เทวสตรีเทวดาผู้หญิง : พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของสตรี

คติพุทธ พราหมณ์ และความเชื่อในเมืองไทย
นิทรรศการพิเศษ

ภาพหญิงสาวเกล้ามวยและใส่ตุ้มหูขนาดใหญ่บนภาชนะสัมฤทธิ์แบบพิเศษหล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ที่มีส่วนผสมดีบุกในปริมาณสูงถึง 23% สีทองและมีความบางเป็นพิเศษ แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการทำสัมฤทธิ์เป็นอย่างดีคล้ายกับภาชนะของอินเดียเป็นสิ่งของที่มีค่าหายาก พบว่าฝังร่วมกับศพที่บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ภาพผู้หญิงแสดงสัดส่วนทางสรีรวิทยาแบบอินเดียเป็นวัตถุนำเข้าจากการติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายกับอินเดียเช่นเดียวกับขันสัมฤทธิ์ที่มีลวดลายคล้ายคลึงกัน พบที่เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพรสะท้อนถึงสถานภาพความสำคัญของเพศหญิงในสังคมบรรพกาลเมื่อราว 2,000 - 1,700 ปีก่อน วัตถุนี้เป็นของร่วมสมัยภารหุตของอินเดียโบราณที่พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรือง แสดงถึงร่องรอยของศาสนาจากอินเดียที่แพร่เข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยในยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์

ความเชื่อในอำนาจพิเศษของสตรีเพศที่ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ มีต้นเค้ามาจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อได้รับอิทธิพลอารยธรรมความเชื่อและศาสนาจากภายนอกแผ่เข้ามาจากประเทศอินเดีย ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เกิดการผสมผสานคติความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับคติการนับถือธรรมชาติในรูปของพระแม่และเทวสตรีในศาสนาต่างๆตามความเชื่อของอินเดีย ซึ่งปรากฏหลักฐานเก่าแก่ยาวนานตั้งแต่สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ สืบมาจนถึงยุคพระเวท และยุคพราหมณ์-ฮินดูที่มีการนับถือเทพนารีเป็นตัวแทนของธรรมชาติต่างๆจำนวนมาก มีเรื่องราวอยู่ในตำนานเทวกำเนิดก่อให้เกิดความเชื่อที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การนับถือในอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติซึ่งไม่มีรูปให้บังเกิดเป็นตัวตนเป็นรูปของบุคลาธิษฐานหรือรูปปรากฏของธรรมชาติ ด้วยการสร้างรูปจิตรกรรมและประติมากรรมเป็นรูปเคารพเทพสตรีตามคติความเชื่อทั้งในความเชื่อดั้งเดิมและความเชื่อที่รับเข้ามาปะปนผสมผสาน จนเกิดเป็นแบบแผนประเพณีที่พัฒนาสืบต่อเนื่องมาในสังคมไทยตราบเท่าถึงปัจจุบัน

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย เรื่อง "เทวสตรี : คติพุทธ พราหมณ์ และความเชื่อในประเทศไทย" เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเปิดนิทรรศการ ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน เวลา15.00น. ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ดร.พงศ์ศักดิ์ฐ์ เสมสันต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ปรารพ เหล่าวานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม บวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร สมชาย ณ นครพนม นักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ สุนิสา จิตรพันธ์ รองอธิบดีกรมศิลปากร จารุณี อินเฉิดฉาย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ที่ปรึกษานิตยสารสกุลไทย เดโช สวนานนท์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ฯลฯ เข้าร่วมงานครั้งนี้

วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาลประกาศให้วันที่ 2 เมษายน เป็นวันอนุรักษ์มรดกไทย ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่องานด้านอนุรักษ์และสืบทอดมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนทั้งในและนานาประเทศโดยตลอด

