ดับคนดัง : อินทรา คานธี แห่งอินเดีย (๒)

บันทึกวันวาร

นอกจากนั้นพรรคกาลีดาลยังเรียกร้องอีกหลายอย่างหลายประการ ที่สำคัญคือให้ประกาศว่า อมฤตสาร์ คือเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ ต้องอยู่เหนือการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญของประเทศ ชาวซิกข์ทุกคนมีสิทธิพิเศษ โดยเฉพาะเหมือนกับเป็นดินแดนอิสระ หรือพูดง่ายๆก็คือ ให้แยกไปเป็นดินแดนอิสระ ไม่ต้องขึ้นกับรัฐบาลกลางนั่นเอง

อินทิรา คานธี ไม่ยอมเล่นด้วย ถึงกระนั้นก็ยังเล่นไม้นวม โดยชวนให้มีการนั่งโต๊ะเจรจา และทบทวนข้อตกลงต่างๆในอดีตที่เคยทำเอาไว้สักครึ่งหนึ่งก่อน

พรรคกาลีดาล ปฏิเสธ ดึงดันจะทำตามใจที่ตั้งเอาไว้ให้ได้

อินทิราปฏิเสธเด็ดขาด

ดังนั้น แผนสกปรกทั้งหลายก็ถูกนำมาใช้ โดยพรรคกาลีดาล ตัวการสำคัญสร้างสถานการณ์วุ่นวายขึ้นทั้งภายในและภายนอกรัฐ ลอบฆ่านักการเมืองสำคัญ จี้เครื่องบิน ปล้นรถโดยสาร ลักพาตัวประกัน ฆ่าหมู่ชาวบ้าน ทำให้รัฐปัญจาบแตกแยกเป็นก๊ก เป็นเหล่า ตามที่นักการเมืองปั่นหัว และในที่สุดก็ขัดแย้ง ฆ่าฟันกันเอง

อินทิรา คานธี ผู้นำอินเดียก็ได้หาทางจัดการกับพวกก่อความวุ่นวายอย่างเอาจริงเอาจังแต่ไม่สัมฤทธิผล ต่อมา ซิง ซาฮิบ เกียนี่ ประทับ ซิงห์ ผู้ยิ่งใหญ่ในวิหารศรีอกัลตักห์ ซาฮิบ ได้ถึงแก่ความตายโดยถูก ภิน ดรันวัล หนึ่งในผู้ก่อการร้ายสังหาร และการตายของ ประทับ ซิงห์ นี่เอง ทำให้ตำแหน่งสำคัญทางศาสนาว่างลง ภิน ดรันวัล เลยถือโอกาสยึดวิหารทองคำไว้ทั้งหมด ทั้งกำลังคน และอาวุธ เขามีอำนาจสิทธิ์ขาดคนเดียว เหนือวิหารทองคำ เหล่าอาชญากร นักฆ่าอาชีพ ต่างเดินทางมายังวิหารทองคำ เพื่อสมัครเป็นกำลังของ ภิน ดรันวัล

ภิน ดรันวัล ได้สร้างสถานศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาให้กลายเป็นปราการสำคัญการสู้รบ ที่รวมอาชญากรร้ายทั้งมวลตั้งแต่บัดนั้น

วาระนั้น การเจรจาต่างๆจากรัฐบาลกลาง หรือรัฐบาลท้องถิ่นกับพวกคลั่งศาสนาพวกนี้ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกขณะ รัฐมนตรีมหาดไทยขอร้องให้หัวหน้าพรรคกาลีดาล จับตัวภิน ดรันวัล ส่งทางการเสียเพื่อยุติเรื่องราวโหดต่างๆที่เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายปี

แต่คำขอเหล่านี้ไม่เป็นผล การฆ่า-สังหารยังคงมีอยู่เป็นประจำ หลายศพถูกโยนออกมาจากวิหารทองคำ มาให้เป็นอาหารสุนัขข้างถนนภายนอก

