เก็บตก unseen เชียงใหม่

ท่องเที่ยวไป ใจเปี่ยมสุข

ตอน 5 ตามรอยหมอเมืองพร้าว

เมื่อพูดถึงเมืองพร้าว ผู้คนอย่างเราๆต้องนึกถึงอยู่สองอย่าง นั่นคือ หลวงปู่แหวนสุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง และหมอเมืองพร้าว

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นที่รู้จักกันในนาม "พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม" พระนักปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ได้รับการยอมรับนับถือมากรูปหนึ่ง คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าท่านเป็นพระนักปฏิบ้ติชาวล้านนา น้อยคนที่จะทราบว่าที่จริงแล้วท่านมีพื้นเพเป็นคนจากภาคอีสาน

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ มีชื่อเดิมว่า ญาณ หรือ ยาน รามศิริ เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.  2430 ที่บ้านหนองบอน ตำบลหนองใน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย เมื่อมีอายุได้ประมาณ 5 ขวบ ก่อนมารดาเสียชีวิต ได้สั่งเสียกับท่านไว้ว่า "ทรัพย์สมบัติใดๆในโลกนี้ แม่ไม่ยินดี แต่จะยินดีมาก ถ้าลูกจะบวชให้แม่ ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมีย ให้ตายในผ้าเหลือง" ด้วยคำพูดของโยมมารดา หลวงปู่แหวนท่านก็ได้บวชและใช้ชีวิตอยู่ในผ้าเหลืองจนมรณภาพ ท่านบวชเป็นเณรเมื่อ พ.ศ. 2439 อายุได้ 9 ปี ที่จังหวัดเลย แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น "แหวน" อยู่จำพรรษาที่วัดโพธิ์ชัย ต่อมาได้ถูกส่งไปเล่าเรียนที่วัดสร้างก่อ อำเภอหัวสะพาน จังหวัดอุบลราชธานี จนอายุครบบวชพระ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกาย หลังจากนั้นได้ดั้นด้นไปพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ด้วยความเลื่อมใสในปฏิปทาและชื่อเสียงอันโด่งดังของหลวงปู่มั่น เมื่อได้ปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นแล้ว คำแรกที่หลวงปู่มั่นสอนสั่ง คือ "ต่อไปนี้ให้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมา ให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน ให้ตั้งใจภาวนา อย่าได้ประมาท ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ จงอย่าเห็นแก่การพักผ่อนหลับนอนให้มาก" ประมาณ พ.ศ.  2470 ท่านได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากมหายานมาเป็นพระธรรมยุต ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และต่อมาได้พบกับหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นสหธรรมิก แยกกันออกแสวงหาความวิเวกสันโดษ อยู่ป่าเขา โดยหลวงปู่แหวนบำเพ็ญธรรมอยู่ที่ป่าเมี่ยง อำเภอแม่สาย

ต่อมา พ.ศ.  2498 อันเป็นปีที่หลวงปู่แหวนจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านปง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพียงลำพัง เกิดอาพาธเป็นแผลที่ขา อักเสบ ได้รับทุกขเวทนาเป็นอย่างยิ่ง พระอาจารย์หนู สุจิตโต แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ จึงพาหมอไปทำการรักษาให้ โดยการผ่าตัดสด ไม่มีการฉีดยาแต่อย่างใด ท่านอดทนให้รักษาจนหายในที่สุด อีกหลายปีต่อมา พระอาจารย์หนูเห็นว่า หลวงปู่แหวนอายุมากแล้ว ไม่มีใครดูแล จึงได้ชักชวนญาติโยมพากันไปนิมนต์ท่านให้มาจำพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2505 โดยยอมให้ท่านทำตามอธิษฐานจิตของท่านว่า จะไม่รับนิมนต์ ไม่ขึ้นรถ ไม่ลงเรือ แม้จะอาพาธหนักเพียงใด ก็จะไม่ยอมเข้าไปนอนในโรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงอยู่ต่อไปไม่ได้ ก็จะให้สิ้นไปในป่าอันเป็นที่อยู่ แล้วท่านก็ได้ปฏิบัติตามที่ตั้งใจไว้ได้