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีมีมติในการประชุม 26 ก.พ. 2528 ประกาศให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์มรดกของชาติ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระวิริยอุตสาหะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรในการอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่างๆ คือ พุทธศาสนา ภาษาไทย วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ โบราณคดี งานช่าง สถาปัตยกรรม ดนตรีไทย เพื่อธำรงมรดกของชาติให้ยั่งยืนตกทอดถึงลูกหลานสืบไป ใน พ.ศ.2535 เป็นต้นมา คณะอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทยได้เปลี่ยนแนวทางการจัดงานโดยให้มีการคัดเลือกบุคคล องค์กร โครงการ และจังหวัดที่สนับสนุนวันอนุรักษ์มรดกประจำปี มีการจัดนิทรรศการและมหกรรมการแสดงต่างๆ

ปีนี้เป็นปีมหามงคลที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ปวงชนชาวไทยต่างปลื้มปีติ และแซ่ซ้องสดุดีในพระราชจริยวัตร พระกรณียกิจ อันเป็นคุณูปการอย่างอเนกอนันต์ต่อประเทศชาติและประชาชน ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกคนน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยการตระหนักในความสำคัญและเห็นคุณค่าของมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ร่วมใจกันฟื้นฟู พิทักษ์รักษาสืบทอดมรดกไทยให้ดำรงอยู่อย่างยิ่งยืนคู่ชาติ และพร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงพระเจริญยั่งยืนนานเป็นพระมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงชนชาวไทยตลอดไป

บวรเวท รุ่งรุจี เปิดเผยว่า เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย 2558 กรมศิลปากร จัดนิทรรศการเรื่อง เทวสตรี : คติพุทธ พราหมณ์ และความเชื่อในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องคติความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับทางสตรีในประเทศไทย โดยแสดงผ่านหลักฐานจากรูปเคารพเนื่องในศาสนา ตามความเชื่ออันหลากหลายของผู้คนแต่ละยุคสมัย เนื้อหานิทรรศการแบ่งการจัดแสดงเป็น 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ส่วนที่ 1 เทวสตรี : คติความเชื่อจากอดีตกาล ส่วนที่ 2 เทวสตรีในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู : พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของสตรีจัดแสดงรูปเคารพเทวสตรีในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูที่ค้นพบในประเทศไทยสมัยต่างๆ เน้นการแสดงออกด้านอำนาจ โดยมีวัตถุชิ้นสำคัญๆ อาทิ เทวสตรี (นางปารวตี) ศิลปะสุโขทัย พระลักษมี ศิลปะอยุธยา พระสุรัสวดี หรือ นางพรหมมี ศิลปะลพบุรี ส่วนที่ 3 เทวสตรีในศาสนาพุทธ : ผู้ทรงพลังแห่งพุทธิปัญญาจัดแสดงรูปเคารพ เทวสตรีในศาสนาพุทธ เน้นการแสดงออกด้านปัญญา อาทิ พระนางปรัชญาปารมิตา ศิลปะลพบุรี นางตาราแปดกร ศิลปะศรีวิชัย และส่วนที่ 4 พระแม่ เจ้าแม่ ในความเชื่อท้องถิ่น : ขุมพลังแห่งธรรมชาติจัดแสดงรูปเคารพของเทวสตรีตามความเชื่อท้องถิ่น อาทิ พระแม่ธรณีบีบมวยผม พระแม่โพสพ ตำราแม่ซื้อ (หนังสือสมุดไทยขาว)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทอดพระเนตรนิทรรศการเทวสตรีฯ เป็นเวลาเกือบชั่วโมง ทั้งนี้มีวิทยากรจากกรมศิลปากร เด่นดาว ศิลปานนท์ ดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ฯลฯ ถวายรายละเอียด ประกอบนิทรรศการครั้งนี้ นิทรรศการเทวสตรี หรือเทวดาผู้หญิงมีอำนาจเหนือธรรมชาติ เพศหญิงมีคุณลักษณะเป็นผู้ให้กำเนิด ก่อให้เกิดความงอกงาม ได้รับการยอมรับนับถือเป็นจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ประจำธรรมชาติ เป็นตัวแทนของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ทั้งแม่น้ำ แผ่นดิน พืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความนอบน้อมของผู้คนที่มีต่อธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงทุกสรรพชีวิต ทำให้เกิดการนับถือบูชาสักการะสตรีเพศในฐานะเทวสตรี พระเทวีหรือพระแม่ส่งผลต่อคติความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม การสร้างรูปเคารพต่างๆด้วยรูปสตรี หรือสัญลักษณ์ของสตรีเพศเป็นจำนวนมาก เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบสานต่อเนื่องมาในแผ่นดินไทยตราบเท่าปัจจุบัน สมควรแก่การศึกษาเรียนรู้ และเลือกสรรส่งเสริมมรดกวัฒนธรรมเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม

มีความเชื่อกันว่า พระแม่ หรือเทพีสักองค์หนึ่งประทานลักษณะพิเศษให้แก่เพศหญิง เทพีที่ประทานความเป็นมารดาให้แก่สตรีเรียกว่า พระแม่ เจ้าแม่ (Mother Goddess) หรือพระแม่ธรณี (Earth Goddess) เจ้าแห่งการผลิตพืชผลผู้ประสาทความอุดมสมบูรณ์แก่พืชพันธุ์ธัญญาหารตามธรรมชาติของสตรี ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดทารก หลักฐานการนับถือพระแม่อยู่ในรูปของประติมากรรมสตรีแพร่หลายอยู่ในศูนย์กลางอารยธรรมโบราณยุคแรกเริ่มตามภูมิภาคต่างๆของโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย อเมริกา แอฟริกา นักวิชาการต่างลงความเห็นว่าศิลปกรรมที่สร้างขึ้นผลิตขึ้นโดยมนุษย์ยุคแรกเริ่มเกี่ยวพันกับศาสนาเป็นส่วนใหญ่ รูปเคารพของพระแม่ตามแหล่งอารยธรรมโบราณทำเป็นตุ๊กตาดินปั้นรูปหญิงเปลือยขนาดเล็กขึ้นรูปอย่างหยาบๆ เป็นเครื่องประดับศีรษะ เครื่องประดับอื่นๆ แสดงถึงความสูงศักดิ์ แสดงสัญลักษณ์ของเพศหญิง มีอก และสะโพกใหญ่ บางรูปมีลักษณะเหมือนหญิงตั้งครรภ์

เนื่องจากรากฐานสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ผู้คนอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยส่วนใหญ่ทำการกสิกรรม วิถีชีวิตผู้คนพึ่งพิงผูกพันกับธรรมชาติอันเป็นแหล่งที่มาของปัจจัยพื้นฐานต่างๆที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อมนุษย์ มุ่งหวังต่อความอุดมสมบูรณ์และความเจริญของพืชพันธุ์ธัญญาหารในสังคมกสิกรรมส่งผลให้เพศหญิงมีบทบาทสำคัญมากในชุมชนโดยเฉพาะด้านพิธีกรรมความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเอื้ออำนวยต่อความอุดมสมบูรณ์

ในดินแดนประเทศไทยปรากฏหลักฐานแสดงถึงการให้ความสำคัญกับเพศหญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นเค้ามูลของการนับถือในอำนาจเหนือธรรมชาติของสตรีเพศ การแสดงสัญลักษณ์ของเพศหญิงบนภาชนะดินเผา (หม้อมีนม) ที่ใช้ในพิธีฝังศพโดยใช้ปูรองรับศพผู้ตาย ภาชนะนี้แสดงถึงครรภ์แห่งมารดาที่โอบอุ้มผู้ตายไว้ในโลกหลังความตายนำไปสู่การกำเนิดใหม่

ภาพเขียนสตรีในศิลปะถ้ำสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เน้นให้เห็นถึงสถานะของเพศผู้ก่อกำเนิดอย่างชัดเจน บทบาทหน้าที่ของภาพผู้หญิงในศิลปะถ้ำเกี่ยวเนื่องกับความเจริญงอกงาม ภาพการร่วมเพศ ภาพอวัยวะเพศหญิงที่ใหญ่เชิงลักษณะของพลังกำเนิด ภาพผู้หญิงตั้งครรภ์เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเพื่อประกันความเจริญงอกงาม ความอุดมสมบูรณ์พูนผลของคนในชุมชน แสดงการเซ่นสรวงสื่อสารถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ เช่น ผี เทวดา เพื่ออ้อนวอนหรือบังคับธรรมชาติให้อำนวยความบริบูรณ์ในด้านอาหาร การเป็นอยู่ที่อุดมสมบูรณ์

