ร่มเย็นเป็นสุข

ณ วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ)
ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ก่อนปี 2524 ใครจะคาดคิดว่า "ภูสิต" นักศึกษาหนุ่มจบปริญญาโท จากประเทศอังกฤษ กลับมาเมืองไทยเพื่อบวชหน้าไฟในงานศพคุณยายที่บ้านคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ แล้วตั้งใจจะกลับไปศึกษาต่อปริญญาเอก จู่ๆเกิดอาการหมดสติล้มลงจนต้องส่งโรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขั้นสุดท้าย มีเวลาเหลืออยู่ในโลกได้เพียง6เดือนเท่านั้น

ขณะที่รู้สึกสิ้นหวังในชีวิต "ภูสิต" ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ "ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ" ซึ่งเขียนโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ศิษย์เอกของหลวงปู่มั่น เกิดศรัทธาแรงกล้าขอบวชในพระพุทธศาสนา ณ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ ใน พ.ศ.2524 อย่างน้อยก็เพื่อเตรียมตัวตายในเพศบรรพชิต หลังจากอุปสมบทเรียบร้อย ได้นามว่า พระภูสิต ขันติธโร ท่านก็เดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ได้รับการอบรมอย่างเคร่งครัดตามแนวทางปฏิบัติของพระป่า โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) เป็นผู้อบรมสั่งสอน และตั้งชื่อใหม่ให้ว่า "ท่านจันทร์"

ธรรมะข้อแรกที่ได้จากหลวงตา เมื่อท่านมาเคาะประตูแล้วบอกว่า "คนเราตอนเกิด เราไม่รู้หรอกว่า เราหายใจเข้าหรือหายใจออก แต่ตอนเราจะตาย ดูสิว่า จะหายใจเข้าหรือหายใจออก" ท่านจันทร์จึงเร่งความเพียร จนได้ความสงบระงับกับจิตใจตนเอง ตลอดเวลาที่อยู่ศึกษาธรรมะที่วัดป่าบ้านตาด ก็พากเพียรปฏิบัติ เคร่งครัดในธรรมวินัย จนได้เป็นพระอุปัฏฐากหรือพระเลขาฯของหลวงตาพระมหาบัวฯในเวลาต่อมา

ท่านอยู่กับหลวงตาอยู่ประมาณ 6 ปี โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายที่มีมาแต่ก่อนบวชก็ทุเลาเบาบาง จนหายเป็นปกติ ท่านจึงขออนุญาตออกธุดงค์ หลวงตาแนะนำว่าแถวกาญจนบุรีมีสถานที่วิเวกเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม แล้วหลวงตาได้มอบหนังสือที่ท่านเขียนด้วยลายมือของท่านเอง 3 เล่ม เพื่อให้ "ท่านจันทร์" นำติดตัวไปศึกษา ท่านบอกว่า "หลวงตาราวกับจะมองเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้า" เพราะในที่สุด ท่านก็ได้มาเป็น พระวิสุทธิสารเถร ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า "พระอาจารย์จันทร์" เจ้าคณะอำเภอจังหวัดกาญจนบุรี (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) ณ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

ก่อนจะมีการก่อสร้างวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโนนั้น พระอาจารย์จันทร์ท่านสร้างวัดป่าถ้ำภูเตย ณ ถ้ำภูเตย อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสร้างอ่างเก็บน้ำและสร้างโรงเรียน โดยระยะแรกๆท่านสอนหนังสือเด็กนักเรียนเองด้วย เป็นทั้งครูใหญ่และครูประจำชั้น ต่อมามีผู้ถวายที่ดินบริเวณอำเภอไทรโยคให้หลวงตามหาบัว ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2537 พระอาจารย์จันทร์ และคณะศิษย์อันประกอบด้วย ผู้พิพากษา ทนายความ แพทย์ วิศวกร ตำรวจตระเวนชายแดน ราษฎรในพื้นที่พร้อมด้วยเจ้าของที่ดิน จึงไปดูสถานที่เป็นครั้งแรก และได้เข้าไปสำรวจอีกหลายครั้ง ซึ่งการเดินทางครั้งนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากยังไม่มีเส้นทางถนนเข้าสู่พื้นที่โดยเฉพาะ ประกอบกับเป็นช่วงฤดูฝน แต่ทางคณะฯ ได้ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ จัดทำผัง ถ่ายรูป และหาข้อมูลที่ต้องการ