บนดาดฟ้าของวิหาร แต่ละแห่งจะมีมือปืนระดับพระกาฬรักษาการณ์อยู่ พร้อมตลอดเวลาไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คน ที่เป็นมือปืนจากนรกจริงๆ นอกนั้นเป็นอาชญากรที่หนีมาจากรัฐอื่นๆ และพวกคนหนุ่มๆที่คลั่งคำสอนของ ภิน ดรันวัล มาสมทบกองกำลังโจรด้วย

เมื่อไม่ว่าทางใดก็ไร้ผล จึงประกาศเอาจริงเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า

สองสามวันก่อนนั้นได้เกิดการนองเลือดขึ้นที่ปัญจาบ อันเป็นผลเกิดจากการกระทำของผู้ประสงค์ร้าย สร้างสถานการณ์สยองขวัญขึ้นทั่วไป เหมือนจะกดดันให้รัฐบาลสิ้นความอดกลั้น ทางรัฐบาลจึงขอเตือนว่า หากกลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่หยุดยั้งการกระทำดังกล่าว ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษ

เสียงประกาศขู่ของรัฐบาล ไม่ทำให้เหล่าร้ายในปัญจาบสะดุ้งหวาดกลัว สถานีรถไฟหลายแห่งถูกเผา ชาวฮินดูถูกฆ่าโหดหลายร้อยคน

ดังนั้น รัฐบาลจึงประกาศเคอร์ฟิวในเมืองอมฤตสาร์ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๑๙๘๔ และหลังจากประกาศ กำลังทหาร ๗๐,๐๐๐ คน เข้าประจำการจุดสำคัญต่างๆทั่วรัฐปัญจาบ โดยเฉพาะรอบๆวิหารทองคำ มีทหารเข้าไปประจำหนาแน่นเป็นพิเศษ

ความจริงแล้วอินทิราต้องการเพียงแค่ขู่ให้พวกคลั่งศาสนาจนกลายเป็นโจรให้หยุดยั้งการกระทำอันบ้าคลั่ง รัฐบาลคิดผิด เหตุการณ์ร้ายต่างๆยังก่อเกิดขึ้นไม่หยุดยั้ง

อินทิราจึงประกาศทางวิทยุและโทรทัศน์ให้กลุ่มต่างๆในรัฐปัญจาบ เลิกก่อเหตุร้ายเสียแต่ก็ไร้ผล ยังมีเหตุร้ายต่างๆเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรม วางเพลิง จี้ ปล้น ทำให้ชาวซิกข์และฮินดู ต้องเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก และทำให้ประเทศชาติเสียหายใหญ่หลวง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนามาบัดนี้ได้กลายเป็นแหล่งซ่องสุมเหล่าอาชญากร คอยทำร้าย เข่นฆ่า ผู้เข้าไปสักการบูชา ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง รัฐบาลจึงขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย ให้หันหน้าเข้าหากันสำหรับทุกกลุ่ม พูดจากัน และนี่คือโอกาสสุดท้ายแล้ว

เหล่าก่อการร้ายไม่สนใจในคำขู่ของนางอินทิรา พฤติกรรมเดิมๆถูกทำซ้ำเติมหนักเข้าไปอีก

เมื่อมีคำตอบเช่นนี้ รัฐบาลก็สิ้นความอดทน กองพันทหารราบหน่วยรบที่ ๑๒ จากรัฐพิหาร ถูกส่งเข้ามาปฏิบัติการในอมฤตสาร์ โดยคำสั่งของ อินทิรา คานธี

แรกๆ หน่วยทหารจากรัฐพิหาร เพียงใช้วิธีรายล้อม ต่อมาเปลี่ยนแผนเป็นไปซ่อนตัวบนยอดตึก ซึ่งมีความสูงไล่เลี่ยกับวิหารทองคำ ต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่ จนกระทั่ง ๓ มิถุนายน ๑๙๘๔

