ล่องเรือไหว้พระ 9+1 วัด รอบเกาะเกร็ด

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 1

วันหยุดสุดสัปดาห์ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว ตามเจสสิก้าไปลงเรือ รับลมเย็นจากสายน้ำให้ชุ่มฉ่ำชื่นใจกันดีกว่าค่ะ กับ "โครงการล่องเรือไหว้พระ 9+1 วัดรอบเกาะเกร็ด" ณ ตลาดริมน้ำวัดใหญ่สว่างอารมณ์ ถนนราชพฤกษ์ ตำบลอ้อมเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เปิดให้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จนถึงเดือนกันยายน 2558

ถ้ามากันกลุ่มเล็กไม่ถึง 20 ท่าน สามารถมาลงทะเบียนที่วัดใหญ่ได้เลย ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป แต่ถ้ากลุ่มใหญ่ 20 ท่านขึ้นไป กรุณาประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อสำรองที่นั่งค่ะ รอบเวลา 10.30 น. และ 12.00 น. ใช้เวลารอบละ 5 ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่ประจำเรือดูแลลำละ 4 - 8 คนตลอดการเดินทาง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กองส่งเสริมคุณภาพชีวิต องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โทร.0-2591-6700 (ในวันและเวลาราชการ)

เหตุที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ  เพราะทางกองส่งเสริมคุณภาพชีวิต คณะผู้บริหาร อบจ.นนทบุรี และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ผู้ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ หวังเพียงให้นักท่องเที่ยวได้รับความสบายใจจากการทำบุญ ท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวนนทบุรี รวมถึงช่วยหารายได้ให้วัดต่างๆ  ได้มีงบประมาณในการบูรณะจากอุทกภัย และอายุที่ยาวนานจนเป็นโบราณสถาน นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายรายได้ให้ชุมชน ชาวบ้านได้ขายสินค้าต่างๆ แก่นักท่องเที่ยวด้วย

การเดินทางมาวัดใหญ่สว่างอารมณ์ โดยรถส่วนตัวจากถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนกาญจนาภิเษก ถนนชัยพฤกษ์และถนนแจ้งวัฒนะ เข้าซอยแมคโดนัลด์อีกประมาณ 1 กิโลเมตร สำหรับรถโดยสาร ไม่มีรถประจำทางที่มาถึงวัดใหญ่ฯโดยตรง นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถโดยสารสาย 18 / 203 / 69 เข้าซอยท่าอิฐ และต่อรถแท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาถึงวัด และไม่มีเรือด่วนจากท่าน้ำนนท์มาส่ง แต่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเรือโดยสาร ราคา 15 บาท ได้จากท่าน้ำปากเกร็ดใต้สะพานพระราม 4 มาขึ้นท่าเรือวัดใหญ่สว่างอารมณ์ เมื่อมาถึงวัดแล้ว เดินเข้าไปที่กองอำนวยการหน้าโบสถ์ เพื่อลงทะเบียน แจ้งเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน และรับบัตรที่ระบุเวลาลงเรือไว้อย่างชัดเจนค่ะ

จุดเริ่มต้นของการบริการล่องเรือไหว้พระรอบเกาะเกร็ด เริ่มจากวัดแรก คือ วัดใหญ่สว่างอารมณ์ ซึ่งตามประวัติกล่าวว่า...สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1963 ในสมัยสุโขทัย มีนามเดิมว่า "วัดน้อย" เนื่องจากตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของวัดปัจจุบัน ต่อมาได้ย้ายเสนาสนะมาสร้างทางทิศใต้ จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "วัดใหญ่ยิ่ง" ต่อมา พ.ศ. 2463 สมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักชั่วคราว ประทับอยู่ประมาณ 47 วัน และทรงพอพระทัยในพระตำหนักที่พักแรม จึงได้ขนานนามใหม่ว่า "วัดใหญ่สว่างอารมณ์" ปูชนียวัตถุสำคัญคือ พระประธานประจำอุโบสถปางสมาธิ สร้างเมื่อ พ.ศ.1963 วัดนี้มีตลาดริมน้ำให้เดินช็อปปิ้งเพื่อเตรียมเสบียงไว้ระหว่างนั่งเรือเดินทางไปเที่ยวชมวัดต่างๆ ค่ะ

วัดที่สอง คือ วัดบางจาก ซึ่งมีหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 19 เมตร สูง 27 เมตร นาม "พระพุทธมงคลชัย" ประดิษฐานบริเวณริมน้ำเจ้าพระยา ตามประวัติวัดกล่าวไว้ว่า...ในราว พ.ศ. 2356 ได้มีการย้ายวัดมาอยู่บริเวณนี้ (วัดบางจากในปัจจุบัน) เพราะสถานที่ตั้งวัดเก่าเป็นที่ลุ่ม มีน้ำท่วมขังตลอดทั้ง พ.ศ. 2466 ทางวัดได้บูรณะโบสถ์ขึ้นมาใหม่ โดยจัดสร้างพระประธาน และต้องการบูรณะพระอัครสาวกทั้งสองที่นำมาจากวัดบางภูมิ ทว่าการบูรณะองค์พระทั้งสองนั้นอาจทำให้เสียหายได้ เนื่องจากองค์พระทำมาจากเปลือกหอย จึงทำการย้ายองค์พระทั้งสองเข้าไปไว้ในฐานชุกชี (แท่นพระ) แล้วนำองค์พระที่สร้างใหม่ คือ "หลวงพ่อดำ" และอัครสาวกองค์ใหม่ประดิษฐานภายในอุโบสถแทน

