเล ซึ่งมีชิ้นเล็กๆอย่างก้นบุหรี่ ไปจนถึงชิ้นใหญ่ เช่น ยางรถยนต์ ตู้เย็น...เห็นได้ชัดว่า ขยะทะเลเกือบทั้งหมด เป็นวัสดุที่คงทน เช่น พลาสติก แก้ว ไม้ โลหะ และยาง

ในแต่ละปี มีขยะหลายพันกิโลกรัมถูกทิ้งอยู่ทั่วไป ทั้งบริเวณตอนในของแผ่นดินและตลอดแนวชายฝั่งทะเล โดยมีจุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทำหน้าที่ย่อยสลายขยะที่มีส่วนผสมของวัสดุธรรมชาติ เช่น กระดาษ หนังสัตว์ ขนสัตว์ และฝ้าย เป็นต้น ขณะที่แสงอาทิตย์หรือรังสีอุลตร้าไวโอเลตก็จะทำให้ขยะซึ่งมีส่วนประกอบของวัสดุที่คงทน เช่น กล่องน้ำผลไม้ หรือถุงกระดาษอาบมัน ค่อยๆเสื่อมสภาพลงทีละน้อย ทั้งนี้การย่อยสลายหรือเสื่อมสภาพของขยะแต่ละชิ้นจะเร็วช้าเพียงใด ขึ้นอยู่กับปริมาณการสัมผัสแสงอาทิตย์ ออกซิเจน และน้ำเป็นสำคัญ

ส่วนขยะที่มีส่วนประกอบของโลหะ เช่น กระป๋องอะลูมิเนียม ชิ้นส่วนเหล็กหรือสังกะสี ไม่สามารถย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ แต่จะขึ้นสนิมและผุกร่อนไปทีละน้อยเมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศ หรือที่เรียกว่า ออกซิเดชั่น โดยมีความเค็มของน้ำทะเลเป็นตัวเร่งให้โลหะขึ้นสนิมและผุกร่อนเร็วขึ้น

แก้วและพลาสติกเป็นวัสดุที่ไม่ย่อยสลาย ไม่เสื่อมสภาพ ไม่ผุกร่อน และไม่ทำปฏิกิริยากับอากาศ แต่จะแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และยังคงตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมอีกเป็นเวลานาน จะต่างกันก็เพียงว่า แก้วผลิตมาจากทราย จึงสามารถกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ในขณะที่พลาสติกมีต้นทางเป็นน้ำมันดิบและสารสังเคราะห์นานาชนิด แม้แตกตัวเป็นละอองพลาสติกเล็กๆ มันก็ยังเป็นสิ่งแปลกปลอมของท้องทะเลอยู่ดี

บริเวณชายหาดมักเกลื่อนกลาดไปด้วยขยะทะเลจำพวกพลาสติก เช่น ถุงบรรจุอาหาร ถ้วยกาแฟ ขวดน้ำ ซึ่งทั้งหมดเป็นวัสดุที่ไม่ย่อยสลาย แต่แสงแดดและคลื่นลมทะเลทำให้มันค่อยๆแตกกระจาย กลายเป็นเศษพลาสติกชิ้นเล็ก ซึ่งสามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆตามการหมุนวนของกระแสน้ำในมหาสมุทร บ้างก็ล่องลอยอยู่กลางทะเล บ้างก็ถูกซัดขึ้นเกยฝั่ง

กระบวนการย่อยสลายของขยะในทะเลนั้น ใช้เวลานานกว่าที่เราคิดมากนักเนื่องจากมหาสมุทรเป็นสถานที่มืดและเย็น กระบวนการเน่าเปื่อยจึงเกิดช้ากว่าบนบก แม้แต่เศษอาหาร เช่น เศษผลไม้ยังใช้เวลาย่อยสลายถึงสองเดือน และขยะบางชนิดใช้เวลานานนับหลายร้อยปีกว่าจะย่อยสลาย เช่น

