อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 18 คู่บารมีของนครสามี

"ดังได้กล่าวแล้วเป็นลำดับมาเกี่ยวกับจิตตนคร ปรากฏว่า นครสามี คือผู้ครองนครได้ไว้วางใจสมุทัยเป็นอันมากให้ดำเนินการต่างๆในจิตตนคร และก็เมื่อได้ไว้วางใจมอบหมายให้สมุทัยดำเนินการแล้ว ก็ได้เริ่มสังเกตเห็นความไม่ปกติต่างๆที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังจับต้นเหตุไม่ได้ สมุทัยเข้าใจหลบซ่อนการกระทำของตนและพวกพ้อง เข้าใจแสดงออกให้เป็นที่เข้าใจว่าดีต่างๆ เจ้าเมืองเองก็เข้าใจว่าสมุทัยดีมาก อันที่จริงสมุทัยและพวกพ้องมิใช่เป็นชาวจิตตนครมาแต่เดิม แต่เป็นผู้ที่อพยพมาจากถิ่นที่อื่นมาจัดตั้งหลักฐานอยู่ในจิตตนคร และชักชวนพวกพ้องให้พากันยกเข้ามายึดถิ่นฐานต่างๆ แผ่กระจายกันออกไปจนถึงวางพวกไว้ควบคุมทั่วไปหมด"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเปรียบเปรยให้เข้าใจว่า ในจิตตนครหรือนครแห่งจิตของเราแต่ละคน ซึ่งมีนครสามีหรือพระเจ้าจิตราชเป็นผู้ปกครองดูแลนั้น มีความสงบสุขอยู่เสมอ เพียงแต่เมื่อกิเลสตัณหาที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าครอบงำจิตใจ แล้วเราไม่รู้เท่าทัน หรือสติมีเป็นฐานกำลังไม่พอ กิเลสตัณหาจึงคอยจูงใจให้ไขว้เขว ออกนอกลู่นอกทาง หลงเพลิดเพลินอยู่ในความเอร็ดอร่อยไม่ว่าทางกาย วาจา ใจ โดยที่บางเรื่องเราเองไม่ทันฉุกคิด หรือบางเรื่องรู้อยู่เต็มอกว่าไม่ควร แต่เหนี่ยวรั้งกายใจตนเองไว้ไม่ทัน อาจเพราะด้วยเผลอสติ ด้วยประมาทพลาดพลั้ง บางครั้งทั้งตั้งใจไม่ตั้งใจปะปนด้วยสับสนลังเล หรือเพราะด้วยเห็นผิดเป็นชอบ จึงต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจกิเลสตัณหา ขึ้นตรงต่อสมุทัยที่เป็นหัวหน้าใหญ่ คอยอำนวยการเรื่องทุกข์ทั้งปวง แต่เรากลับเข้าใจว่านำสุขมาให้ เมื่อไม่รู้คิด แยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือสุขที่แท้จริง ยังหลงเพลิดเพลินติดอยู่ในสุขลวง จึงต้องหมุนวนอยู่ในวัฏสงสารเรื่อยไป

"สมุทัยเองได้ตั้งหลักฐานอยู่กับนครสามีทีเดียว เป็นผู้สำเร็จสรรพกิจในจิตตนคร และแต่งตั้งบรรดาหัวโจกทั้ง 3 พรรคพวกทั้ง 16 กิเลส 1,500 ตัณหา 108 ให้เป็นหัวหน้าและประจำหน่วยต่างๆ เกณฑ์ใช้ชาวจิตตนครเป็นทาส กรรมกรทำสิ่งต่างๆ ตามแต่สมุทัยจะประสงค์ นครสามีก็เพลิดเพลินอยู่กับภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ที่สมุทัยสร้าง อันเรียกด้วยภาษาของจิตตนครว่า อารมณ์ ดังที่กล่าวแล้ว"

