เปิดเทอมใหญ่..

หัวใจครื้นเครง
เศรษฐกิจประจำบ้าน

ฉบับนี้ขอตั้งชื่อเรื่องตามใจเด็กๆนักเรียนกันหน่อย เปิดเทอมเด็กๆคงมีความสุขที่จะได้เจอเพื่อนๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอหน้า ไม่ได้เล่นกันมาเป็นเดือน แต่ผู้ปกครองบางท่าน หัวใจอาจจะไม่ครื้นเครงตามเด็กๆสักเท่าไร เพราะรู้ว่ากระเป๋าเงินอาจจะแฟบลงอีก หลังจากปิดภาคเรียนฤดูร้อนประมาณสองเดือน ก็ต้องรับมือกับการเปิดเทอมใหม่กันอีกแล้ว ค่าใช้จ่ายเริ่มเรียงแถวกันมา ไม่ว่าจะเป็นชุดนักเรียนใหม่ รองเท้า ถุงเท้า กระเป๋านักเรียน สมุด หนังสือ และอื่นๆอีกจิปาถะ เปิดเทอมทีไร ผู้ปกครองต้องเตรียมค่าใช้จ่ายกันเป็นระวิง แถมก่อนหน้านี้มีเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมีช่วงวันหยุดหลายวัน บางครอบครัวก็อาจจะสนุกสนานเพลิดเพลินใช้จ่ายอย่างเต็มที่ 

ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจึงเป็นช่วงที่โรงรับจำนำหรือสถานธนานุบาล ค่อนข้างคึกคักอย่างยิ่ง จากสถิติของสถานธนานุบาลในปีที่ผ่านมา พบว่าในช่วงเปิดเทอมใหม่ ผู้ปกครองจะใช้บริการกว่า 3,711 ราย ใช้วงเงินประมาณ 100 ล้านบาท แต่ในปีนี้คาดว่า จะมีผู้ใช้บริการ 5000 ราย และตั้งวงเงินไว้ที่ 200 ล้านบาท โรงรับจำนำหรือสถานธนานุบาล ยังเป็นที่พึ่งสำหรับผู้ขัดสนค่าใช้จ่าย เพราะขั้นตอนการได้เงินไม่ยุ่งยาก และดอกเบี้ยต่ำกว่าการกู้ยืมเงินชนิดอื่นๆจากการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง "สภาพคล่องทางการเงินของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม" ของกรุงเทพฯ โพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เก็บข้อมูลจากผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในระดับชั้นอนุบาล - มัธยมศึกษา ทั้งสังกัดโรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมทั้งสิ้น 1,183 คน พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 70.8 ระบุว่าปีนี้มีค่าใช้จ่ายในเรื่องการเรียนของบุตรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว รองลงมาร้อยละ 25.2 ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าเดิม และมีเพียงร้อยละ 4.0 เท่านั้นที่ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายลดลง โดยงบประมาณที่เตรียมไว้สำหรับซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับการเรียนให้ลูกเฉลี่ยประมาณ 4,000 บาท ต่อคน (ไม่รวมค่าเทอม) สำหรับในช่วงเปิดเทอมนี้พบว่า ผู้ปกครองร้อยละ 53.0 ระบุว่าไม่มีปัญหาเงินไม่พอกับค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม เนื่องจากได้แบ่งเงินสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้อยู่แล้ว ขณะที่ผู้ปกครองร้อยละ 47.0 ระบุว่ามีปัญหาเงินไม่พอกับค่าใช้จ่าย เนื่องจากค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มขึ้นและสินค้าเกี่ยวกับการเรียนแพงขึ้น ส่วนวิธีการแก้ปัญหาเงินไม่พอกับค่าใช้จ่ายนั้น ผู้ปกครองร้อยละ 16.1 ใช้วิธีขอยืมเงินจากญาติ/ พี่น้อง /เพื่อน รองลงมาร้อยละ 15.0 ใช้วิธีให้ลูกใช้เสื้อผ้า /อุปกรณ์การเรียนของปีที่แล้วไปก่อน และร้อยละ 12.7 ใช้วิธีลดปริมาณการซื้อเสื้อผ้า / อุปกรณ์ต่างๆ ผู้ปกครองที่เตรียมพร้อมรับมือออมเงินไว้เผื่อช่วงเปิดเทอมก็จะผ่านช่วงเวลานี้ไปอย่างฉลุย วิธีการจัดสรรเงินที่สามารถทำได้ไม่ยาก เพื่อรับมือช่วงเวลาที่แสนยากเข็ญนี้ คือการลองเริ่มต้นวางแผนด้วยการจดค่าใช้จ่ายทุกอย่างในช่วงเปิดเทอม จดให้ครบไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน ถุงเท้า รองเท้า ค่าสมุดหนังสือ ค่าเครื่องเขียน ค่าเรียนพิเศษตอนเย็น ค่าอาหารกลางวัน ค่าขนม หรือแม้กระทั่งค่ารถ รวมค่ารถตู้รับ-ส่ง หรือค่าอะไรอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ค่าชมรมผู้ปกครอง ค่า SMS รายเทอม ที่บางโรงเรียนมีไว้แจ้งข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ รวมถึงแจ้งผู้ปกครองกรณีที่นักเรียนเดินทางยังไม่ถึงโรงเรียน ค่าอุดหนุนกิจกรรมการศึกษา ค่าบำรุงห้องสมุด ค่าทัศนศึกษา เป็นต้น ต้องนำค่าเบ็ดเตล็ดต่างๆเหล่านี้มาคำนวณด้วยว่าเป็นเงินอีกเท่าไร เมื่อจัดการรวบรวมค่าใช้จ่ายทุกประเภทครบถ้วนแล้ว ก็จะทำให้ทราบว่าในแต่ละเทอม ต้องมีค่าใช้จ่ายเฉพาะเรื่องนี้เป็นเงินประมาณเท่าไร เพื่อนำไปสู่การเตรียมเงินให้พอเพียงกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ยิ่งถ้ามีบุตรหลายคน ยิ่งต้องแจกแจงให้ละเอียด เพราะเด็กแต่ละคนแต่ละวัย มีค่าใช้จ่ายในการเรียนที่แตกต่างกันไปตามแต่ละชั้นปีการศึกษา อาจจะคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้ว่าทำไมค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมถึงได้มากมายขนาดนี้ ดังนั้น ลองมาดูเรื่องที่พอประหยัดกันได้ ว่าสิ่งไหนบ้างที่จะช่วยสามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้บ้าง