วัดดอยแม่ปั๋ง ตั้งอยู่บ้านแม่ปั๋ง หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว เป็นวัดที่หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เคยจำพรรษาตั้งแต่ พ.ศ.  2505 จนถึงมรณภาพ ใน พ.ศ. 2528 ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ คือวิหารไม้ กุฏิหลวงปู่แหวน กุฏิไม้ที่เรียกว่า "โรงย่างกิเลส" หรือ "โรงไฟ" ศาลาการเปรียญที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่แหวนเท่าองค์จริงตอนถือธุดงควัตร พิพิธภัณฑ์มณฑปประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนและอัฐิ รวมทั้งอัฐบริขารของหลวงปู่แหวน

ส่วนเรื่องของหมอเมืองพร้าว เป็น เรื่องราวของนายแพทย์ท่านหนึ่งที่มีตัวตนจริง (มิใช่หมอในอุดมคติในนวนิยายโด่งดังอีกเรื่องหนึ่ง คือ "เขาชื่อกานต์" ของ สุวรรณี สุคนธา) คือ นายแพทย์อภิเชษฐ์ นาคเลขา ผู้กลายเป็นตำนานในวงการแพทย์ชนบทของไทย ถือเป็นผู้หนึ่งที่ได้สร้างตำนานการอุทิศตนเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยในชนบทห่างไกล เป็นที่รู้จักกันดีในนาม "หมอเมืองพร้าว" จากหนังสือ "เสี้ยวหนึ่งของชีวิต หมอเมืองพร้าว" โดยหลังจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราช ได้เลือกไปเป็นแพทย์ประจำสถานีอนามัย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเขียนเล่าเรื่องราวประสบการณ์การทำงานในเมืองพร้าว อำเภอไกลปืนเที่ยงในจังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เรื่องราวชีวิตของแพทย์ชนบท ผู้ได้พบกับปัญหาต่างๆ ในชนบทเกี่ยวกับความทุกข์ยากของคนไข้ในชนบท โดยเฉพาะทางด้านอนามัย เรื่องราวการต่อสู้กับกระทรวงสาธารณสุข จนเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์เป็นที่รู้กันทั่วไป และการถูกคุกคามจากอิทธิพลท้องถิ่น นำมาเขียนลงในหนังสือหลายฉบับ จนมีการรวมเป็นเล่มชื่อ "จดหมายจากหมอเมืองพร้าว" หนังสือของนายแพทย์อภิเชษฎ์ เป็นที่นิยมและถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ "หมอเมืองพร้าว" ในปี 2522 ซึ่งเรื่องราวของหมอเมืองพร้าวนี้ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขมุ่งมั่นที่จะออกไปทำงานในชนบทอย่างมากในช่วงดังกล่าว

นายแพทย์อภิเชษฐ์ นาคเลขา จบชีวิตอย่างสงบ ในวันที่ 26 พ.ย. 2549 ในวัย 57 ปี ด้วยโรคมะเร็งในหลอดอาหาร...ปิดตำนาน "หมอเมืองพร้าว" ...ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับหมอชนบทมากมาย

หลังจากอิ่มอร่อยกับขาหมูเยอรมัน ที่ดอยสะเก็ด ผู้เขียนได้เดินทางต่อไปยังเมืองพร้าว ออกจากดอยสะเก็ด ใช้เส้นทางสาย 118 เหตุที่เรายอมขับรถอ้อมเพราะไม่อยากย้อนกลับเส้นทางเดิมที่จะต้องผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ระหว่างทาง เรา แวะเข้าไปเที่ยวเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ในวันนั้น...สภาพค่อนรกร้าง เงียบเหงา ไร้นักท่องเที่ยว จากนั้นเส้นทางสาย 118 นำเราไปสู่เขตอำเภอเวียงป่าเป้า ของจังหวัดเชียงราย ก่อนเข้าตัวอำเภอเวียงป่าเป้า ประมาณ 10 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสายแยก 1150 ที่มีป้ายบ่งบอกเส้นทางไปอำเภอพร้าว อีกไม่ถึง 50 กิโลเมตร เส้นทางนี้เป็นเส้นทางขึ้นเขา คดเคี้ยวไปมา ค่อนข้างเปลี่ยวทีเดียว ดีที่เราเดินทางในช่วงบ่ายยังไม่มืดค่ำ หากมืดค่ำคงน่ากลัวเหมือนกัน รถราผ่านไปมาน้อยมาก ถนนสูงๆต่ำๆ ค่อนข้างแคบ มีหินและดินถล่มจากภูเขาข้างทางเป็นช่วง ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก แต่ดีที่มีรถน้อย ป้ายบอกทางไปพร้าวหลังจากเลี้ยวเข้าทางสายรองมาแล้ว ไม่มีอีกเลย จนเราชักใจเสียว่ามาถูกทางหรือเปล่า ระยะทางเพียงแค่ 50 กิโลเมตรแต่ใช้เวลานานทีเดียวกว่าเราจะมาถึงเมืองพร้าว