ฝ่ายรัฐต้องการให้ทุกสิ่งยุติลงโดยปราศจากการนองเลือด จึงประกาศขยายเสียงให้ออกมามอบตัว ประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีก และแล้วก็มีคำตอบ คือกระสุนปืนทุกชนิดที่กราดยิงออกมา

นับแต่วินาทีนั้น การเจรจาสันติเป็นอันสิ้นสุดลง

เช้าวันที่ ๔ มิถุนายน ๑๙๘๔ ทางทหารเริ่มตอบโต้ โดยใช้ปืน ๓.๘๗ ซีเอ็ม เมาท์เท่น (C.M. Mountain) แรงทำลายสูง กระหน่ำครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เหล่าร้ายกลับตอบโต้ด้วยจรวด อาร์.พี.จี. (Rocket Power Gun) ทำให้ฝ่ายทหารแตกกระเจิง

มาถึงตอนนี้ ทหารต้องใช้เฮลิคอปเตอร์กับรถถังเข้าถล่ม โดยรายล้อมเมืองอมฤตสาร์ไว้ทุกด้าน ปืน รถถัง หันปากกระบอกไปที่วิหารทองคำ พร้อมที่จะระเบิดวิหารศักดิ์สิทธิ์ให้พังทลายในพริบตา ศพเกลื่อนถนน

ชาวซิกข์พากันหวาดวิตกว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์ของตนจะถูกทำลาย พากันทำร้ายทุกคนที่ขวางหน้า เล่นงานตำรวจ และทหาร ตำรวจได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุนจริง เมื่อมีประชาชนเข้าร่วมด้วย

รัฐบาลเปลี่ยนแผนใช้หน่วยคอมมานโดปฏิบัติการ เข้าจับตัวผู้ก่อการร้ายในวิหารแบบสายฟ้าแลบ ไม่ให้วิหารทองคำเป็นอันตราย การปฏิบัติการเริ่มเมื่อตอนเที่ยงคืน วันที่ ๕ มิถุนายน ๑๙๘๔

คอมมานโด ๔๐ คน สวมเสื้อเกราะกันกระสุน บุกเข้าด้านหลังของวิหาร ความมืดทำให้พวกซิกข์ ซึ่งอยู่บนยอดหอคอยมองไม่เห็น พยายามเล็ดลอดเข้าไปในวิหารครูรามดัสลังการ์ ในที่สุดก็จับได้หมด เมื่อตอนฟ้าสางพอดี ตอนนี้เหลือแต่ตัววิหาร และระเบียงรอบสระเท่านั้น ที่ยังยึดไม่ได้

เจ้าหน้าที่คอมมานโด ๔๐ คน เสียชีวิตไป ๓ คน บาดเจ็บ ๑๙ คน นอกนั้นปลอดภัย

คืนต่อมา หน่วยคอมมานโดถูกส่งเข้าไปปฏิบัติการ ณ วิหารทองคำ อันเป็นที่ซ่อนตัวของ ภิน ดรันวัล หัวหน้ากลุ่มผู้คลั่งศาสนา ขณะที่คอมมานโด บุกเข้ามายังวิหารอกัลดักห์ ก็พบกับภิน ดรันวัล เกิดการปะทะกัน ภิน ดรันวัล ถูกสะเก็ดระเบิดชิ้นหนึ่งตัดใบหน้า เสียชีวิตในที่ปะทะ

การต่อสู้ดำเนินการต่อไปถึงบ่ายวันที่ ๗ มิถุนายน ๑๙๘๔ พวกก่อการร้ายกลุ่มสุดท้ายชูธงขาวเดินออกจากวิหารทองคำ ยอมแพ้ รัฐบาลเป็นฝ่ายชนะ เป็นอันว่า ปฏิบัติการบลูสตาร์สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์