การฝังศพผู้หญิงที่มีเครื่องอุทิศจำนวนมาก โครงกระดูกจากแหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ที่นักโบราณคดีเรียกกันว่า เจ้าแม่โคกพนมดีที่ประดับประดาด้วยลูกปัดเปลือกหอยแบบแว่นกลมบางกว่า120,000เม็ด และแบบตัวไอเกือบพันเม็ด ภาชนะดินเผาหลายใบ หินดุดินเผา หินขัดภาชนะดินเผาอีก2ก้อน แผ่นวงกลมมีเดือยที่เป็นตุ้มหู กำไลข้อมือ และเครื่องประดับศีรษะทั่วทั้งร่างปกคลุมด้วยดินเทศ เป็นพิธีกรรมฝังศพที่มีความซับซ้อน แสดงฐานะพิเศษในสังคมสะท้อนถึงสังคมที่ฝ่ายหญิงเป็นใหญ่หรือมีสถานภาพสูง

ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูเป็นศาสนาที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์หรือเรียกว่า พหุเทวนิยม โดยมีเทพเจ้าสำคัญสามองค์หรือตรีมูรติ คือ พระพรหม ผู้สร้าง พระวิษณุหรือพระนารายณ์ ผู้ปกปักรักษา พระศิวะหรือพระอิศวร ผู้ทำลายล้าง เทพทั้งสามองค์นี้มีผู้เคารพนับถือแพร่หลายแตกต่างกันไปจนแยกออกได้เป็นหลายลัทธิ ไศวนิกายนับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด หรือไวษณพนิกายนับถือพระวิษณุเป็นเทพสูงสุด ทั้งยังมีการนับถือเทพสตรีหรือศักติหรือพระเทวี มีทั้งการเคารพนับถือในฐานะพระชายาแห่งเทพในลัทธินั้นๆ หรือการเคารพนับถือพระเทวีแบบลัทธิศักติหรือศากตะ

การนับถือพระเทวีในลักษณะของพลังจักรวาล พระนางทุรคา เป็นบุคลาธิษฐานของพลังอำนาจ พระสุรัสวดี เป็นบุคลาธิษฐานของกาพย์กลอน ดนตรี การเรียนรู้ พระศรีหรือพระลักษมี เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีมีลาภ ด้วยความเชื่อในการนับถือเทพสตรีในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูได้เผยแพร่เข้ามาสู่ดินแดนไทย จากหลักฐานที่เป็นรูปเคารพและศิลปวัตถุต่างๆในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ในพุทธศตวรรษที่ 11-14 ปรากฏการเคารพสืบเนื่องมาในสมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ตอนต้น จนถึงปัจจุบัน

พระนางปารวตีหรือพระอุมาเทวี เป็นเทวสตรีที่มีผู้นับถือมากที่สุดพระองค์หนึ่งตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน พระนามของพระองค์เป็นเทวสตรีผู้ทรงพลังและอำนาจ พระชายาองค์ที่สอง แห่งพระศิวะมหาเทพ ซึ่งเป็นการกลับชาติมาเกิดของพระสตีผู้เป็นพระชายาพระองค์แรก