อำเภอพร้าวอยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ประมาณ 115 กิโลเมตร มีโบราณสถานที่สำคัญ คือ วัดถ้ำดอกคำ วัดธรรมเจดีย์นิมิตร วัดดอยแม่ปั๋ง โดยเฉพาะวัดดอยแม่ปั๋งซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พระอริยสงฆ์ที่ชาวเชียงใหม่นับถือ อำเภอพร้าว มีชื่อเรียกตามภาษาพื้นบ้านว่า "เมืองป้าว" เป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณว่า "เวียงพร้าววังหิน" หรือ "เวียงแจ้สัก" ปัจจุบันเรียกว่า "เมืองพร้าว"

เมื่อได้สัมผัสเมืองพร้าว เมืองในหุบเขา ทำให้รู้ว่าพร้าวเป็นเมืองสงบกว่าหลายๆเมืองที่เคยผ่านมา ตัวอำเภอเมืองพร้าวมีความเจริญมากกว่าอมก๋อย บ้านเรือนร้านค้าแทบทั้งหมดเป็นบ้านไม้ซึ่งหาดูได้ยากในยุคนี้ ภูมิประเทศโดยรวมเป็นผืนนาเขียว มีเทือกเขาสูงเป็นฉากล้อมรอบ ทำให้พร้าวดูมีเสน่ห์ในความเรียบง่าย ที่พร้าวมีโรงแรมแบบรีสอร์ทหลายแห่ง นับว่าเยอะทีเดียวสำหรับเมืองขนาดเล็กเช่นนี้ เมื่อมาถึงพร้าวก่อนอื่นเราต้องหาที่พักก่อนค่ำมืด ขับรถตระเวนออกไปจนสุดเขตเมืองพร้าวทางไปแม่โจ้ ที่สุดมาได้ที่พัก "ลานคูนวิวดอย" ที่ด้านหน้าเป็นร้านอาหาร ด้านหลังเป็นเรือนพักเรียงรายติดท้องนาที่กำลังชูช่อเขียวชอุ่ม

ตรงตามสเป็คเลย อยากพักที่พักริมท้องนาเขียวมานานแล้ว อยากนั่งเงียบๆ ฟังเสียงสายลมพัดโชยล้อปลายต้นข้าวเขียว ใช้ชีวิตช้าๆกับธรรมชาติ บ้านที่เราพักเป็นทรงเอเฟรม เมื่อเปิดประตูด้านหลังห้องพัก

...นาเขียวและดวงตะวันกลมโตที่กำลังจะลับขอบฟ้ารอเราอยู่...

ในวันรุ่งขึ้น หลังอำลา "ลานคูนวิวดอย" เรามุ่งเข้าตัวเมืองพร้าวก่อน เพื่อตามหาตำนานหมอเมืองพร้าว โรงพยาบาลเมืองพร้าว มองจากริมถนนด้านนอกมีผู้คนเข้าใช้บริการกันคึกคัก เปลี่ยนสภาพจากโรงพยาบาลขนาด 10 เตียงในสมัยของหมอเมืองพร้าว ในวันนี้เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอพร้าว มีขนาด 60 เตียง

จากนั้นเรามุ่งหน้าไปตามเส้นทางสาย 1001 เพื่อไปนมัสการรูปปั้นหลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งของประเทศไทย

