พระราชภาระอันหนักหน่วง

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยที่จะให้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวี ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างเสด็จประพาสยุโรปใน พ.ศ.2440 ได้มีการออกเป็นพระราชกำหนดผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์ ร.ศ.115 ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกร่างด้วยพระองค์เอง ประกอบด้วย 20 มาตรา ส่วนหนึ่งเป็นข้อกำหนดเพื่อปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ อีกส่วนหนึ่ง เป็นขอบเขตอำนาจหน้าที่และแนวทางในการปฏิบัติที่ปรากฏในพระราชกำหนด

พระราชกำหนดฉบับนี้มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนารถ อันเป็นพระราชชนนีแห่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช มกุฎราชกุมาร นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ มีจำนวนผู้เป็นที่ปฤกษาดังมีนามต่อไปนี้ คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภาณุพันธุวงษ์วรเดช พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงษ์วโรประการ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ และเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ รวม 5 ด้วยกัน และให้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม เป็นราชเลขานุการในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถซึ่งสำเร็จราชการแผ่นดิน และเป็นเลขานุการในที่ประชุมผู้เป็นที่ปฤกษาของผู้สำเร็จราชการด้วย

แต่เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติราชการกระทรวงทบวงต่างๆที่เกี่ยวกับงานด้านกฎหมายตุลาการและงานธุรการ และให้ผู้สำเร็จราชการเสนอเรื่องไปปฤกษาและติดต่อรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างสม่ำเสมอ และไม่ให้กระทำการใดอันมีผลต่อการขัดขวางการรักษาพระบรมเดชานุภาพและพระราชธรรมประเพณี ตลอดจนทำตามข้อตกลงที่ทำไว้แล้ว

ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของพระราชอำนาจ และทรงใช้พระราชอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในขอบเขตราชอาณาจักร เมื่อทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ จึงมีการออกกฎเกณฑ์ข้อบังคับให้ต้องปฏิบัติตามและเงื่อนไขที่ต้องละเว้นการปฏิบัติในเรื่องที่จะล่วงละเมิดพระราชอำนาจด้วย ยิ่งมีการให้ผู้อื่นเข้ามาทำหน้าที่แทนโดยเฉพาะที่เป็นสตรีภายใต้การปกครอง จึงต้องมีการใช้กฎเกณฑ์ด้านความเชื่อมาเป็นเครื่องป้องกันการท้าทายอำนาจของบุรุษไว้เป็นการล่วงหน้า ด้วยการกำหนดให้สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนารถ ซึ่งสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ต้องทรงกระทำสัจจาธิษฐานกับทั้งผู้เป็นที่ปฤกษาก็ต้องกระทำสัตย์สาบานในการที่รับตำแหน่งนั้นๆด้วย

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการรับรองว่า 'ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากในการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการของ สมเด็จพระนางเจ้าพระอรรคราชเทวี จึงทรงเลื่อนพระอิสริยศขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนารถ'

ในยุคที่สตรียังถูกจำกัดบทบาทอยู่เป็นอันมาก ในครั้งนั้น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ จึงต้องเผชิญกับการแบกรับภาระทั้งจากการเป็นฝ่ายใน และในฐานะผู้ใช้อำนาจในพื้นที่ราชบัลลังก์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบในพระราชหฤทัยเป็นอย่างดี ดังพระราชโทรเลขที่ทรงมีมาถึงพระมเหสีในเวลาต่อมาว่า

"ฉันวิตกกลัวเธอจะไม่สบายด้วย เพราะต้องรักษาพยาบาลเป็นธุระในการไข้เจ็บหลายคนดั่งแต่ก่อน ขอให้ระวังตัวเธอเองจงมาก ถ้าเธอเจ็บไปแล้ว เป็นอันพ้นวิไสยที่ฉันจะทำการอันใดที่นี่ให้ดีได้"

ขณะเดียวกันสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ก็ทรงกังวลพระทัยกับพระราชภาระครั้งนี้เป็นอย่างมาก มีรับสั่งว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแต่สตรี ถึงว่ามีน้ำใจจงรักต่อราชการบ้านเมืองซึ่งเป็นชาติภูมิของตนอยู่เป็นที่สุดที่จะรับเป็นผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์บังคับบัญชาราชการบ้านเมือง ก็ยังมีความวิตกอยู่เป็นอันมาก เพราะการก็ยากตัวก็ยังมิได้คุ้นเคยบังคับบัญชามาแต่ก่อน ..."

แม้กระนั้นก็ทรงมีความยินดีที่จะได้สนองพระเดชพระคุณเป็นผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์ ถึงแม้การนั้นจะเป็นความยากลำบากสักเพียงใด ทรงประกาศที่จะรักษาราชการตามพระบรมราชประสงค์โดยความซื่อสัตย์สุจริตเต็มกำลังและสติปัญญาของพระองค์ทุกประการ

ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของพระราชภารกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์ ซึ่งเป็นที่มาของพระสมัญญานาม 'สมเด็จรีเยนต์' เป็นช่วงเวลาหนึ่งทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ได้รับความสนใจศึกษาทางด้านบทบาทของสตรี เนื่องจากสังคมไทยในยุคนั้นเชื่อกันว่า ผู้หญิงเป็นกลุ่มต้องห้ามที่ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือสังคมภายนอกบ้านแต่อย่างใด การปรับเปลี่ยนบทบาทของสตรีจากภาพนี้จึงถูกมองว่ามีเป้าหมายที่จะนำพาสยามประเทศไปสู่ชาติตะวันตกซึ่งมีความซิวิไลซ์ อันเป็นพระราชนโยบายโดยตรงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะสื่อสารสู่ภายนอกว่า ผู้หญิงไทยได้รับการยกย่องให้ออกมาทำหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ชายในด้านการปกครองราชอาณาจักรและการรักษาราชอาณาจักรให้มีความอยู่เย็นเป็นสุข

แต่ก็มีผู้วิเคราะห์กันในเวลาต่อมาว่า ระยะเวลา 9 เดือน สำหรับสตรีที่จะปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างที่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ต้องทรงแบกรับด้วยความมุ่งมั่งและตั้งใจที่จะสนองพระเดชพระคุณพระสวามีด้วยความจงรักภักดีเป็นพระราชภาระที่หนักหน่วงและส่งผลต่อพระพลานามัยในบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระองค์เป็นอย่างมาก

พระราชกิจที่ สมเด็จรีเยนต์ จะต้องดำเนินการตามพระราชกำหนดฯ ร.ศ.115 ประกอบด้วย บัญญัติข้อบังคับสำหรับการทั้งปวงทั่วไป กระทำการทั้งหลายอันเป็นพระราชกิจของพระเจ้าแผ่นดินจะพึงได้ทรงกระทำสำหรับการปกครอง และรักษาราชอาณาจักรให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป เป็นเสมือนตารางการดำเนินชีวิตของพระองค์ที่ตีกรอบไว้ให้ต้องทรงปฏิบัติในแต่ละวัน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบเอาไว้ให้ว่ามีสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำอย่างไร

อาทิ การเสด็จประพาส หรือการเสด็จฯไปทรงเยี่ยมโรงเรียน โรงพยาบาล พระราชอุทยาน ให้พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม ตามเสด็จในรถพระที่นั่งฤาเรือพระที่นั่งทุกครั้ง แลให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์ พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยาเทเวศร์วงษ์วิวัฒน์ พระยามหามนตรี พระยาชัยยุทธ์โยธินทร์ พระยาทรฤทธิ์ราชทัช ผู้หนึ่งผู้ใด หรือสองในสาม ตามเสด็จเหมือนอย่างพนักงานกรมวัง พระราชพิธีสำคัญที่ควรเสด็จฯ ได้แก่ การจุดเทียนพรรษา ถ้าเสด็จฯไปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถวายพระราชาคณะ พระครูถานุกรม ปเรียญ ฤาจุดเทียนพรรษาวัดพระเชตุพนฯด้วยก็ควร เว้นไว้แต่จะไม่เสด็จฯก็ได้ ให้พระเจ้าลูกเธอเสด็จฯแทน การเฉลิมพระชนมพรรษา ให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จออกถวายไตรแลทรงจุดเทียน เครื่องนมัสการที่พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยและพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระราชพิธีถือน้ำสัตยา ให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จออก พระที่นั่งสนามจันทร์แล้วออกพระที่นั่งอมรินทร์ การพระราชทานพระกฐิน หากเป็นไปได้ควรจะมี 3 วัน ใช้อย่างกระบวนเสด็จพระราชดำเนินเต็มที่ การพระราชพิธีฉัตรมงคล สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จออกในการสมโภช แต่ที่จะจุลเจิมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ให้แต่พรามหณ์เจิม วันประสูติจุลจอมเกล้า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าและถวายบังคมพระบรมรูป การยกช่อฟ้าพระวิหารหลวง พระศรีศากยมุนีซึ่งปฏิสังขรณ์ด้วยเงินพระคลังข้างที่ ถ้าจัดการพร้อมจะยกได้ในเดือนพฤษภาคม ให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯไปทรงยก อย่าให้รอไว้การอื่นต้องช้าไป การทำบุญพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ควรจะเสด็จออก ส่วนการพระราชพิธีสรงน้ำสงกรานต์ การพระราชพิธีจรดพระนังคัลแลพืชมงคล พระราชพิธีสารท การลอยพระประทีปไม่ต้องเสด็จฯ ถ้าหากว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังไม่เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงพระนคร จนวันที่ 1 เดือนมกราคม ซึ่งเป็นวันประสูติสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ก็ให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จออกสวนสราญรมย์

สำหรับการเสด็จออกใน 7 วัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีข้อกำหนดว่า วันอาทิตย์ เสด็จฯไปทรงรถประพาส วันจันทร์ เว้นไม่เสด็จออก วันอังคารมีประชุมรัฐมนตรี ไม่เสด็จออก วันพุธ เสด็จออกมีการเลี้ยงน้ำชา วันพฤหัสบดี เสด็จออกขุนนาง วันศุกร์ เสด็จออกประชุมเสนาบดี

ในฐานะ สมเด็จรีเยนต์ ทรงว่าราชการบ้านเมืองก็เป็นพระราชภาระที่หนักหน่วงอยู่แล้ว ในความเป็นพระมเหสีและพระราชมารดา ยังต้องทรงทำหน้าที่มิให้ขาดตกบกพร่องอีกด้วย แต่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระองค์ในทุกหน้าที่อย่างดียิ่ง"