สิ่งแรกที่เด็กและผู้ปกครองต้องเตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม นั่นก็คือ ชุดนักเรียน พฤติกรรมในการซื้อชุดนักเรียนของบรรดาผู้ปกครองในปีที่ผ่านๆมา ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจำกัดจำนวนซื้อชุดนักเรียน โดยผู้ปกครองกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่สูงนัก จะปรับพฤติกรรมโดยการลดจำนวนที่ซื้อ หรือพยายามให้ใส่ชุดนักเรียนที่ยังคงใช้ได้อยู่ไปก่อน เนื่องจาก มีค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆที่จำเป็นเพิ่มขึ้น โดยจำนวนการซื้อเฉลี่ยต่อคนของผู้ปกครองในกลุ่มนี้จะซื้อไม่เกิน 2 ชุดต่อคน หรืออาจจะซื้อเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ซื้อเสื้อนักเรียนเพียงอย่างเดียว และจะตั้งงบไว้อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะมีระดับรายได้อยู่ในเกณฑ์สูง และมีการเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมไว้เป็นอย่างดี แต่กลุ่มนี้ก็ปรับพฤติกรรมโดยการเลือกซื้อสินค้าในช่วงใกล้กับเวลาที่จำเป็นต้องใช้มากที่สุด จะซื้อประมาณ 4-5 ชุดต่อคน หรือตั้งงบไว้อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน ซึ่งราคาชุดนักเรียนสมัยนี้ มีราคาต่อชุดค่อนข้างสูง ราคาชุดเด็กนักเรียนอนุบาล เป็นชุดเสื้อและกางเกง อยู่ที่ราคา 375-450 บาท ราคาชุดนักเรียนชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ราคา 400-800 บาท แล้วแต่ขนาด ในขณะที่ชุดที่ต้องสวมใส่ในวิชาพิเศษ เช่น ชุดลูกเสือ ชุดเนตรนารี ชุดยุวกาชาด แบบครบชุด จะตกอยู่ที่ 300-700 บาท แม้ว่าจะมีชุดนักเรียนขายในห้างสรรพสินค้าที่โฆษณาว่า ราคาถูก แต่คุณภาพก็อาจจะไม่ดี หากซื้อมา จะใช้ได้ไม่นาน และต้องกลับไปซื้อใหม่ ซึ่งหากเปรียบเทียบราคาและความคุ้มค่าแล้ว การซื้อสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่ากว่าเพราะใช้ได้นานกว่า ดังนั้น หากจะซื้อชุดนักเรียนสำหรับให้ใช้ได้นาน ควรซื้อแบบที่มีคุณภาพ เพราะสินค้ามีความทนทานและยังสามารถนำมาดัดแปลงแก้ไขใช้ซ้ำใหม่ได้ในคราวต่อไป ผู้ปกครองสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้บ้าง เช่น ถ้าชุดนักเรียนยังใส่ได้อยู่ อาจจะเปลี่ยนแก้ทรง เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนซิปใหม่ เท่านั้น ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เป็นยี่ห้อที่ได้รับการอนุญาตขายชุดนักเรียนและสามารถโฆษณาได้อย่างกว้างขวาง มีชื่อเสียงมายาวนาน และจะได้รับการตรวจสอบมาตรฐานมาในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งในเรื่องของคุณภาพเนื้อผ้า วัสดุประกอบต่างๆราคาที่เหมาะสม ความประณีตในการตัดเย็บ รวมถึงเป็นเครื่องแบบที่ถูกต้องตามกฏระเบียบของสถานศึกษา คุณภาพของชุดนักเรียนจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่ควรนำมาพิจารณาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อ เนื่องจากเด็กจะต้องสวมใส่เครื่องแบบนักเรียนเกือบทุกวัน เพราะจริงๆแล้วชุดนักเรียนที่มีคุณภาพจะสามารถใส่ได้นาน 2-3 ปีเลยทีเดียว และถ้าซื้อแบบที่มีบริการปักชื่อฟรี ถือเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้ส่วนหนึ่ง หรือการเลือกซื้อชุดนักเรียนที่มีการจัดโปรโมชั่นจัดเซตชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าการซื้อแยกชิ้น แต่ถ้าผู้ปกครองโชคดีมีลูกเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล ผู้ปกครองจะเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะในเรื่องของอุปกรณ์การเรียน และเสื้อผ้าเท่านั้นเพราะทุกอย่างรัฐบาลจ่ายให้หมดอยู่แล้ว หากบริหารจัดการหรือดัดแปลงชุดเสื้อผ้ามาใช้ใหม่ให้เหมาะสมน่าจะไม่ได้สร้างผลกระทบมากนัก เพราะราคาซ่อมแซมตกตัวละไม่กี่สิบบาทดีกว่าต้องไปซื้อใหม่ให้เสียเงินเป็นหลักร้อย