สภาพพื้นที่เป็นที่ลาดเอียงเล็กน้อย มีเนินเขาสามลูกต่อเนื่องกัน ตั้งอยู่ค่อนไปทางทิศตะวันออก มองเห็นทิวเขารายรอบอยู่ไกลๆบริเวณข้างเคียงเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง พระอาจารย์จันทร์ และคณะศิษย์พิจารณาแล้วเห็นว่าภูมิประเทศเหมาะสมที่จะสร้างวัด ชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านจึงพากันอนุโมทนา เพราะถ้ามีวัดป่าอยู่ในละแวกนั้นจะช่วยอนุรักษ์ป่า และฟื้นฟูสภาพป่าต่อไป หลวงตาจึงได้มอบหมายให้พระอาจารย์จันทร์เป็นผู้ดำเนินงานจัดสร้างวัดในสถานที่แห่งนี้ โดย สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดนรนาถสุนทริการาม เทเวศร์ กรุงเทพฯ รับเป็นองค์อุปถัมภ์

พระอาจารย์จันทร์ได้เข้าไปปักกลดในพื้นที่ที่จะสร้างวัด และร่วมกับราษฎรเริ่มพัฒนาพื้นที่โดยการปรับพื้นที่สร้างศาลาขนาดเล็กมุงด้วยแฝก กุฏิชั่วคราว ห้องน้ำ และขุดสระน้ำ โดยนำดินที่ขุดขึ้นมาใช้ทำถนนเป็นทางเข้าวัด จากสภาพพื้นที่ที่ค่อนข้างกันดารไม่มีแหล่งน้ำ ได้มีชาวบ้านซึ่งมีความศรัทธาได้ใช้รถบรรทุกน้ำมาถวายเพื่อใช้ทุกสอง วัน ต่อมาศิษย์และพระลูกวัดจากวัดป่าถ้ำภูเตย ได้มาช่วยในการพัฒนาวัดและออกบิณฑบาต โปรดชาวบ้านในหมู่บ้านพุไม้แดง ซึ่งอยู่ห่างออกไปสาม กิโลเมตร ทุกวัน

วันที่ 23 ตุลาคม 2537 หลวงตามหาบัวได้มอบปัจจัย จำนวน 30,000 บาท ให้พระอาจารย์จันทร์ดำเนินการสร้างวัดป่าฯ พร้อมกล่าวว่า "ทุกอย่างได้มอบให้หมดแล้ว ทั้งที่ดินและชื่อวัด ทั้งเงินทุนเริ่มแรกไปดำเนินปฏิปทาครูบาอาจารย์ให้ตรงให้ถูกต้อง" อีก 1 ปีต่อมา ในวันที่ 7 ธันวาคม 2538 หลวงตา มอบปัจจัยให้ดำเนินการอีก 1,700,000 บาท และปีถัดมา มอบปัจจัยให้อีก 306,564 บาท รวมทั้งหมด 2,306,564 บาท และตั้งชื่อให้ว่า "วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน"

ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 ณ สำนักสงฆ์สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย 3 เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นประธานในพิธีเททองหล่อ "พระพุทธกาญจนาภิเษก" พระพุทธรูปทองคำหนักกว่า80กิโลกรัม เพื่อนำไปประดิษฐานที่วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน ซึ่ง ฯพณฯ ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรีได้แจ้งให้พระอาจารย์ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร เจ้าอาวาสทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปประธานขนาด ใหญ่พระราชทานแด่หลวงตาฯ เพื่อเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ โดยได้กำชับให้ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด และทรงอธิษฐานให้หายจากพระอาการประชวรด้วยโรคทางพระหทัย พร้อมกับพระราชทานนามว่า "พระพุทธกาญจนาภิเษก" การนี้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดหานายช่างออกแบบและควบคุมการหล่อเป็นพิเศษ เพื่อให้งานสร้างพระพุทธรูปเสร็จตรงตามพระราชประสงค์ทุกประการ แล้ววันรุ่งขึ้นพระอาจารย์จันทร์ ก็ได้อัญเชิญพระพุทธกาญจนาภิเษก จากโรงหล่อไปประดิษฐาน ณ วัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ตามพระราชประสงค์