ยึดวิหารได้ พวกคลั่งศาสนาเสียชีวิตร่วมพันคน ทหารเสียชีวิตร่วมสองร้อยคน

รัฐบาลชนะ แต่ปัญหาเรื่องศาสนาของซิกข์ยังไม่จบ การเข้ายึดวิหารทองคำของอินทิราครั้งนี้ สร้างความแค้นเคืองให้แก่ชาวซิกข์เป็นอย่างมาก ซิกข์ทุกคนหาทางแก้แค้นแทนชาวซิกข์ที่เสียชีวิตไป

ฮารินเดอร์ ซิงห์ ทูตประจำกรุงออสโล เป็นชาวซิกข์ผู้หนึ่ง ทำงานให้รัฐบาลอินเดียมาสิบกว่าปี ทันทีที่แผนบลูสตาร์ประสบความสำเร็จ เขายื่นใบลาออกทันที ด้วยต้องการล้างแค้น อินทิรา คานธี

ฮารินเดอร์ ซิงห์ เริ่มติดต่อกับ บีน ซิงห์ ฆาตกรคนแรกที่ยิงอินทิรา บีน ซิงห์ เป็นญาติห่างๆ ซึ่งทำหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของอินทิรา คานธี พร้อมกับส่งเงินมาให้หนึ่งแสนเหรียญดอลลาร์ เพื่อชำระแค้นของเขาให้สำเร็จ

นอกจาก บีน ซิงห์ ฮารินเดอร์ยังได้ทาบทาม บัลไบ ซิงห์ รองสารวัตรตำรวจ หน่วยคุ้มกันความปลอดภัย (รปภ.) ของ อินทิรา คานธี ให้ช่วยทำงานสำคัญให้อีกด้วย

ครั้งแรก วางแผนจะให้ บีน ซิงห์ นำระเบิดไปวางไว้ในห้องทำงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประจำ แล้วใช้รีโมทคอนโทรล แต่ไม่สามารถจะหาได้ ประกอบกับ บัลไบ ซิงห์ เรียกร้องเงินในการนี้สูงเกินไป จึงต้องยกเลิก

อย่างไรก็ตาม การประชุมแบบลับๆระหว่างชาวซิกข์ทั้งหลาย มีการประชุมกันเป็นประจำ ที่จะหาทางสังหารนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี ให้จงได้ ในที่สุด บีน ซิงห์ ก็ได้รับเลือกให้เป็นมือสังหาร

บีน ซิงห์ เป็นคนตำบลบาโลย่า เมืองจันดีการ์ ตามวรรณะ เขาเป็นคนชั้นต่ำ ร่างเตี้ย แต่โชคดีได้เรียนหนังสือจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ปี ๑๙๗๒ บีนได้รับเลือกให้มาเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยในบ้านพักของ นางอินทิรา คานธี ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่เขาทำงานมา เขาได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชามาก จวบจนกระทั่ง...

ไม่มีใครคาดคิดว่า เขาจะร่วมมือกับพวกหัวรุนแรง คิดสังหารเจ้านายของตนเองได้

เนื่องจากเขาได้รับเงินจาก ฮารินเดอร์ ซิงห์ ถึงหนึ่งแสนเหรียญดอลลาร์ และถูกเป่าหูจาก บาฮาเดอร์ ซิงห์ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญจากกระทรวงเกษตร และเป็นคนเกลียดฝ่ายรัฐบาลรุนแรง พอวิหารทองคำถูกถล่ม บาฮาเดอร์ ซิงห์ ก็หาทางตอบโต้รัฐบาลโดยหันมายุให้หลานชายดำเนินการโหดครั้งนี้ด้วย

บีน ซิงห์ ได้เลือกเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ชื่อ สัตวันต์ ซิงห์ หนุ่มวัย ๒๑ ปี จากตำบลอัตวัน ซึ่งเป็นอำเภอชายแดน ห่างจากปากีสถาน เล็กน้อย

