ย้อนยุคอภัยภูเบศร จากปราจีนสู่พระตะบอง

สายตรงรายงาน

1. "วัดแก้วพิจิตร" ศิลปะ 4 ชนชาติ

เนื่องด้วย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เล็งเห็นคุณค่าทางด้านภูมิปัญญาไทย รวมถึงซาบซึ้งคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ซึ่งอุทิศตน เสียสละ และมีความเคารพรัก ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ จึงประสงค์ให้คนรุ่นใหม่ ร่วมรับรู้และชื่นชมในผลงานที่ได้สร้างสรรค์ไว้มากมาย โดยจัดเป็นโครงการ "ไม่มีวันนั้น ไม่มีวันนี้" ขึ้น เพื่อร่วมศึกษาศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมในยุคอภัยภูเบศร

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2404 จังหวัดพระตะบอง ในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรคนโต ของ เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย) และท่านผู้หญิงทับทิม โดยเมื่อท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เจริญวัยมีอายุสมควร ในการรับราชการ เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย) จึงนำเข้าไปถวายตัว ให้เป็นมหาดเล็ก ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5

ต่อมา พ.ศ.2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นทั้งสมุหเทศาภิบาล มณฑลบูรพา ควบคู่กับผู้สำเร็จราชการ ในเมืองพระตะบอง นามพระราชทานที่ว่า "เจ้าพระยาอภัยภูเบศร บรมนเรศร์สวามิภักดิ์ สมบูรณ์ศักดิ์สกุลพันธ์ ยุตธรรม์สุรภาพอัธยาศรัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ"

สำหรับด้านครอบครัว ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) มิได้มีการระบุในจำนวนที่แน่นอน แม้แต่ภรรยาของท่าน ก็ได้มีบันทึกในหนังสือ สกุลอภัยวงศ์ เพียงว่ามีภรรยาจำนวน 23 ท่าน เช่น คุณหญิงสอิ้ง หม่อมถนอม หม่อมรอด หม่อมริ้ว โดยเฉพาะคุณหญิงสอิ้ง ได้เป็นเอกศรีภริยา ที่มีทายาทจำนวน 4 คน จากทั้งหมดในจำนวน 33 คน

พ.ศ.2450 มีกรณีพิพาทมณฑลบูรพา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์ อพยพทั้งครอบครัว เพื่อเข้ามาเป็นข้าราชการ และตั้งบ้านเรือน ณ ตำบลเชิงสะพานยศเส จังหวัดปราจีนบุรี ดั่งมีโทรเลขกราบทูลต่อ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า "...แม้จะถึงแก่ชีวิต ก็ไม่ยอมให้เสียความกตัญญู เป็นไม่ยอมให้ขึ้นชื่อว่า เป็นข้าสองเจ้าเป็นอันขาด แต่การอยู่นั้น ต้องขอรับพระราชทาน อยู่ที่ปราจีนบุรี เพราะที่ทำเล และจะทำนาเลี้ยงชีพ ครั้งจะเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ พรรคพวกเหล่านี้ ก็เป็นคนขัดสน ด้วยทางทำมาหากิน..."

เมื่อ พ.ศ.2460 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระมหากรุณาพระราชทานนามสกุลแก่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) และผู้ที่สืบเชื้อสายต่อจากนั้นว่า "อภัยวงศ์" จากนั้นก็บำเพ็ญประโยชน์มากมาย ให้แก่ประเทศชาติและจังหวัดปราจีนบุรี อย่างเช่นการได้สั่งซื้อเครื่องบินให้แก่ทางการทหาร การบริจาคทรัพย์ สร้างโรงเรียน หรือโรงพยาบาล และที่สำคัญมีการบูรณปฏิสังขรณ์ "วัดแก้วพิจิตร" โดยเป็นทั้งผู้อำนวยการก่อสร้าง และทำการออกแบบด้วยตัวของท่านเอง และเป็นวัดประจำในสกุลอภัยวงศ์ อีกด้วย