กิเลสตัณหาที่วิ่งพล่านในใจเรา หากไม่มีสติสัมปชัญญะคอยกำกับไว้ ปล่อยให้กิเลสมีกำลังอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปล่อยกายใจให้เพลินไปตามอารมณ์ ที่เข้ามากระทบไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จนกระทั่งกิเลสมีกำลังเหนือผิดชอบชั่วดีในใจ ก็ยิ่งบงการให้เราทำชั่วทำผิดได้มาก บางกรณีหากเข้าใจว่าไม่มีผู้รู้เห็น ไม่มีศีลธรรมในใจคอยกำกับแล้ว ก็จะคอยมองหาช่อง ทำในสิ่งสนองกิเลสตัณหาโดยกระทำการในทางทุจริตผิดบาปยิ่งๆขึ้น ดังในหลายกรณีที่เรามักได้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์กันอยู่เนืองๆ ว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ ผู้กำกับดูแลงาน ต้องรับผิดชอบงานส่วนนั้นส่วนนี้ แต่ก็ลุแก่อำนาจกระทำผิดเสียเองด้วยตัณหาบังตา

ยิ่งมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตมากเท่าไหร่ ก็นับว่ายิ่งสร้างความเสียหายเดือดร้อนตามมาแก่ผู้เกี่ยวข้องมากขึ้นเท่านั้น หากมีผู้ร่วมรู้เห็นเป็นใจ ช่วยกันปิดบัง เพราะเห็นแก่พวกพ้อง หรือร่วมกันรับผลประโยชน์ ชักเปอร์เซ็นต์กันเท่านั้นเท่านี้ เอื้อเฟื้อเจือจานกันในทางผิดๆด้วยแล้ว ผลพวงสุดท้ายที่เสียหายหนักที่สุดก็คือสังคมส่วนรวม ทั้งนี้ก็เพราะองคาพยพส่วนต่างๆที่ควรเดินหน้าอย่างเต็มสูบ ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง กลับถูกชอนไชกัดแทะจนกร่อน ภายในกลวงโบ๋ ซึ่งหากมองภายนอกจะรู้ไม่ได้เลยว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น

อำนาจนั้นมีทั้งด้านที่เป็นคุณและด้านที่ให้โทษ อำนาจกิเลสตัณหา มีแต่เผาผลาญให้เร่าร้อน แต่อำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย ย่อมเป็นอำนาจแห่งธรรมที่คุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุขได้จริง

หากต้องการให้ใจมีพละกำลังในการต้านทานอำนาจกิเลส ก็ต้องขวนขวายหาวิธีฝึกใจให้มีกำลัง มีพลังใจที่เข้มแข็ง มีจิตใจตั้งมั่น ซึ่งในทางพุทธศาสนาเรียกว่า พละ 5 หรืออินทรีย์พละ 5 หมายถึงธรรมอันเป็นกำลัง 5 ประการ ซึ่งในหัวข้อธรรมเกี่ยวกับพละ5 หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ท่านได้เมตตาเทศนาธรรมถึงเรื่องนี้ไว้ว่า "กำลังมี 2 อย่าง คือ กำลังกายเราบำรุงให้เจริญแข็งแรงได้ด้วยบำรุงสุขภาพพลานามัยดี ส่วนกำลังใจเป็นของมองเห็นได้ยาก มันต้องมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นกำลังที่เรียกว่า 'พละ 5' สำหรับบำรุงใจ พละ 5 นั้นมิใช่เป็นตัวกำลังทีเดียว มันเป็นเครื่องทำให้ใจมีกำลัง"

องค์ประกอบของพละ 5 นั้น ประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา สำหรับรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ หลวงปู่เทสก์ ท่านได้แสดงไว้ดังนี้ "ศรัทธาพละ ความเชื่อ เชื่อแน่วแน่ในคุณงามความดีว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครคนอื่นรับแทนได้ ตนทำตนต้องได้รับผลนั้นแน่นอน 'ท่าน' มีพลังเต็มที่ สามารถที่จะสละสิ่งของของตนที่มีอยู่ให้ 'จาคะ' บริจาคไปได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของมากของน้อยย่อมสละได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จงบำรุงรักษาให้เจริญงอกงาม ยินดีพอใจกับการทำทานนั้นให้แก่กล้าเสียก่อน ให้มันกำลังเต็มที่เสียก่อน เราจะเอาศรัทธานั้นไปใช้ในทางอื่นอีกต่อไป คนประมาทดูถูกศรัทธาเลยไม่กล้าทำความดีต่อไป ทีหลังศรัทธาที่จะเกิดในศีล สมาธิ ปัญญาก็เลยหมดไป ครั้นศรัทธาในการที่จาคะบริจาคไม่มีแล้ว บุญอันนั้นก็หมดไปเหมือนกัน