สัตวันต์ รับราชการเป็นตำรวจ กองพันที่ ๕ เมื่อปี ๑๙๘๒ ต่อมาถูกส่งไปฝึกหลักสูตรคอมมานโด สำเร็จแล้วย้ายมาอยู่กองพันที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี ซึ่งแม้สัตวันต์จะรักษาการณ์อยู่ด้านนอก แต่ก็สามารถเปลี่ยนเวรเข้ามารักษาการณ์ภายในได้

สัตวันต์ถูกเกลี้ยกล่อมจาก บีน ซิงห์ จนกระทั่ง ๑๗ ตุลาคม ๑๙๘๔ จึงตอบตกลง ทั้งๆที่ตอนนั้น เขากำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว ต่อมาวันที่ ๒๑ ตุลาคม บีน และสัตวันต์ มาพบกันที่วิหารทองคำ เพื่อรับทราบรายละเอียดต่างๆในที่ประชุมใหญ่ของพวกหัวรุนแรง พอประชุมเสร็จ สัตวันต์ก็เดินทางกลับเดลี โดยมีชายแปลกหน้า ๕ คน ติดตามไปด้วย

เช้าวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๑๙๘๔

บีน ซิงห์ กับ สัตวันต์ ก็ร่วมกันปฏิบัติการโหด โดยลั่นกระสุนสังหารนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี จนถึงแก่ความตายดังกล่าว

เขาได้ยุติบทบาทของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอินเดีย แม้ตาย แต่โลกจะจดจำเธอไปตลอดกาล

อินทิรา คานธี เกิดในตระกูลสูง มีฐานะดี บิดาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย ผู้นั้นคือ เยาวหราล เนรูห์ ส่วนมารดาชื่อ กมลา ซึ่งถึงแก่กรรม เมื่ออินทิราอายุ ๑๙ ปี

อินทิรา คานธี เกิด ค.ศ.๑๙๑๗ ที่เมืองอัลลา ฮาบัต การสูญเสียมารดาไม่ได้ทำให้อินทิราขาดความอบอุ่นในชีวิตแต่อย่างใด เพราะเนรูห์ บิดา ได้เอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ตั้งแต่วัยเด็ก อินทิรา คานธี ได้ดำเนินชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ณ คฤหาสน์ของปู่ที่เมืองอัลลา ฮาบัต ในขณะนั้น ทั้งบิดา และปู่ และญาติพี่น้อง ที่เป็นชายทุกคน ถูกจับขังในเรือนจำ เพราะร่วมในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย

อินทิรา คานธี ได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุดเท่าที่กุลสตรีซึ่งเกิดมาในตระกูลมั่งคั่งของอินเดียจะพึงได้รับ อินทิราศึกษาภาษาต่างประเทศขั้นต้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย "ศานตินิ เตตัน" ในอินเดีย หลังจากได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ที่ได้จากสถานศึกษาต่างๆ ดูเหมือนจะมีความสำคัญน้อยกว่าความรู้ที่ได้รับจากจดหมายหลายฉบับที่บิดาของอินทิรา เขียนถึงในระหว่างที่ถูกกักขังในเรือนจำ จดหมายเหล่านั้น พร่ำสอนด้วยวาทศิลป์อันซาบซึ้ง ได้อบรมบ่มนิสัยอย่างละเอียดอ่อน และถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิด ตลอดจนอุปนิสัยใจคอจากบิดาไปสู่ลูก โดยที่อินทิราเองอาจไม่รู้สึกตัว

อินทิรา คานธี เล่นการเมืองอย่างจริงจัง เมื่ออายุ ๒๑ ปี ได้จัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า "หน่วยสื่อสารวานร" เป็นหน่วยที่ถือสารทางการเมือง เล็ดลอดผ่านแนวของอังกฤษ อันเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย

อินทิรา คานธี แต่งงานกับ เฟโรย์ คานธี นักกฎหมายหนุ่มเผ่าปารี ซึ่งได้รับการคัดค้านจากบิดาเนห์รู และชาวอินเดียนับล้านคน เพราะเป็นธรรมเนียมของชาวฮินดู ที่ไม่สนับสนุนให้ชนเผ่าฮินดู ไปแต่งงานกับชนเผ่าอื่น แต่อินทิราเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง จึงได้แต่งงาน และเมื่อเธอกลับจากฮันนิมูนกับสามีหนุ่ม เธอก็ถูกอังกฤษจับเข้าคุก ๑๓ เดือน ในข้อหาก่อกวน บ่อนทำลาย

ต่อมาในปี ๒๕๐๓ สามีของเธอถึงแก่กรรม หลังจากที่มีบุตรแล้ว ๒ คน คือ ราจิป และ สัญชัย ซึ่งขณะนั้น ทั้งสองมีอายุ ๒๒ และ ๒๐ ปี ตามลำดับ และกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

เมื่อศาสตรี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ถึงแก่อาสัญกรรม อินทิรา คานธี บุตรคนเดียวของเนห์รู ก็ได้รับเสียงจากพรรคอินเดียคองเกรส ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ด้วยคะแนนเสียง ๓๕๕ ต่อ ๑๖๙ การดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ย่อมหมายถึงความรับผิดชอบในการจัดตั้งรัฐบาลอินเดียชุดใหม่ด้วย ดังนั้น อินทิรา คานธี ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียในคราวเดียวกัน

การที่ อินทิรา คานธี ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น มิใช่ว่านางเป็นบุตรีของ เนห์รู หากแต่คุณสมบัติส่วนตัว ซึ่งเพราะเธอเป็นนักบริหารที่เปรื่องปราด เป็นนักการเมืองที่เฉลียวฉลาด เป็นผู้ที่มีศัตรูทางการเมืองน้อยที่สุด มีชื่อเสียงโด่งดัง อยู่ในความนิยมของสมาชิกพรรคคองเกรสโดยทั่วไป

สถานการณ์ที่อินเดียเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลต้องแบกภาระหนักยิ่งกว่าสมัยบิดาของเธอ และทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เกิดปัญหาความอดอยากของประชากรอินเดียไม่น้อยกว่า ๑๒ ล้านคน พร้อมๆกับความแห้งแล้งทั่วประเทศ มิหนำซ้ำยังมีเรื่องวิวาทบาดหมางระหว่างกลุ่มศาสนามากมาย โดยเฉพาะอิสลามกับฮินดู และฮินดูกับซิกข์ ซึ่งขยายออกไปทุกขณะ

อีกทั้งภายนอกประเทศ อินเดียตกอยู่ในวงล้อมของศัตรู จีนคุกคามทางเหนือ ปากีสถานอยู่ทางตะวันตก

อย่างไรก็ดี อินทิรา คานธี ก็สามารถแก้ไขได้อย่างงดงาม และด้วยความสามารถเฉพาะตัว บางครั้งนุ่มนวล บางครั้งแข็งกร้าว จนกระทั่ง ปี ๑๙๘๔ หลังจากเกิดศึกวิหารทองคำ กับปฏิบัติการ บลูสตาร์ ปราบจนราบคาบแล้ว กลับกลายเป็นรอยแค้นของชาวซิกข์ ที่ไม่ยอมให้ใครแตะต้องวิหารทองคำอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา

ผลงานของ อินทิรา คานธี จึงกลายเป็นเรื่องเศร้า และก่อให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงสะเทือนโลกไปในที่สุด เธอถูกมือปืนชาวซิกข์ ซึ่งเป็นหน่วยอารักขาคุ้มครองของเธอเองสังหาร

อินทิราจบชีวิตในบ้านของตัวเอง ปิดฉากชีวิตของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอินเดีย เป็นโศกนาฏกรรมที่โลกไม่เคยลืมเลือน!