วัดเทพธิดารามวรวิหาร

ตำนาน "รำพันพิลาป" สุนทรภู่
ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2529 วาระวันเกิดครบ 200 ปี ของ "สุนทรภู่" (พระสุนทรโวหาร) องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศยกย่องให้ "สุนทรภู่" เป็นบุคคลที่มีผลงานด้านวัฒนธรรมดีเด่นของโลก บทกลอนของท่านขจรขจายไปยังต่างประเทศและมีการแปลตีพิมพ์ออกไปหลายภาษา เช่น สุนทรภู่ฉบับเยอรมัน พระอภัยมณีฉบับเดนมาร์ก พระอภัยมณีฉบับรัสเซีย

สุนทรภู่ เกิดในวังหลัง ปากคลองบางกอกน้อย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329 ยุคต้นแผ่นดินรัชกาลที่ 1 เมื่อเติบโตขึ้นเข้ารับราชการในวังหลวง เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตประจำราชสำนักรัชกาลที่ 2 ต่อมาได้ออกบวชในรัชกาลที่ 3 นานถึง 18 ปี (พ.ศ.2367-2385 อายุ 38-56 ปี) ใน พ.ศ.2383 สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ได้ 3 พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้ายว่าจะชะตาขาด ในฝันนั้นพบเห็นนางฟ้านางสวรรค์มากมาย รวมถึงนางมณีเมขลา มาชักชวนให้ท่านไปอยู่สวรรค์ด้วยกัน สุนทรภู่จึงได้ประพันธ์บทกลอนเชิงนิราศเรื่อง "รำพันพิลาป" ขึ้น ช่วงหนึ่งในนิราศบทนี้ ท่านยังอ้อนวอนนางมณีเมขลา ว่าให้แก้วแล้ว ขอประโยชน์โพธิญาณถึงพระนิพพานเถิด เช่นเดียวกับที่ท่านได้เคยแสดงความปรารถนาพุทธภูมิไว้ในนิราศหลายๆเรื่อง (ปัจจุบันยังมีกุฏิหลังหนึ่ง เรียกว่า "บ้านกวี" เปิดเป็น พิพิธภัณฑ์) ท่านลาสิกขาบท เมื่อ พ.ศ.2385 เพื่อเตรียมตัวจะตาย แล้วมารับราชการในวังหน้ากับสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ (แต่อาศัยอยู่พระราชวังเดิม ธนบุรี) จนถึงแก่กรรมในรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2398 อายุ 69 ปี

เพื่อรำลึกถึงชีวิตในเพศบรรพชิตของ "สุนทรภู่" กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เราจึงเดินทางไปยัง "วัดเทพธิดารามวรวิหาร" ซึ่งตั้งอยู่ที่ ถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่แผดร้อน เรากลับรู้สึกสงบร่มเย็นเมื่อได้ยินเสียงสวดมนต์แว่วมาจากพระอุโบสถ มีผู้คนมากมายเข้ามาร่วมโครงการ "สวดมนต์แปลเพื่อความสงบสุขของสังคมและครอบครัว" ทุกวันอาทิตย์ ตลอดทั้งปี (ยกเว้นวันอาทิตย์แรกของเดือน) นอกจากนี้ พระเทพวิสุทธิเมธี (แผ่ว ปรกฺกโม) เจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามวรวิหาร ยังจัดให้มีโครงการอยู่กลดหมดทุกข์สร้างสุขด้วยศีล8 ทุกวันเสาร์แรกของเดือนด้วยค่ะ

เราก้มกราบ "หลวงพ่อขาว" พระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย สลักด้วยศิลาขาวบริสุทธิ์ หน้าตักกว้าง 14 นิ้ว สูง 20 นิ้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้อัญเชิญมาจากพระบรมมหาราชวัง ประดิษฐานไว้เหนือเวชยันต์บุษบกอันประณีตงดงาม ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเฉลิมพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธเทววิลาศ" ด้านหน้าของพระประธานมีพระพุทธรูปทรงเครื่อง อิริยาบถยืน ปางห้ามสมุทร 2 องค์ ประดิษฐานอยู่ซ้ายขวาของพระพุทธเทววิลาศ กล่าวกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิลาศ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ

ประวัติการสร้างวัดเทพธิดารามวรวิหาร กล่าวไว้ว่า...พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระ องค์เจ้าชายลดาวัลย์ ต้นราชสกุล "ลดาวัลย์" พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาเอมน้อย) เป็นแม่กองในการสร้างวัดเทพธิดารามวรวิหาร เมื่อ พ.ศ.2379 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิง วิลาสกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระราชธิดา และสำเร็จเรียบร้อย เมื่อ พ.ศ.2382 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดฯพระราชทานนามว่า "วัดเทพธิดาราม" หมายถึง "อัปสรสุดาเทพ" และพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพระราชพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2382

ปูชนียสถานที่งดงามและสำคัญในวัดนี้ เริ่มจาก พระปรางค์จตุรทิศ ฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่ออิฐถือปูน สูงประมาณ 15 เมตร ตั้งอยู่บนลานทักษิณสูงมุมของพระอุโบสถทั้งสี่ทิศ คือ ทิศอาคเนย์ ทิศหรดี ทิศพายัพ และทิศอีสาน ฐานของพระปรางค์แต่ละองค์มีรูปท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และท้าวกุเวร ประจำรักษาทิศทั้งสี่ อยู่ในบุษบก

ภายในพระวิหาร มีรูปหมู่พระอริยสาวิกา (ภิกษุณี) ของเก่าแก่หาดูได้ยาก มีอยู่แห่งเดียวในโลก หล่อด้วยดีบุก หน้าตักกว้าง 11 นิ้ว สูง 21 นิ้ว จำนวน 52 องค์ นั่ง 49 องค์ ยืน 3 องค์ ประดิษฐานบนแท่นหน้าพระพุทธปฏิมาประธาน ภิกษุณีทั้งหมดมีลักษณะท่าทางที่แตกต่างกัน นั่งปฏิบัติธรรม ฟังธรรม ฉันหมาก สูบยา ยืนไหว้ นั่งพนมมือ ตามประวัติกล่าวว่า ครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้มีภิกษุณีได้ ต่อมา พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผู้เป็นพระน้านาง และพระมาตุจฉา หรือพระมารดาเลี้ยงของพระองค์ มีศรัทธาอยากออกบวช จึงทูลขอบวชต่อพระพุทธเจ้าถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุด พระอานนท์จึงทูลขอให้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต โดยมีเงื่อนไขว่าต้องรับเอาครุธรรมแปดประการ (แปลว่า ข้อปฏิบัติที่หนักและทำได้ยาก) ไปปฏิบัติ ภิกษุณีองค์แรก คือ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี

บริเวณรอบพระอุโบสถ พระวิหาร และศาลาการเปรียญ มีตุ๊กตาศิลาสลักแบบจีน เป็นรูปคนและสัตว์ มีลักษณะท่าทางและอิริยาบถต่างๆกัน มีการแต่งกายแบบจีนบ้าง แบบไทยบ้าง ตั้งประดับอยู่เรียงรายโดยรอบพระอาราม ตุ๊กตาเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพชำรุด และบางส่วนถูกขโมยลักไปบ้าง

เมื่อ พ.ศ.2554 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ประกาศยกย่องรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2011 จำนวน 9 แห่ง ผลปรากฏว่ามรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ได้รับรางวัล 3 รางวัล หนึ่งในนั้นคือ หอไตรวัดเทพธิดารามฯ ได้รับรางวัลการอนุรักษ์ดีเด่น โดยแนวทางการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของกรมศิลปากรนั้นเน้นการปฏิสังขรณ์และอนุรักษ์เป็นฝีมือช่างแบบดั้งเดิม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในการดูแลหอไตรด้วย...เป็นเรื่องที่น่ายินดีและภาคภูมิใจกับมรดกทางวัฒนธรรมของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