เนื่องจากอุโบสถหลังเก่ามีแค่ชั้นเดียว เวลาถึงฤดูน้ำเมื่อไร น้ำจะไหลท่วมอุโบสถทุกครั้ง เมื่อปลาย พ.ศ. 2552 ทางวัดได้ทำการขุดเจาะฐานอุโบสถเพื่อต่อเติมเป็น 2ชั้น ขณะที่เครื่องขุดเจาะไปกระทบวัตถุแข็งเข้าอย่างหนึ่ง คนงานเลยช่วยกันขุดดินกับทรายออก จึงพบว่าใต้ฐานอุโบสถเป็นอุโมงค์ โดยเครื่องเจาะไปโดนพระองค์หนึ่งใต้ฐานอุโบสถ มีป้ายชื่อว่าพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย (พระหนุนดวง) ส่วนอีกองค์หนึ่งระบุชื่อ พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา (พระค้ำดวง) โดยพระทั้ง 2 องค์ตั้งวางไว้ลักษณะคล้ายกำลังค้ำฐานของอุโบสถไว้

การขุดครั้งนั้นยังพบลูกนิมิตกลมแต่แบนอีก 1 ลูก ตั้งวางอยู่บนโขดหิน ส่วนตลอดทางเดินรอบอุโมงค์ซึ่งเป็นดินเหนียว ปรากฏว่ามีน้ำไหลออกมาตลอดทาง ชาวบ้านจึงนำภาชนะมารองและเก็บไปอาบกินที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทำให้พื้นดินเจิ่งนองไปด้วยน้ำ และบางส่วนก็เป็นบ่อขนาดเล็ก ทางวัดต้องนำเครื่องวิดน้ำมาสูบออก แต่ยังมีน้ำไหลเข้ามาเพิ่มตลอดเวลา ทำให้สูบเท่าไรน้ำก็ไม่ลดลงเสียที ทางวัดเลยนำเชือกมากั้นไว้ที่ขอบบ่อ พร้อมกับเขียนป้ายไว้ว่า "บ่อน้ำพันปี"

วัดที่สาม คือ วัดเสาธงทอง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2313 ตั้งอยู่บนเกาะเกร็ดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมชื่อ "วัดสวนหมาก" คนมอญเรียก วัดนี้ว่า "เพ๊ยะอาล๊าต" มีเจดีย์เก่าแก่ขนาดใหญ่ศิลปะสมัยอยุธยา อยู่หลังโบสถ์ เป็นพระเจดีย์ย่อมุมไม้ 20 พระเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ พระเจดีย์กลีบมะเฟืองอวบ (องค์สุดท้ายของโลก) และว่ากันว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในเขตอำเภอปากเกร็ด ภายในโบสถ์มีลายเพดานสวยงาม เป็นลายทองเขียนลายกรวยเชิงงดงาม พระประธานเก่าแก่ในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ "ปางมารวิชัย"

วัดที่สี่ คือ วัดไผ่ล้อม ตั้งอยู่บนเกาะเกร็ดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่ามาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเช่นเดียวกับวัดส่วนใหญ่ในละแวกนี้ และเคยร้างไปช่วงหนึ่ง ชาวมอญที่บูรณะวัดขึ้นใหม่ จึงเรียกวัดนี้เป็นภาษามอญ แปลความได้ว่าวัดกลาง วัดไผ่ล้อม มีหมู่กุฏิสงฆ์เป็นเรือนไม้ดูน่ารัก แต่ปล่อยร้างไปเพราะทรุดโทรมมาก พ.ศ.2527 เจ้าอาวาสที่เป็นศิษย์หลวงพ่ออุตตมะ ได้เริ่มบูรณะวัดให้มีสภาพดีขึ้น สร้างพระธาตุเจดีย์ทรงมอญครอบองค์เดิมที่ชำรุด รอบๆ  พระธาตุเจดีย์นี้มีรายชื่อผู้บริจาคเงินเป็นชาวต่างชาติอยู่หลายราย พระอุโบสถสมัยอยุธยา มีลายจำหลักไม้หน้าบันเป็นลายดอกไม้งดงามมาก เช่นเดียวกับสาหร่ายและรวงผึ้ง หน้ากุฏิที่แกะสลักไม้ได้งดงาม หลังพระอุโบสถ มีพระมหาเจดีย์ชเวดากอง (จำลอง) สีทองอร่ามอันศักดิ์สิทธิ์

เป็นโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ดี ประทับใจคณะผู้บริหาร อบจ.นนทบุรี และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่มีอัธยาศัยดี คอยดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่จุดลงทะเบียน การประกาศเสียงตามสาย และสำคัญที่สุดในเรือมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและประชาสัมพันธ์ตลอดการเดินทางตั้งแต่เรือเริ่มออกจนกลับถึงวัดค่ะ...เรายังมีภาพสวยๆ จากศาสนสถานโบราณที่สำคัญรอบเกาะเกร็ดอีกหลายแห่ง โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้าค่ะ