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้ถึงแก่อสัญกรรม ณ เมืองปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2465 รวมสิริอายุได้ 61 ปี พระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดแก้วพิจิตร และได้เชิญอัฐิมาบรรจุไว้ที่ฐาน "พระอภัยทาน" ในอุโบสถของวัด

ซึ่งในตอนนี้ เวลา 10.00 น.โดยประมาณ เราก็กำลังอยู่ภายในพระอุโบสถวัดแก้วพิจิตร กับหัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเลขานุการ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ เภสัชหญิง ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หรือ พี่ต้อม หรือ หมอต้อม ที่ใคร่ขอเรียกขานตัวท่าน ด้วยความสำนึกเคารพนับถือ ในความสามารถด้านเภสัชกรรม โดยจะเป็นผู้ได้นำพาคณะสื่อมวลชนในหลายแขนง ร่วมไปสัมผัสในคุโณปการมากมาย ของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ทั้งที่พำนักในสยาม และในกัมพูชา รวมระยะเวลา 3 วัน

"พี่เอง...เป็นคนสนใจด้านประวัติศาสตร์ พร้อมกับมีความเคารพศรัทธาอย่างมาก ต่อท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ จึงเป็นสาเหตุที่มาที่ไปในการพาพวกเรามาครั้งนี้ วัดแก้วพิจิตรแห่งนี้ จะไม่เหมือนกับที่วัดอื่น แล้วได้เกี่ยวข้องกับท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ด้วยท่านเป็นผู้ออกแบบเอง และก็มีวัดแฝดที่พระตะบอง ซึ่งจะพาชมในวันต่อไป"

เราได้นั่งล้อมวงพูดคุยอย่างกันเองกับพี่ต้อม

...ส่วนวัดที่พระตะบอง จะเป็นวัดที่เกี่ยวข้อง กับคนรักของท่านเจ้าพระยาฯ คือ คุณหญิงสอิ้ง ภาษาเขมรว่า 'อิง' หรือ 'อึ่ง' ซึ่งฐานพระพุทธรูป ที่ท่านออกแบบที่นี่ มีโกศของท่านเจ้าพระยาฯ และคุณหญิงสอิ้ง แต่พี่ว่า...โกศไม่น่าเป็นของจริง

เล่าพลางก็เดินตรงไป บริเวณฐานพระพุทธรูป

หลังจากได้เชิญอัฐิและอังคาร ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) และครอบครัว มาไว้ที่พระอุโบสถแห่งนี้ ก็ได้รับพระราชทานสดับปกรณ์อัฐิ และน้ำสุคนธ์สรงอัฐิในช่วงวันสงกรานต์ จากพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ต่อเมื่อพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ก็ทรงพระราชทาน สรงน้ำทุกวันสงกรานต์เช่นกัน พร้อมกับบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆอยู่เนืองๆ

เมื่อฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ที่กระทำในคุณประโยชน์ต่อส่วนร่วม จากนั้นได้มาเริ่มต้นชื่นชมในโบสถ์กันต่อเลย โดยที่วัดแก้วพิจิตร เป็นพระอารามหลวง ในสังกัดวัดทางธรรมยุต ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองฯ จังหวัดปราจีนบุรี ทางด้านฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองออกไปทางทิศตะวันออก ประมาณสัก 2 กิโลเมตร อยู่บนถนนแก้วพิจิตร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยนางประมูล โภคา (แก้ว ประสังสิต) เป็นผู้ริเริ่มมาก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2422 ในครั้งที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) กระทำการอพยพครอบครัว มาจากเมืองพระตะบอง เพื่อมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งท่านและลูกหลานในสกุลอภัยวงศ์ ก็มีส่วนที่ปรับปรุงและสร้างอาคารเพิ่ม

อย่างที่พระอุโบสถนี้ สร้างและออกแบบ โดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เมื่อ พ.ศ.2416 เป็นอาคารที่งดงามล้ำค่าหลังหนึ่ง ได้สร้างขึ้นเพื่อทดแทนอาคารหลังเก่า ที่ชำรุดผุพังตามกาลเวลา ปัจจุบันมรดกทางพุทธศิลป์หลังนี้ รับการขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถาน ของกรมศิลปากร และเป็นการขึ้นทะเบียนหนึ่งในเมืองไทย จากที่รวบรวมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่มีการผสมผสานถึง 4 ชาติ เอาไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน คือ เขมร จีน ไทย และฝรั่งเศส พร้อมกับได้มีการสร้างสรรค์ ให้เกิดเป็นปริศนาธรรม สอดแทรกอยู่ตามสถานที่ต่างๆ

"ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ได้สร้างรหัสไว้เยอะแยะไปหมด อย่างเช่นมีสิงโตตัวเดียวที่มีอัณฑะ ตามบานหน้าต่างโบสถ์" พี่ต้อมกล่าวให้เราเกิดความสนเท่ห์ และอธิบายความหมายให้ฟัง หลังจากที่เราแสวงหากันจนพบว่า "...สิงโตตัวที่มีอัณฑะ หมายถึงผู้นำ ซึ่งการปกครองนั้น จะต้องมีผู้นำ ถึงคนจะมีเป็นแสนเป็นล้าน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ถ้าหากไม่มีผู้นำ นั่นก็เป็นปรัชญาที่บอกไว้ ส่วนสัญลักษณ์ความไม่เที่ยงแท้ หรือชีวิตที่ไม่เที่ยง ก็คือปูนปั่นเป็นรูปนาฬิกา ที่บอกเวลา 11.45 น. ซึ่งชีวิตคนเรา จะทำยังงั้ย...ก็ไม่เที่ยงซะที"

การสร้างนาฬิกาไม่ยอมเที่ยง ตรงบริเวณซุ้มประตูเรือนแก้ว เล่นทำเอาทึ่งในปริศนาที่แยบยล ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับความหมายของพระอภัยทาน

พระอภัยทาน พระประธานประจำอุโบสถ ที่เจ้าพระยา อภัยภูเบศร (ชุ่ม) ได้สร้างขึ้น พ.ศ.2462 นั้น ได้มีพุทธลักษณะ ที่ผิดไปจากพุทธบัญญัติ ของการสร้างพระพุทธรูป ที่มีอยู่ทั้งหมด 90 ปาง จึงเป็นพระประธานปางอภัยทาน มีอยู่องค์เดียวในโลก โดยสร้างขึ้นด้วยการบวงสรวง เพื่อทำการขอพร 3 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 1 ถ้าเป็นผู้ที่ใจร้อน เมื่อได้นมัสการแล้ว ใจจะเย็นลงและสงบขึ้น ข้อที่ 2 ถ้าเป็นผู้ที่มีคำพูด ไม่มีความหมาย ไม่ประทับใจ ขวางหูผู้ฟัง เมื่อได้นมัสการแล้ว คำพูดของผู้นั้น จะประทับใจ ตรึงใจผู้ฟัง หรือผู้ร่วมสนทนา และข้อที่ 3 ถ้าล่วงเกินใครไป จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เมื่อได้นมัสการแล้ว จะได้รับการอภัยเสมอ และไม่มีศัตรู

ประนพน้อมก้มลงกราบ เคารพต่อพระประธาน ในพระอุโบสถหลังงาม แล้วพากันออกไปชม โรงเรียนอภัยพิทยาการ ที่มิได้มีในการเรียนการสอนแล้ว จากนั้นก้าวเข้าไปใกล้ๆกับพี่ต้อม เพื่อได้สดับคำบรรยายบางอย่างอีกว่า "ในเรื่องของการบูรณะวัดนั้น ท่านเจ้าพระยา อภัยภูเบศร (ชุ่ม) ก็ได้บูรณะในหลายๆวัด โดยวัดแก้วพิจิตรนี้ ท่านมาสร้างพระอุโบสถ เหมือนกับวัดดำเร็ยซอ ส่วนหอไตร...ท่านก็สร้าง หรือโรงเรียน...ท่านก็สร้าง ซึ่งที่โรงเรียน มีตรากุหลาบที่สวยงาม ถูกทิ้งไว้ร้อยกว่าปีแล้ว ซึ่งเรานำมาเป็นตราผลิตภัณฑ์สปา"

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า