ศรัทธาในการรักษาศีลก็ให้แน่วแน่ เต็มที่ในการรักษาไม่ว่าจะเป็นศีล 5 ศีล 8 กรรมบถ 10 อะไรต่าง ๆ อย่าไปหวังศีล 227 อย่างพระภิกษุเลย ถึงศีล 227 ก็ตามเถิด ถ้าศรัทธาไม่แน่วแน่เต็มที่แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร...การที่ทำอะไรหละหลวมก็เพราะเหตุไม่มีศรัทธา และทำอะไรไม่แน่วแน่เต็มที่ก็เพราะไม่มีศรัทธาเหมือนกับเรา พลั้งๆ เผลอๆ หลงๆ ลืมๆ นั่นคือศรัทธาของเราไม่เต็มที่ ศรัทธามันขาดตรงนี้แหละ เหตุนั้นจงพากันบำรุงศรัทธาให้แก่กล้าเป็นขั้นตอน ให้ศรัทธางอกงามเสียก่อน เจริญเต็มที่เสียก่อน เมื่อศรัทธามีแล้ว วิริยะความเพียร มันวิ่งเข้ามาสนับสนุน ช่วยเหลือเป็นกำลังเลยขยันหมั่นเพียรประกอบกิจต่างๆ...

วิริยพละ เพียรพยายามอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อมีศีลก็พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด ทีแรกก็รักษาได้เป็นครั้งคราวเพียรพยายามนานเข้าให้มันชิน ให้มันคุ้นเคยกับศีล มันก็เป็นศีลบริบูรณ์ขึ้นมาให้คิดถึงเรื่องศีลของตน ว่าข้อไหนบกพร่อง ข้อไหนบริบูรณ์ ผู้ไม่คิดถึงศีลเลย มีของดีแล้วได้ของดีแล้วแต่ไม่เห็นความของของดีนั้น ก็อย่างโบราณท่านว่าเหมือนลิงได้แก้ว เหมือนไก่ได้พลอย ขอให้พยายามให้เห็นคุณค่าของศีล คุณค่าของปัญญา คุณค่าของสมาธิ...

สติพละ สติจดจ่อตั้งมั่นอยู่ในเรื่องนั้นๆ มีศรัทธาวิริยะแล้วอาจที่จะหลงไปได้เชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกก็มี เพียรพยายามในสิ่งที่ผิดก็มี ถ้าหากสติไม่ควบคุมไว้ว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควร สิ่งนั้นผิดหรือถูก ถูกต้องตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ฟังคำครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนตักเตือนมันตรงกันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องมีสติควบคุมระวัง จึงจะเดินถูกทาง ส่วนมากมีแต่ศรัทธา มีศรัทธาก็ต้องมีวิริยะวิ่งเข้ามาสนับสนุน มากทีเดียวที่เห็นผิดๆ ทำผิดแล้วคนอื่นก็ไม่สามารถที่จะตักเตือนได้เสียด้วย ความถือรั้นว่าตนทำถูก คนอื่นไม่ถูก ไม่เหมือนกับตน เพราะศรัทธามั่นแรง วิริยะก็มาก แต่ผู้มีสติเดินเสมอภาคไม่เอนเอียงข้างโน้น ข้างนี้ เรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" ธรรมดาผู้ที่มีสติแล้วไม่ถือตนว่าดีทั้งนั้น คนเรามันไม่ดีทั้งหมดหรอกเหตุนั้นจึงต้องระมัดระวังคอยสังเกตคอยฟังคนอื่นตักเตือนแนะนำสั่งสอน อาตมาจึงพูดอยู่เสมอว่า "คนใดว่าตนดี คนนั้นยังไม่ดี ใครว่าตนวิเศษวิโสหรือฉลาดเฉียบแหลม คนนั้นคือคนโง่"