วัดดอยแม่ปั๋ง ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว ห่างจากตัวเมืองตามเส้นทางสายเชียงใหม่ - แม่โจ้ - พร้าว (ทางหลวงหมายเลข 1001) เป็นระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ประตูวัด ทางด้านขวามือ อยู่ติดถนนใหญ่ จะเห็นซุ้มสีขาวเป็นทางเข้า ข้างบนมีรูปปั้นของหลวงปู่แหวน ถือไม้เท้าอยู่ข้างบน เรารับรู้ได้ถึงความสงบร่มเย็น มีสุนัขพันธุ์ไทยแท้นอนตากแดดอุ่นรอรับอยู่หน้าประตู มันลุกขึ้นบิดตัวต้อนรับอย่างเกียจคร้านเมื่อเราจอดรถทักทายมัน เลี้ยวรถเข้าไปอีก ประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงวัดดอยแม่ปั๋ง ภายในวัด เป็นสถานที่เงียบสงบมาก มีต้นใม้ใหญ่ ปกคลุมทั่วบริเวณ สมกับเป็นวัดป่า มีทางเดินซีเมนต์ทอดนำผ่านร่มไม้ไปสู่กุฏิที่หลวงปู่แหวนเคยจำพรรษาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 จนถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2528 สิริอายุ 98 ปี กุฏินี้ตกแต่งเรียบง่าย มีรูปหล่อขี้ผึ้งหลวงปู่เท่าองค์จริง ในอิริยาบถที่ทุกคนคุ้นเคย เป็นเรือนกระจกหลังย่อม มีระเบียงไม้เชื่อมต่อไปสู่เรือนบริวารหลังอื่น

มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อหลวงปู่แหวนได้มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ครั้งแรกท่านพักอยู่ที่กุฏิหลังเล็กๆหลังหนึ่ง การมาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งนี้ ท่านได้มีข้อตกลงกับพระอาจารย์หนูว่า หน้าที่ต่างๆ และกิจทุกอย่างที่มีขึ้นในวัด ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูแต่เพียงผู้เดียว ส่วนท่านจะอยู่ในฐานะพระผู้เฒ่าผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่มีภาระใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้หลวงปู่แหวนจะไม่รับนิมนต์โดยเด็ดขาด แม้ที่สุดถึงจะเกิดอาพาธหนักเพียงใดก็ตาม ท่านไม่ยอมนอนรักษาที่โรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะอยู่ต่อไปไม่ได้ ท่านก็ขอสิ้นไปในป่าอันเป็นที่อยู่ ตามที่บูรพาจารย์ของท่านเคยปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน

นั่งสวดมนต์ทำใจเป็นสมาธิที่นี่อยู่นานทีเดียว จึงเลื่อนประตูกระจกปิด รวมทั้งงับประตูรั้วเล็กด้านหน้า เราได้มีโอกาสได้ทำบุญกับพระภิกษุชรารูปหนึ่งที่กำลังกวาดลานวัด ท่านให้ศีลให้พรและแนะนำให้เราไปชมกุฏิหลังเก่าของหลวงปู่แหวนที่อยู่ถัดไป เดินตรงต่อไปนิดเดียว เป็นวิหารไม้ กุฏิหลวงปู่แหวน กุฏิไม้ที่เรียกว่า โรงย่างกิเลส หรือโรงไฟ และวิหารที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่แหวน ทางเดินทางเชื่อมและสภาพทั่วไปภายในวัดดอยแม่ปั๋ง ร่มรื่น สงบ เรียบง่าย ด้านหลังเป็นมณฑปบริเวณถวายพระเพลิงหลวงปู่แหวน สุจิณโณ มณฑปหลวงปู่แหวน สุจิณโณซึ่งตรงกลางของมณฑปมีสถูปเจดีย์บรรจุพระธาตุและอัฐิ รวมทั้งอัฐบริขารของท่านจัดแสดง

เดินต่อไปตามทางลาดซีเมนต์ที่ร่มรื่น มีแผ่นไม้เขียนคติธรรมสอนใจติดตามต้นไม้เป็นช่วง เริ่มจากแผ่นไม้แผ่นใหญ่ที่จารึกถ้อยคำสั่งเสียของโยมมารดาว่า "ลูกเอํย...แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใดๆในโลกนี้ล้วน กี่โกฏิก็ตามแม่ไม่ยินดี แม่จะยินดีมากถ้าลูกจะบวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมา มีลูกมีเมียนะ.." ระหว่างหมู่แมกไม้มีกุฏิไม้ใต้ถุนสูงเรียบง่าย ส่วนใหญ่ร้างไม่มีภิกษุจำพรรษา อาจเป็นเพราะเป็นนอกพรรษา แต่กระนั้นกุฏิร้างเหล่านี้สะอาดสะอ้าน เดินชมนกชมไม้ด้วยความสงบทางใจไปจนถึงสระน้ำใหญ่ ความสงบที่ผ่านมาเริ่มหายไป เมื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ลงจากรถปิคอั้พที่เพิ่งเข้ามาจอด

จึงได้เวลาที่เราจะอำลา วัดดอยแม่ปั๋ง และเมืองพร้าว


โปรดอ่านต่อฉบับหน้า