สิ่งต่อไปคงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การเรียน ได้แก่ กระเป๋านักเรียน ถ้ายังไม่ปริขาด คงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยทุกเทอม สำหรับกระเป๋าสะพายนักเรียน น้ำหนักที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 15% ของน้ำหนักตัว เช่นเด็กมีน้ำหนัก 20 กิโลกรัม น้ำหนักที่แบกได้ไม่ควรเกิน 3 กิโลกรัม เพราะการที่เด็กแบกกระเป๋าหนักเกินไป โดยเฉพาะเด็กระดับชั้น ป.2 - ป.4 ที่มักจะเอาของไปโรงเรียนหลายอย่าง อาจทำให้ปวดหลังได้ ส่วนประเภทกระเป๋าลากและกระเป๋าถืออาจไม่เหมาะสำหรับเด็กที่ต้องขึ้นรถประจำทาง เพราะอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

เช่นเดียวกับ ปากกา ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด ยังสามารถใช้ต่อได้อีก ถ้ายังไม่หมด รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนของมีคมต่างๆ เช่น มีดคัทเตอร์ วงเวียน ซึ่งสามารถใช้ได้นาน แต่ผู้ปกครองยังต้องช่วยระวังให้เด็กดูแลใส่ในอุปกรณ์ให้เหมาะสมไม่ทิ่มแทงออกมานอกกระเป๋า ส่วนสีระบาย ไม่ว่าจะเป็นดินสอสี สีเทียน สีน้ำ สีไม้ก็ตาม ควรเลือกซื้อที่ได้มาตรฐานปลอดภัย หลีกเลี่ยงการซื้อสีที่ขายแบบไม่ได้มาตรฐาน เพราะเสี่ยงปนเปื้อนสารตะกั่ว ที่อาจส่งผลต่อสมองได้ ส่วนสมุด หนังสือยังต้องมีความจำเป็น หนังสือบางวิชาสามารถใช้ต่อกันได้ ถ้าครอบครัวไหนมีบุตรหลายคน สามารถเก็บให้น้องได้ หรือสมัยนี้ผู้ปกครองสามารถหาซื้อหนังสือมือสองที่มีสภาพดีได้ทั่วไปทางอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรตระหนักไว้ว่า อย่าเอาแต่ประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว โดยลืมนึกถึงจิตใจของเด็กๆที่บางครั้งก็อยากมีของใหม่บ้าง ซึ่งถ้าใช้แต่ของเก่าก็อาจจะอายเพื่อน แล้วอาจจะทำให้เด็กขาดแรงจูงใจในการไปโรงเรียนก็ได้

มาว่ากันต่อเรื่องที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพดีกว่า ปัจจุบันผู้ปกครองนิยมส่งลูกหลานไปเรียนกวดวิชา หรือเรียนพิเศษ เพื่อเสริมทักษะความรู้ให้มากขึ้น เช่น เรียนเสริมทักษะด้านคณิตศาสตร์ ภาษา ดนตรี หรือกีฬา ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษเหล่านี้ก็ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย ก่อนสมัครเรียนพิเศษ จึงควรให้ลูกหลานได้รู้ความต้องการของตัวเองก่อนว่า อยากเรียนอะไร เพื่อให้การเรียนพิเศษเกิดประโยชน์ต่อพวกเขาจริงๆ หรือสถาบันเรียนพิเศษบางแห่งให้นักเรียนสามารถทดลองเรียนได้ก่อน ซึ่งการทดลองเรียนจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่า ชอบแนวการสอนหรือไม่ หรือจะเลือกเรียนพิเศษด้านใด หรือบางอย่างถ้ายังไม่มีความจำเป็นจริงๆ ไม่ต้องทำตามแฟชั่น เช่น เรียนร้องเพลง เต้นรำ ถ้ายังไม่มีเหลือเงินไว้ให้เก็บขนาดนั้น ก็อย่าส่งเสริมหรือตามใจเด็กจนเกินไป