สมาธิพละ เป็นหลักใหญ่ที่สุด ศรัทธา วิริยะ สติ มันต้องรวมมาเป็นสมาธิเสียก่อน ถ้าไม่รวมเป็นสมาธิมันเตลิดเปิดเปิงไปใหญ่โต พระพุทธศาสนาสอนไปไหนก็สอนเถอะ ถ้าไม่เข้ามาถึงใจแล้วไม่ถึงพระพุทธศาสนา มันต้องรวมเข้ามาถึงใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ต้องมีที่รวมเป็นจุดเหมือนกัน... "พระพุทธศาสนานี้สอนมีจุดที่รวมได้ มีที่สุด หมดสิ้นสงสัย หมดเรื่อง ไม่เหมือนวิชาชีพอื่นเขาสอนไม่มีที่สิ้นสุด" อย่างธรรมทั้งหลายรวม 84,000 พระธรรมขันธ์ รวมลงที่ "ความไม่ประมาท" อันเดียว มรรค คือ ทางดำเนินไปให้ถึงมรรคผลนิพพานก็มารวมลงที่ "มรรคสมังคี" อันเดียว จึงว่าพระพุทธศาสนาสอนถึงที่สุด แต่บุคคลผู้ทำตามนั้นทำไม่ถึงที่สุด

ปัญญาพละ ปัญญาพิจารณาเห็นสังขารร่างกายของตน เห็นอะไร เอากระจกมาส่องดูก็ได้ หน้าตาของเรานี่ละมันเห็นของแก่ของเฒ่าของชำรุดทรุดโทรม เหี่ยวแห้งอันนี้เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นเท่านี้ไม่ต้องเห็นอื่นไกลพยายามให้เห็นอยู่อย่างนั้นเสมอ เพราะเหตุที่คนจะเห็นความแก่ ความชำรุดทรุมโทรม ความเสื่อม ความสิ้นของสังขารไม่ใช่ของง่ายๆ...ถ้าไม่มีปัญญาไม่เกิดสมาธิ ถ้าไม่มีปัญญาไม่มีศรัทธาไม่มีวิริยะ ศรัทธาขั้นนั้นไม่ใช่ศรัทธาวิเศษวิโสอะไรหรอกปัญญาในขั้นทำทาน มีอุบายปัญญาที่จะแสวงหาของมาทำบุญทำทานเรียกว่าปัญญา ความเพียรพยายามในการทำบุญเรียกว่าปัญญาเหมือนกัน จิตจะรวมได้ก็เพราะปัญญา จะเป็นสมาธิได้เพราะปัญญา ปัญญาพวกนั้นยังอ่อน รวมทั้งหมดเรียกว่าปัญญาทั้งนั้นแหละถ้าปัญญาชั้นสูงเป็น "วิปัสสนาปัญญา"

พละ 5 นี้แหละบำรุงให้ใจมีกำลังเข้มแข็งกล้าหาญสามารถที่จะทำสมาธิ สามารถที่จะให้เกิดปัญญาอุบายอันยิ่งใหญ่ และสามารถทำให้ลุล่วงมรรคผลนิพพานได้

"เดิมนครสามีมีกายผุดผ่องดังจะกล่าวว่ามีรัศมีก็น่าจะได้ มีปัญญาเฉียบแหลม รู้อะไรถูกต้องฉับพลัน แต่เมื่อคบกับสมุทัยมากเข้า กายที่เคยผุดผ่อง ก็กลายเป็นเศร้าหมอง ที่เคยมีรัศมี มีแสง ก็อับแสง ที่เคยมีปัญญาเฉียบแหลม รู้อะไรถูกต้อง ก็กลายเป็นผู้มีปัญญาอ่อน รู้อะไรมักผิดพลาด ที่เคยสงบเยือกเย็น ก็กลับไม่สงบและร้อนรนกระวนกระวาย หิวกระหายในอารมณ์ยิ่งๆขึ้นไปอยู่เสมอ"

จิตใจในภาวะที่เปี่ยมปัญญา เป็นจิตที่มีคุณภาพ เต็มไปด้วยความสุขสงบเยือกเย็น ผ่องใสเบิกบาน เป็นจิตที่ผ่องแผ้ว มีความคล่องแคล่วว่องไว เป็นจิตที่ควรแก่การงาน ในทางตรงข้าม พลพรรคของสมุทัยที่ประกอบด้วย กิเลส 1,500 ตัณหา 108 เหล่านั้นก็พร้อมทำงาน เร่งรุกเร้าเข้าบดบังแสงแห่งปัญญาทันทีเช่นกันหากว่าเราไม่มีสติ เผลอปล่อยใจให้ตกร่องอารมณ์เดิมๆจนถูกกิเลสครอบงำ จึงได้แต่มุ่งแสวงหากามสุข ไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาบำรุงบำเรอตน ยิ่งหากทำไปด้วยคุณธรรมที่หย่อนยาน ไม่คำนึงจริยธรรมด้วยแล้ว จิตใจย่อมมืดมนลงด้วยกิเลสตัณหา ไม่เกื้อหนุนให้เกิดปัญญา

"นครสามีได้มีพฤติการณ์ทั้งปวงเปลี่ยนไปจากปกติแต่เดิมอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เดชะกุศลของนครสามีคือเจ้าเมืองแห่งจิตตนครนี้ยังมีอยู่ กล่าวคือคู่บารมีของเจ้าเมืองเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทั้งปวง ตรงกันข้ามกับสมุทัยได้เข้ามาตักเตือนเจ้าเมืองว่า เจ้าเมืองได้มองเห็นหรือไม่ว่าเวลานี้จิตตนครได้ยุ่งเหยิงสับสนมากขึ้นเพียงไร โจรผู้ร้ายหลายก๊กหลายเหล่าที่ขึ้นชื่อลือนามว่า กายทุจริต วจีทุจริต หรือ มโนทุจริต หรือคอร์รัปชั่น เกิดขึ้นทั่วไป โดยมีหัวโจกใหญ่ที่รู้ๆกันว่า โลภ โทโส โมโห ยุยงส่งเสริม และยังมีอย่างอื่นอีกมากมายหลายอย่าง"

ธรรมดาผู้ทำทุจริตมักประสงค์ปกปิดความผิดนั้น หากเป็นผู้นั่งในตำแหน่งสูงๆ ก็มักไม่คาดคิดว่าจะมีใครเข้ามาตรวจสอบ หรือหากมีกลไกตรวจสอบก็ย่อมกระทำการอย่างรอบคอบรัดกุมเพื่อให้ตนพ้นผิด ครั้นเมื่อมีให้เหตุสืบสาวราวเรื่อง เช่น ผลประโยชน์ของประเทศชาติที่ถูกทุจริตและทำเป็นกระบวนการ ดังที่หลายต่อหลายขบวนการเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ก็นักบริหารระดับสูงเป็นผู้บงการเสียเอง ซึ่งมักถูกตรวจสอบพบแล้วๆ เล่าๆในหน่วยงานนั้นบ้าง องค์กรโน้นบ้าง

ถึงแม้ดำเนินการกลบเกลื่อนไว้อย่างดีแล้วนั้นเอง หากมีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาเข้าแล้วละก็ มักไม่แคล้วต้องมีธรรมเนียมการกินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งนั้น เป็นขบวนการกินที่มีให้เห็นทั่วไป ชอนไชอยู่ในทุกวงการ ตั้งแต่ กินตามน้ำ กินสินบาดคาดสินบน กินนอกกินใน กินคำโต กินมูมมาม จนถึงกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว หรือกินรวบนั่นเอง ซึ่งที่สุดแล้วตัวการใหญ่ก็มักลอยนวลไปได้ทุกที บ้างหนีคดีไปต่างประเทศ แล้วก็หาลู่ทางช่วยเหลือพรรคพวกกันเองให้รอดด้วย ในขณะที่ผู้น้อยหรือหากเป็นประชาชนตาดำๆ เกิดทำผิดเข้าจะถูกจับติดคุกทันที

"เจ้าเมืองได้รับคำตักเตือนจากคู่บารมี ก็เริ่มเฉลียวใจมองเห็นความยุ่งเหยิงต่างๆดังกล่าว โดยปกติสมุทัยได้เข้าประชิดคุมเจ้าเมืองแจไม่ยอมถอยห่าง สมุทัยไม่เกรงกลัวใคร แม้แต่เจ้าเมืองเองสมุทัยก็หาเกรงกลัวไม่ มีอยู่เพียงคนเดียวที่สมุทัยเกรงมากก็คือคู่บารมีของเจ้าเมือง เมื่อคู่บารมีเดินเข้ามา สมุทัยจะถอยห่างออกไป ไม่กล้าอยู่เผชิญหน้ากับคู่บารมี คำตักเตือนของคู่บารมีได้ผล ทำให้เจ้าเมืองได้คิดขึ้นทันทีว่า จิตตนครกำลังยุ่งเหยิง สับสนจริง เพราะเมื่อได้อยู่กับคู่บารมี สมุทัยถอยห่างออกไป กายของเจ้าเมืองก็กลับผุดผ่องมีแสง ปัญญารู้ถูกต้องขึ้น สงบเยือกเย็น และความร้อนกระวนกระวายก็ระงับด้วยการดับหาย ภาพยนตร์ต่างๆที่เป็นมายาของสมุทัยก็หายไป ภาพแห่งสัจจะปรากฏขึ้นแทน คือผลที่ยุ่งเหยิงต่างๆแต่ยังจับเหตุไม่ถูก"

ถ้าไม่อยากวนเวียนกลับมาสู่ภพใหม่แล้วๆเล่าๆอีกนับครั้งไม่ถ้วน ก็ต้องมีศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เร่งขวนขวายในพระธรรม น้อมเคารพและอุปถัมภ์บำรุงภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลในฐานะผู้บำเพ็ญสมณธรรมสืบทอดพระศาสนา

ธรรมะนั้นเปรียบเหมือนน้ำเปล่าที่จืดสนิท บางทีเราหิวกระหายน้ำ แต่หลายครั้งที่เราเห็นว่าน้ำธรรมดานั้นไม่น่าดื่ม เพราะใจนึกอยากดื่มเครื่องดื่มที่มีสีสันและกลิ่นรสที่ชอบใจชวนดื่ม ส่วนน้ำเปล่าที่อยู่ในแก้วหรือแพ็คใส่ขวดอย่างดีน่าดื่มแค่ไหนพอเป็นน้ำเปล่ากลับไม่นึกอยากดื่ม แต่เลือกเป็นชากาแฟที่ทั้งรสทั้งกลิ่นหอมหวนยั่วใจ หรือน้ำอัดลมเย็นเฉียบที่ซ่าสุดใจ บ้างเลือกเป็นเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์พอให้ครึ้มอกครึ้มใจ เครื่องดื่มนานาชนิดเหล่านี้เมื่อดื่มแล้ว ย่อมไม่อาจดับความกระหายได้อย่างแท้จริงดังเช่นน้ำเปล่า

ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นนำความชุ่มฉ่ำเยือกเย็นมาสู่จิตใจ ก่อให้เกิดแสงสว่างแห่งปัญญา ขจัดความโลภ โกรธ หลง ที่เป็นเหมือนความมืดมนปิดบังดวงใจ ดุจดังเจ้าเมืองผู้ตกอยู่ในความมืดมัวยามตกอยู่ภายใต้บงการของสมุทัย แต่เกิดเป็นความสว่างไสวภายในจิตใจขึ้นได้ เมื่อมีคู่บารมีคือจิตใจฝ่ายกุศลคอยชักนำแสงสว่างแห่งปัญญาสาดส่องมา

ปัญญาในตัวเรานั้นมีเพียงน้อยนิดเปรียบดั่งแสงหิ่งห้อย แต่พระปัญญาคุณอันล้ำเลิศของพระพุทธองค์นั้นดุจดั่งแสงอาทิตย์ที่สาดส่องโลกให้สว่างไสวทั้งใบ ดังนั้น หากเราขวนขวายศึกษาเรียนรู้พระธรรม นำมาปฏิบัติจนเกิดผล ย่อมทำให้จิตใจสว่างไสวเพิ่มพูนปัญญายิ่งๆขึ้น


(ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์กัลยาณธรรมดอทคอม, ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า