  • กระดาษทิชชู 2 - 4 สัปดาห์
  • กระดาษหนังสือพิมพ์ 6 สัปดาห์
  • เชือกฝ้าย 1 - 5 เดือน
  • เศษผลไม้ 2 เดือน
  • กล่องกระดาษ 2 เดือน ถุงมือผ้าฝ้าย 1 - 5 เดือน
  • กล่องนาม กล่องน้ำผลไม้ 3 เดือน
  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูป 450 ปี
  • กระป๋องอะลูมิเนียม 200 ปี
  • กระป๋องดีบุก 250 ปี
  • แก้วน้ำพลาสติก 50 ปี
  • ขวดน้ำพลาสติก 450 ปี
  • ก้นบุหรี่ 1 - 5 ปี
  • ยางรถยนต์ ไม่ย่อยสลาย
  • ถุงพลาสติก 1 - 20 ปี
  • แผ่นไม้อัด 1 - 3 ปี
  • เอ็นตกปลา 600 ปี
  • ขวดแก้ว ไม่ย่อยสลาย แต่สามารถแตกเป็นชิ้นเล็กๆ และกลับคืนสู่ธรรมชาติได้

ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยทั้งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งมีความยาวรวม 2,614 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัด จึงมีผู้คนมากมายที่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลกันอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ มนุษย์ไม้ได้เป็นเจ้าของทะเลเท่านั้น ยังมีสัตว์ทะเลอีกมากมาย ที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลและต้องใช้ประโยชน์จากทะเลเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา เต่า และนกทะเล

ขยะทะเลซึ่งส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของพลาสติก สามารถลอยโผล่อยู่เหนือผิวน้ำ ลอยคว้างอยู่ในน้ำที่มีความลึกหลายระดับและจมดิ่งลงสู่ก้นทะเล ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาแน่น คุณสมบัติในการลอยน้ำ และพื้นที่กักเก็บอากาศของขยะทะเลแต่ละชิ้น รวมถึงการพัดพาของคลื่นหรือกระแสน้ำ ดังนั้น สัตว์ทะเลที่กำลังหากินในอาณาเขตที่เป็นแหล่งอาหารของตนเอง ตั้งแต่ผิวน้ำ ไล่ลงไปจนถึงพื้นทะเล จึงมีโอกาสกลืนชิ้นส่วนพลาสติกลงท้องพร้อมกับอาหารด้วยกันทั้งนั้น

สัตว์ทะเลไม่มีนิ้วมือ ขยะพวกสายรัดพลาสติก ถุงเท้า และยางยืด อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกมันถูกพันรัดร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ การไม่มีนิ้วมือ เพิ่มความยากลำบากในการแกะออกจากปีก ครีบ และคอ ซึ่งความเครียดและอุปสรรคในการกินอาหาร ยิ่งทำให้พวกมันหิวโหยและอ่อนแรง

นกทะเลเติบโตและมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินปลาจำนวนมาก บ่อยครั้งที่พวกมันกลืนชิ้นส่วนพลาสติกที่ปะปนอยู่กับอาหารจานโปรดลงคอไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่นกทะเลยังเข้าใจผิด คาบสิ่งแปลกปลอมกลับไปเลี้ยงลูกนกที่รังอีกด้วย

เรื่องราวของขยะทะเล คงทำให้เราซึ่งเป็นมนุษย์ผู้สร้างขยะ ได้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงของขยะในทะเลซึ่งคร่าชีวิตสัตว์น้ำไปแล้วเป็นจำนวนมาก และถึงเวลาได้ฉุกคิดว่าเราทุกคนควรจะช่วยกันดูแลชายฝั่งทะเลที่สวยงาม และปกป้องสัตว์ทะเลจากขยะ ซึ่งนอกจากจะเลิกทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางแล้ว เรายังต้องช่วยกันแก้ปัญหาที่ต้นทางด้วยวิธีง่ายๆนั่นก็คือ ลดใช้ ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่...ช่วยกันๆนะคะ


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

  • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
  • คู่มือเรียนรู้ขยะทะเล ชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน