ย้อนยุคอภัยภูเบศร จากปราจีนสู่พระตะบอง

สายตรงรายงาน

2. "ตึกอภัยภูเบศร" ศิลปะในยุคบาโรก

จากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น. กับบรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวสักหน่อย เราได้ทำการเคลื่อนขบวนยาวเหยียด มุ่งไปสู่แถวๆตำบลท่างาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยจุดประสงค์อันดับแรก เพื่อมาทานอาหารกลางวันใน SPA Cuisine รวมถึงได้เข้าชม อภัยภูเบศร เดย์ สปา ภายในอาคารอภัยภูเบศร อีกด้วย

อภัยภูเบศร เดย์ สปา มีการกำหนดความสมดุล ในแต่ละบุคคลออกไว้ 3 ลักษณะด้วยกัน คือ สมดุลเจ้าเรือน สมดุลโครงสร้าง และสมดุลระบบขับถ่าย โดยผู้ที่เข้ารับบริการทุกราย จะได้รับการประเมิน เกี่ยวกับเจ้าเรือน โครงสร้าง และระบบขับถ่าย เพื่อจะได้เลือกทรีทเมนต์ หรือมีการให้คำแนะนำที่เหมาะสม เพื่อผู้ที่เข้ารับบริการ จะดูแลสุขภาพตนเอง เมื่อกลับไปที่บ้านได้ เพราะการมีสุขภาพที่ดีขึ้นนั้น ต้องปฏิบัติตนในแบบองค์รวม ดังนั้น สปาเป็นเพียงส่วนประกอบเสริมหนึ่ง ที่จะทำให้แต่ละคนมีความเข้าใจ ในความสมดุลเฉพาะตนเอง และปฏิบัติตนเพื่อปรับให้เข้าไปสู่สมดุล หรือกระทั่งอยู่กับความสมดุลอย่างยาวนานที่สุด

"ทางเรา...มีบริการเชิงบิวตี้ และก็เฮลตี้ด้วยค่ะ โดยทางเชิงเฮลตี้ เป็นการนวดน้ำมัน นวดแผนไทย หรือการเผายา...ช่วยเรื่องระบบลม ปวดเมื่อย มีกรดไหลย้อน อีกทั้งมีการนวดปรับสมดุลสตรี ส่วนทางด้านบิวตี้ มีการขัดผิวพอกผิว และไฮไลท์ทางเรา ก็คือ 'หญ้าฮี๋ยุ่ม' ช่วยคืนความสาว ทำให้มดลูกกระชับ" เจ้าหน้าที่สาวอธิบายเสียงใส

เรื่องราวของการใช้สมุนไพร ช่วยบรรเทารักษาอาการเจ็บป่วย ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หรืออภัยภูเบศร เดย์ สปา ยังสอดคล้องกับวิถีชีวิต เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร กล่าวในหนังสือ ตำรับอาหาร เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเล่าต่อว่า ท่านมักให้คนมานวดจนหลับ และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรอย่างยิ่ง โดยมักมีเปลือกมังคุดประจำตัวเสมอ ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หรืออภัยภูเบศร เดย์ สปา มีชื่อในด้านสมุนไพร

แม้กระทั่ง ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในครั้งหนึ่งก็เคยเป็นโรงพยาบาลเช่นกัน เพียงแต่ในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนบทบาทให้มาเป็น "พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย" ซึ่งก็จะเป็นสถานที่ต่อไป ที่เราจะก้าวเข้าไปชื่นชมกันในทุกซอกทุกมุม

ตึกที่สีเหลืองอร่ามสว่างตานั้น ได้ก่อสร้างขึ้นตามแบบศิลปะในยุคบาโรก (Baroque) ของยุโรป ในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยเป็นอาคาร 2 ชั้น ที่ได้ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องเหลี่ยมลอนเล็ก ตรงกลางหลังคาเป็นโดม ยอดโดมมีเครื่องที่บอกทิศทางลม ที่ได้ทำด้วยโลหะเป็นรูปไก่ วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ นับแต่กระเบื้องมุงหลังคา ราง-ท่อระบายน้ำ กระเบื้องปูพื้น กลอนประตู หน้าต่าง หรือกระจกสี ล้วนสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ ทั้งประดับภายนอกด้วยลายปูนปั้น กระถาง คาน เสา ประตู หน้าต่าง หรือราวระเบียง ส่วนภายในประดับด้วยภาพเขียนบนเพดาน และช่องลมที่เป็นไม้แผ่น ฉลุลายให้เด่นตระการตา

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เริ่มต้นจากเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เห็นว่า...ในครารับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อ พ.ศ.2451 นั้น ไม่มีที่ให้ประทับอย่างสมพระเกียรติ จึงได้ว่าจ้างบริษัทโฮวาร์ดเออร์สกิน เข้ามาออกแบบและก่อสร้าง เฉกเช่นเดียวกับบ้านที่พระตะบอง ด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวท่านเอง เพื่อให้เป็นที่ประทับสำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์

โดยตึกได้สร้างขึ้นเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ.2452 แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่า พ.ศ.2453 รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสิ้นพระชนม์เสียก่อน จึงไม่ได้มีการเสด็จฯมาประทับแรม ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2455 ใช้เป็นที่ประทับแรม ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ก็ไม่เคยได้ใช้ตึกหลังนี้ สำหรับเป็นที่พำนักส่วนตัวเลย ตราบจนได้สิ้นอายุขัย เมื่อ พ.ศ.2465 พร้อมกับได้มีการตั้งศพ ไว้ชั้นบนของตึกหลังนี้ ก่อนการพระราชทานเพลิงศพในปีเดียวกัน

