ปัจจัยที่ 4... สำคัญเสมอ

เศรษฐกิจประจำบ้าน

'บิ๊กตู่' กำชับ รพ.เอกชน เก็บค่ารักษาเป็นธรรม 'บิ๊กตู่' ย้ำกลาง ครม. ค่ารักษาพยาบาล 'รพ.เอกชน' ต้องเก็บเป็นธรรม มีเหตุผลรองรับ ชี้เป็นไปไม่ได้ ปรับราคาลงเท่า รพ.รัฐ (หัวข้อข่าว เดลินิวส์ วันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2558) "เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม คณะรัฐมนตรีว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปรารภในที่ประชุมเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพง ของโรงพยาบาลเอกชนว่า น่าจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน มีการพยายามนำเสนอข้อมูลว่ารัฐบาลต้องการจะปรับราคาค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน ให้เท่ากับโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ โดยปกติค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน จะมีราคาที่สูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐอยู่แล้ว แต่ที่นายกรัฐมนตรีได้ปรารภก็คือราคาที่สูงขึ้น ต้องสูงขึ้นแบบเป็นธรรม มีเหตุมีผลรองรับ และไม่สูงขึ้นจนมากเกินไป สิ่งหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้คือโรงพยาบาลเอกชน จะต้องเก็บค่ารักษาพยาบาลของแต่ละประเภทของโรค หรือแต่ละชนิดของยาต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถจะเลือกรับบริการได้ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกในเรื่องของค่ารักษาพยาบาลของคนที่มีเงินมาก อยากได้รับบริการแบบพิเศษประทับใจ ก็เลือกโรงพยาบาลเอกชน อย่างไรก็ตามมาตรฐานในเรื่องการรักษาพยาบาล ของทั้งเอกชน และรัฐ ต้องมีมาตรฐานที่ดี ที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้"

จากหัวข้อข่าวนี้ ทำให้ประเด็นการให้ความสนใจต่อค่ารักษาพยาบาลเริ่มเป็นที่สนใจขึ้นมาทันที ซึ่งจริงๆแล้ว ยารักษาโรคหรือการรักษาพยาบาลก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญมาโดยตลอด การแก้ปัญหาโรงพยาบาลเอกชน ที่มีการเก็บค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง เมื่อรัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แพทยสภา กระทรวงสาธารณสุข และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เข้ามาดำเนินการ เพื่อหาแนวทางการกำหนดราคาและพิจารณาปรับปรุงมาตรการหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย คือ ทั้งผู้ป่วยและสถานพยาบาลเอกชน เมื่อกล่าวถึงค่ารักษาพยาบาลแล้ว ในยุคนี้แต่ละคนก็จะมีสิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาลแตกต่างกันไป ซึ่งปัจจุบันนี้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทยจะมี 3 ระบบใหญ่ๆด้วยกัน คือ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถือว่าเป็นระบบที่มีจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้รับสิทธิจากสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม หรือสิทธิอื่นๆที่รัฐจัดให้เป็นการเฉพาะ โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง แหล่งทุนที่ได้รับมาจากภาษี ซึ่งสามารถรักษาพยาบาลได้ที่สถานพยาบาลภาครัฐ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะใช้ชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้สิทธิการรักษาพยาบาล การป้องกันโรคและการตรวจคัดกรองในบางกรณี และตัวยาตามที่ระบุในบัญชียาหลักแห่งชาติ จำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ ถือได้ว่าเป็นระบบที่มีจำนวนผู้ใช้สิทธิสูงที่สุด คิดเป็นเกือบร้อยละ 80 ของประชากรไทยเลยทีเดียว

ระบบประกันสังคม เป็นระบบที่มีจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์มาเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งได้แก่ลูกจ้างจากบริษัทเอกชนทุกแห่ง หักจากเงินสมทบระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง และภาครัฐมาช่วยสนับสนุนแหล่งทุน

โดยมีสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลเอกชนที่ลูกจ้างเป็นผู้เลือกใช้สิทธิ หรือโรงพยาบาลภาครัฐที่มีจำนวนเตียงมากกว่า 100 เตียงขึ้นไปและเครือข่าย ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะอยู่ภายใต้สิทธิการรักษาพยาบาลในบางกรณี และตัวยาหลักที่ระบุในบัญชียาหลักแห่งชาติ

ส่วนระบบสุดท้าย คือ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เป็นระบบที่เล็กที่สุด ซึ่งผู้ใช้สิทธิได้แก่ ข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการที่ปฏิบัติงาน ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัว คิดเป็นจำนวนไม่ถึงร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด หน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลโดยตรงคือ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง สามารถใช้สวัสดิการได้กับสถานพยาบาลภาครัฐและผู้มีสิทธิสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชนกรณีฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ แต่ในปัจจุบันมีสถานพยาบาลของเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจ่ายตรงแล้ว 32 แห่ง โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้จาก www.cgd.go.th และตรวจสอบรายการโรคและการรักษาพยาบาลว่ามีการรักษาประเภทใดบ้างที่สามารถใช้สิทธิได้ (ส่วนใหญ่เป็นการรักษาในกรณีการผ่าตัด) ในการเข้ารับการรักษาผู้มีสิทธิและครอบครัวสามารถใช้เลขที่บัตรประจําตัวประชาชนของตนเอง แสดงต่อสถานพยาบาลได้เลย ในกรณีที่มีส่วนเกินที่ต้องรับผิดชอบเองนั้นได้แก่ ค่าห้อง ค่าอาหาร ส่วนที่เกิน 600 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าธรรมเนียมพิเศษ ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ส่วนที่เกินจากประกาศกรมบัญชีกลาง และสุดท้ายคือ ค่า Surcharge หรือค่าธรรมเนียมพิเศษที่เก็บเพิ่มต่างๆ

สำหรับในกรณีบางรายที่ซื้อความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันชีวิต เพราะคำนึงถึงยามที่เจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อไม่สบายหรือเจ็บป่วย แน่นอนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งค่ารักษาพยาบาลในบางโรคอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ซึ่งข้อดีของการทำประกันสุขภาพ คือ ประกันจะช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เป็นส่วนเกินหรือนอกเหนือจากที่ไม่สามารถเบิกได้ทั้งหมด ภาระเรื่องค่าใช้จ่ายอาจจะเป็นภาระใหญ่ที่ทำให้ต้องเป็นกังวล แต่การทำประกันสุขภาพ จะช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเจ็บเพียงเล็กน้อย หรือโรคร้ายแรงก็ตาม ซึ่งแล้วแต่ความคุ้มครองที่เลือกทำไว้ แต่ความคุ้มครองประเภทนี้ ถ้าไม่ได้เกิดการเจ็บป่วยเลย ก็เหมือนกับการเสียเงินเปล่า ไม่มีสิทธิได้รับเงินคืนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามอยากให้มองเป็นสิ่งที่ดีที่ว่า ตัวเรามีสุขภาพที่ดีมากนั่นเอง

กลับมาพูดถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องค่ารักษาพยาบาล นับว่าเป็นการดีที่จะทำให้มีการตระหนักถึงการควบคุมไม่ให้ค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชนแพงเกินไป ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการรักษาพยาบาลภาคเอกชนนั้น อาจจะไม่ใช่เป็นผู้ที่ที่อยู่ในระบบทั้งสามที่กล่าวก็เป็นได้ แต่อาจเป็นกลุ่มนักธุรกิจ ผู้มีฐานะดี ผู้ที่ใช้สิทธิของการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากการซื้อประกันความคุ้มครองการรักษาพยาบาลจากบริษัทประกันชีวิตต่างๆ หรือผู้ที่ยอมควักเงินตนเองจ่ายเพื่อซื้อการบริการที่รวดเร็ว แล้วทำไมค่ารักษาพยาบาลภาคเอกชนถึงมีราคาสูงนั้น ก็เนื่องมาจากการบวกต้นทุนค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าจ้างบุคลากร ค่าก่อสร้างอาคารสถานที่ ประกอบกับไม่มีกำหนดเพดานราคาในการบวกกำไรจากค่ายา ซึ่งสถานพยาบาลของเอกชน ยังมีการแบ่งระดับด้วย คือ ระดับทั่วไป กับระดับ 5 ดาว ยกตัวอย่างของการรักษา เช่น โรคหวัด ถ้าเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 490 - 1,252 บาท โรงพยาบาลเอกชน (ทั่วไป) ค่าใช้จ่ายประมาณ 1,712 - 3,050 บาท โรงพยาบาลเอกชน (ระดับ 5 ดาว) ค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ 3,940 บาท หรือการผ่าต้อกระจก โรงพยาบาลของรัฐ ค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 19,468 - 44,740 บาท โรงพยาบาลเอกชน (ทั่วไป) ค่าใช้จ่ายประมาณ 59,263 - 113,238 บาท โรงพยาบาลเอกชน (ระดับ 5 ดาว) ค่าใช้จ่ายประมาณ 656,030 บาท จะเห็นได้ว่า ค่ารักษาพยาบาลแต่ละประเภท ราคาก็แตกต่างกันเป็นเท่าตัว การรักษาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ตรงไหน ถ้าเคยใช้การบริการทั้งสามประเภทแล้ว ก็คงขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละบุคคล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้มาจาก คณะอนุกรรมาธิการศึกษาค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน กรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2557