ส่วนเรื่องค่าขนมไปโรงเรียน ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถรู้จำนวนได้อย่างแน่ชัด และผู้ปกครองสามารถควบคุมได้มากกว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ เมื่อเด็กโตมากพอ ผู้ปกครองอาจเปลี่ยนจากเดิมที่ให้เงินค่าขนมแก่เด็กเป็นรายวันมาเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน ยกตัวอย่างเช่น การให้เงินเด็กเป็นรายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 300 บาท นั่นหมายความว่า เฉลี่ยแล้วเด็กจะไม่ควรใช้เกินวันละ 60 บาท โดยผู้ปกครองอาจแนะนำเด็กว่า หากวันใดใช้เกิน 60 บาท ก็ควรลดค่าใช้จ่ายของวันถัดไป หากใช้ไม่ถึงก็สามารถสอนให้เด็กเอาเงินที่เหลือนั้นไปเก็บออมเงินเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งวิธีเช่นนี้จะช่วยให้เด็กสามารถบริหารเงินรายรับได้เพียงพอตลอดทั้งสัปดาห์ และเป็นการเริ่มต้นฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักจัดสรรเงินที่ได้รับให้เพียงพอกับการใช้จ่ายตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้

นอกจากวิธีการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว โดยทั่วไปการออมเงินเพื่อการศึกษาบุตรทำได้หลายรูปแบบ เช่น การออมเพื่อค่าใช้จ่ายการศึกษาทุกระดับชั้น คือ การคำนวณค่าใช้จ่ายการศึกษาทุกระดับจนจบการศึกษา และเริ่มต้นออมไปเรื่อยๆ นับจากวันนี้ ส่วนตัวอย่างต่อไป เป็นการออมแยกทีละระดับชั้นหรือวางแผนล่วงหน้ารายปี วิธีนี้จะช่วยให้จำนวนเงินออมสอดคล้องกับระดับชั้นเรียนและยังสอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ผู้ปกครองด้วย โดยอาจสะสมไว้ในบัญชีเงินฝาก หรือกองทุนรวมความเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรักษาความปลอดภัยของเงินต้น ส่วนตัวอย่างสุดท้าย คือ การออมบวกมีความคุ้มครอง เหมาะสำหรับสร้างหลักประกันไว้ให้ลูกหลาน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ที่สำคัญก่อนถึงเวลาเปิดเทอมทุกครั้งผู้ปกครองจะมีเวลา 1-2 เดือน ในการวางแผนจัดสรรการเงิน มีผู้ปกครองบางรายที่ใช้วิธีทยอยสะสมเงินทุกๆเดือน พอถึงเวลาเปิดเทอมจึงไม่รู้สึกว่า กำลังแบกภาระหนักเอาไว้ เพราะได้เตรียมเงินเอาไว้พร้อมแล้ว สำหรับผู้ปกครองที่เป็นมนุษย์เงินเดือนนั้น อาจจะต้องแยกเงินเอาไว้เป็นสัดส่วนสะสมเอาไว้เรื่อยๆเป็นไปได้ให้แยกการออมเอาไว้เฉพาะเลย โดยคำนวณวางแผนใช้จ่าย และกันเงินจำนวนนี้ไว้ให้พอเพียง จากนั้นค่อยเป็นเงินที่เหลือสำหรับตัวเอง และค่าใช้จ่ายในบ้าน วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาทางการเงินของคุณได้ หากขาดไปบ้างก็ไม่กี่มากน้อย ยังพอหามาเติมได้ไม่ยากนัก ในพ่อแม่บางรายแทบไม่เจอกับภาวะขาดสภาพคล่องในช่วงเปิดเทอมเลยด้วยซ้ำ แต่อย่าเพิ่งกังวลมาก ถ้าไม่ทันคราวนี้ ปิดเทอมเล็กคราวหน้าก็ยังได้ ถ้าวางแผนเตรียมรับมือเปิดเทอมอย่างดีแล้ว หัวใจก็จะมีความสุข ครื้นเครงทุกครั้งไป