เมื่อพระอาจารย์จันทร์สร้างวัดได้ไม่นาน เสือตัวแรกก็เข้ามาอยู่กับท่านด้วยอาการทุกขเวทนาจากการถูกฉีดสารฟอร์มาลินเพื่อทำเป็นสัตว์สตัฟฟ์ แต่มันไม่ตาย ชาวบ้านจึงนำใส่รถมาถวาย ท่านรับเลี้ยงไว้โดยแบ่งข้าวกับน้ำต้มน้ำแกงที่ได้จากการบิณฑบาต ป้อนเสือจนมีกำลัง แต่เสือก็มีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกไม่นาน

จากวันนั้น วัดป่าหลวงตาบัวฯ จึงมีชื่อเรียกขานว่า "วัดเสือ" ตั้งอยู่ด้านขวามือของเส้นทางกาญจนบุรี-ไทรโยค ประมาณ ก.ม. ที่ 165 ทางแยกที่เข้าไปสู่ประตูวัด เป็นรูปถ้ำเสือ โดยมีปูนปั้นขนาดใหญ่รูปเสือแสงตะวันกับลูก ซึ่งเป็นแม่เสือที่โดนพรานป่าทำร้ายจนจมูกแหว่ง ได้มาอาศัยอยู่ที่วัดและผลิตลูกออกมาอีกหลายตัว บางครั้งชาวบ้านก็ช่วยลูกเสือซึ่งแม่มันถูกฆ่าจากนายพรานและนำมาที่วัด ท่านดูแลเอาใจใส่จนเสือเหล่านั้นเติบโต โดยตั้งใจให้เป็นที่พักพิงของสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือขาดพ่อแม่ทั้งหลาย นิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2549 ยกย่องให้วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ซึ่งหมายถึงการที่ทางวัดสามารถนำเสือที่เป็นสัตว์ดุร้ายมาอยู่ร่วมกับคนได้โดยไม่เกิดอันตราย

ในคราวที่เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 29กุมภาพันธ์ 2551 หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน กล่าวว่า...ท่านจันทร์เป็นเจ้าอาวาสเสือ จังหวัดกาญจนบุรี ท่านบวชมาท่านก็ไม่ได้บวชมาหาสัตว์หาเสืออย่างนี้นะ ท่านบวชมาหาอรรถหาธรรม เข้าเสาะแสวงหาครูอาจารย์ หาแต่อาจารย์สำคัญๆท่านมาอยู่นี่ (วัดป่าบ้านตาด) หลายปี ห้าหกปีหรือไงนี่ ทุกอย่างไม่มีที่ต้องติ การประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยเรียบเลย เขาถวายที่ก็เห็นว่าที่นั่นว่าง พระกรรมฐานไม่ค่อยมี ก็พอดีได้โอกาสที่ท่านจันทร์อยู่แถวนั้น ท่านจันทร์มาหาก็เลยปรึกษาหารือพร้อมกับมอบวัดให้ ท่านก็พอใจรับ ตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นวัดเสือ - วัดป่าหลวงตาบัว เขาเขียนไว้ข้างทางว่า วัดป่าหลวงตาบัวฯ..."

ปัจจุบันมีลูกเสือเพิ่งคลอดเพิ่มมาอีก 3 ตัว ทั้งหมดรวมแล้วเป็น149ตัว นอกจากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) เป็นสำนักงานเจ้าคณะอำเภอจังหวัดกาญจนบุรี เป็นที่ประชุมสงฆ์ของจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน...โดยเป็นเขตอภัยทานที่สำคัญ ซึ่งผู้คนรู้จักกันไปทั่วโลก


(ขอบคุณข้อมูลจาก www.tigertemple.org )