ส่วนภาครัฐ ได้พยายามดำเนินการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ โดยเบื้องต้นกระทรวงสาธารณสุข ได้มีคำสั่งให้โรงพยาบาลเอกชนต้องประกาศราคายาให้ประชาชนรับทราบ และให้ประชาชนสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อยาข้างนอกได้ นอกจากนี้ ยังได้เปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนรับทราบถึงค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่ง เพื่อให้ตรวจสอบและเปรียบเทียบก่อนเข้ารักษาพยาบาล รวมถึงการเปิดสายด่วนสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการรักษาได้ร้อง เรียนหลายช่องทาง อาทิ 0-2937-9999 สายด่วน 1166 และกรมการค้าภายในภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ซึ่งยาจัดเป็นวัตถุควบคุมตาม พ.ร.บ.นี้ ได้เข้ามาจัดการเรื่องราคายาและค่ารักษาพยาบาล โดยวางกฎเข้มโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ ต้องติดป้ายแสดงราคายาและค่ารักษาพยาบาลอย่างชัดเจน ถ้าไม่ดำเนินการจะต้องเจอโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ขณะที่แพทยสภาเข้ามาวางกฎเกณฑ์ในการควบคุมค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนในลักษณะควบคุมค่าแพทย์ หรือค่าวิชาชีพแพทย์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อปรับปรุงเกณฑ์ค่าแพทย์ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนคณะกรรมการแก้ปัญหาโรงพยาบาลเอกชนเก็บค่ารักษาแพง ได้สุรป 4 มาตรการคุมราคายา ซึ่งนายแพทย์ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาโรงพยาบาลเอกชนเก็บค่ารักษาแพง กล่าวว่า ได้ข้อสรุปเรื่องการแก้ปัญหาค่ายาแพงอยู่ 4 ข้อคือ

1. เสนอให้กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการกำหนดให้โรงงานผลิตยาต้องติดราคาขายปลีกมาจากโรงงานทุกตัว

2. ให้ อย. สำรวจราคาขายปลีกยาในตลาดทุกตัวมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ อย.

3. ให้โรงพยาบาลเอกชนแสดงราคายาแยกจากค่าบริการอื่นๆ และ

4. แพทย์ออกใบสั่งยาให้ประชาชนไปซื้อหายาจากร้านขายยาได้

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลแพงนั้น ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งทำการศึกษาโครงการในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน ให้กับกระทรวงพาณิชย์ และ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ได้สะท้อนปัญหาและแนวทางออกที่ตรงกัน คือ ปัญหาค่ารักษาพยาบาลมีราคาสูงเกินจริง เกิดจากระบบประกันสุขภาพหลักของประเทศไทยยังไม่เป็นระบบที่จะสามารถทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้ จึงเลือกที่จะไปรักษาโรงพยาบาลเอกชน ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดจะต้องไม่ใช่แก้ด้วยการแก้ปัญหาแต่ราคายา แต่ต้องจัดการกับระบบประกันสุขภาพในภาพรวมให้สามารถตอบสนองต่อประชาชนได้ เพราะถ้าระบบสุขภาพดีแล้ว ประชาชนในระดับชนชั้นกลางลงมา ก็จะเปลี่ยนใจเข้ารักษาในโรงพยาบาลรัฐ ระบบประกันหลักสุขภาพของประเทศทั้ง 3 ระบบ ควรมีมาตรฐานที่ดีและเท่าเทียมกันทุกระบบ ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกขานรับและจะถูกดำเนินการอย่างจริงจังและยั่งยืนต่อไปได้หรือไม่ และช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่แค่ไหน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้น คือการดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ จะเป็นมาตรการการป้องกันการเจ็บป่วยเป็นอย่างแรก การให้ความสนใจในเรื่องของอาหาร โดยรับประทานอาหารถูกสุขลักษณะ ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการหมั่นตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จะเป็นวิธีพื้นฐานที่ป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่างดี เพราะสุขภาพของใครก็จะเป็นของคนนั้นไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ดูแลตัวเอง คงจะไม่มีใครดูแลแทนได้ ฉะนั้น ถ้ารักตัวเอง ก็ควรหันกลับมาสนใจสุขภาพของตนเองเสียแต่ตอนนี้กันเถอะ...