หลังจากการอสัญกรรม ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ตึกได้ตกเป็นของตระกูลอภัยวงศ์ และต่อมาถูกถวายให้เป็นของรับไหว้ ในวันอภิเษกสมรสระหว่าง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (หลานปู่ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ) ปัจจุบันพระราชธิดาพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นองค์อุปถัมภ์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

เมื่อ พ.ศ.2480 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี จะโดยเสด็จ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ พระราชธิดา ไปประทับที่ประเทศอังกฤษ จึงได้ประทานที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด แก่มลฑลทหารบกที่ 2 จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อใช้เป็นสถานพยาบาล สำหรับทหารและประชาชนทั่วไป โดยต่อมาได้โอนให้เป็นของกรมสาธารณสุข เพื่อจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลปราจีนบุรี ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2484 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร" ในเวลาต่อมา เพื่อรำลึกถึงบุญคุณต่อ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม)

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเดิมนั้น ได้เป็นตึกอำนวยการ ที่มีการดัดแปลงทำชั้นล่าง ให้เป็นห้องตรวจโรค ห้องจ่ายยา และห้องผ่าตัด ชั้นบนทำหน้าที่รับคนไข้หญิง โดยที่มีเรือนคนไข้ชายแยกต่างหาก ทั้งมีเตียงคนไข้ 50 เตียง มีโรงประกอบอาหารคนไข้ โรงซักฟอก ที่เก็บศพ เรือนพักคนงาน บ้านนายแพทย์อย่างละ 1 หลัง บ้านพักพยาบาลอีก 3 หลัง ในสมัยก่อนการสัญจรใช้ทางเรืออย่างเดียว จนเมื่อ พ.ศ.2486 มีการสร้างถนนติดต่อกับจังหวัด ด้วยการขอที่ดินจากเอกชน ได้แก่ ถนนปราจีนอนุสรณ์ เป็นถนนหน้าโรงพยาบาลปัจจุบัน

พ.ศ.2512 ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สิ้นสุดการใช้เป็นโรงพยาบาล ด้วยตึกอำนวยการในปัจจุบันสร้างแล้วเสร็จ จึงใช้ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็เพียงการสัมมนาในบางกรณี จนกระทั่งในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2533 ทางกรมศิลปากร ได้มีการประกาศขึ้นทะเบียน ให้ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นโบราณสถาน และเมื่อ พ.ศ.2542 ก็ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ในประเภทอาคาร จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ระหว่างการได้ใช้ให้เป็นโรงพยาบาล ก็ได้มีการดัดแปลงซ่อมแซมหลายแห่ง แต่ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ เท่าที่พอจะทราบได้ คือ บานหน้าต่างเดิม เป็นบานกรอบไม้ติดกระจก ทำลวดลายฝังด้วยกระจกสี เนื้อในมีลวดลายแจกันและดอกไม้ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นบานเกล็ดไม้ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนพื้นกระเบื้องชั้นล่างปีกซ้าย ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นหินขัด เพื่อดัดแปลงเป็นห้องผ่าตัด บันไดปีกทางขวาได้ถูกรื้อไป เพื่อทำการเชื่อมกับเรือน

แรกเริ่มที่ใช้เป็นเรือนคนไข้ชาย บันไดทางปีกซ้าย มีการรื้อหัวเม็ด ตรงราวบันได เพื่อความสะดวกในการยกผู้ป่วยขึ้นชั้นบน อีกทั้งมีการทาสีทับภาพปูนเปียกบนเพดานตึกทุกห้อง แล้วก็เป็นที่โชคดีว่า ในช่วงก่อนการบูรณะเมื่อ พ.ศ.2537 ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มาพบส่วนของลาย ที่ปรากฏให้เห็นบริเวณห้องโถงชั้นล่างปีกขวา จึงได้ทำการแจ้งไปยังหน่วยศิลปากรที่ 5 ในช่วงของการซ่อมแซมครั้งหลังสุดนั้น จึงได้ทำการลอกสีและซ่อมแซม ในลวดลายปูนเปียกบนเพดานทั้งหมด ยกเว้นห้องโถงกลางชั้นบน ที่ลายปูนเปียกได้หายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะแต่ละห้องมีลายปูนเปียกที่งดงามมาก

กระทั่ง พ.ศ.2537 ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร รับเงินพัฒนาจังหวัด สมทบกับเงินบริจาค จึงนำมาทำการบูรณะซ่อมแซม ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จนกระทั่งได้มีความสวยงามใกล้เคียงกับสภาพเดิม แล้วเพื่อให้เป็นโบราณสถาน ที่มีคุณค่าหรือมีประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ทางด้านโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงได้จัดทำเป็นโครงการพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า หรืออ้างอิง รวมทั้งรวบรวมอนุรักษ์ ในตำรายาไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน ภายในจังหวัดปราจีนบุรี

รวมถึงได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้ ให้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นไป ในการนี้ทางโรงพยาบาลได้รับการสนับสนุน ให้จัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ จวบจนกระทั่งแล้วเสร็จ จึงเปิดพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2539

และวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2537 ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รับเสด็จ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยในการเสร็จส่วนพระองค์ในครั้งนั้น ก็เพื่อทรงทอดพระเนตรในคุณค่าของตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอย่างใกล้ชิด

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า