ตามตำนานกล่าวว่า พระศิวะทรงมีพระชายาพระองค์หนึ่งชื่อว่าพระสตี ผู้เป็นธิดาพระทักษะปชาบดีในภาคนั้น พระทักษะปชาบดีไม่พอใจพระศิวะด้วยเห็นความไม่คู่ควรกัน เพราะพระศิวะอวตารลงมาในภาพของฤาษีที่มีหนวดเครารุงรัง สภาพภายนอกน่ารังเกียจ แต่พระสตีกลับมองเห็นกายที่แท้จริงของพระศิวะ จึงตกลงปลงใจเลือกเป็นคู่ครอง พระศิวะโดนลบหลู่ต่อหน้าบรรดาทวยเทพ พระสตีรู้สึกคับแค้นและโกรธกริ้วพระบิดา จึงได้สวดอธิษฐานให้ชาติหน้าได้เกิดเป็นธิดาของผู้ที่มีความน่าเคารพเชื่อถือ จึงได้บำเพ็ญตบะขับเพลิงออกจากร่าง เพื่อปลิดชีพของตน พระศิวะเศร้าโศกเสียใจ แบกร่างไร้วิญญาณของพระสตีไว้บนบ่า และเต้นระบำเตลิดไปอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งร้อนไปถึงบรรดาทวยเทพ ต่างพากันไปขอร้องให้พระวิษณุช่วยบรรเทาความคลุ้มคลั่งของพระศิวะ พระวิษณุจึงใช้จักรตัดร่างของพระสตีขาดออก จนร่างของพระสตีร่วงหล่นบนพื้นดิน51ส่วน กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิศากตะในปัจจุบัน พระศิวะก็ฟื้นคืนสติและให้อภัยแก่ผู้ที่ลบหลู่ รวมถึงชุบชีวิตพระทักษะปชาบดีให้ฟื้นคืนมา แต่เพื่อให้หลาบจำและเตือนสติพระทักษะปชาบดีว่าไม่ให้ดูหมิ่นผู้อื่นเพียงเพราะรูปกายภายนอก จึงใช้หัวแพะจากพิธีบูชายัญต่อให้แทน

หลังจากที่พระสตีสิ้นชีพลง พระศิวะก็มุ่งหน้าปลีกวิเวกเพื่อบำเพ็ญพรตอยู่สันโดษ จนกระทั่งพระสตีได้กลับมาจุติใหม่อีกครั้งเป็นพระนางปารวตี หมายความว่าสตรีแห่งขุนเขา ธิดาของท้าวหิมวัต พระราชาแห่งขุนเขากับพระนางเมนา ด้วยวาสนาแต่อดีตชาติทำให้พระนางปารวตีเมื่อเติบโตขึ้นมามีความมุ่งมั่นปรารถนาที่จะครองคู่กับพระศิวะ พระบิดามารดาเมื่อทราบความประสงค์ของพระนางก็ทัดทาน เนื่องจากพระศิวะในขณะนั้นมุ่งแสวงหาแต่ความสันโดษ แต่พระนางก็มิได้ลดละความพยายาม พระนางปารวตีได้ไปขอร้องพระกามเทพ เทพแห่งความรักเพื่อช่วยให้พระศิวะหันมาสนใจ แต่เมื่อพระกามเทพแผลงศรออกไปยังพระศิวะ ก็ได้เบิกพระเนตรที่ 3 เผาทำลายพระกามเทพจนเป็นเถ้าถ่าน พระนางปารวตีออกบำเพ็ญพรตเป็นโยคินีอยู่ในป่าเขาเช่นเดียวกับที่พระศิวะถือปฏิบัติ จนกระทั่งพระมารดาเป็นห่วงว่าพระนางปารวตีจะสิ้นชีพเนื่องจากอดอาหาร จึงอ้อนวอนขอให้เลิกเสีย กล่าวว่า "อุ - มา" แปลว่าโอ อย่ากระทำเลย พระนางจึงได้พระนามว่า พระอุมา ตั้งแต่นั้นมา

พระลักษมีเป็นเทวีที่ปรากฏอยู่ในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เป็นเทพชั้นรอง สมัยนั้นมีการนับถือเทพเจ้าหลากหลายองค์ พระอัคนีมาจากการบูชาไฟ พระวรุณมาจากการบูชาฝน พระสุริยะมาจากการบูชาพระอาทิตย์ เทวีที่สำคัญคืออทิติเป็นมารดาแห่งเทพทั้งปวง พัฒนามาจากการยกย่องให้ความสำคัญกับผู้หญิงในแง่ของการให้กำเนิด พระลักษมีเป็นเทวีที่นำโชคและนำชัยชนะมาสู่อาณาจักร พระองค์เป็นหนึ่งในมงคลสิบสี่มหามงคลที่ปรากฏในสุบินนิมิตของนางศรีตลา ก่อนที่พระนางจะประสูติพระมหาวีระศาสดาของศาสนาเซน ซึ่งสอดคล้องกับคติในศาสนาพุทธที่รูปเคารพคชลักษมีมีความหมายถึงพระนางสิริมหามายา หรือปางประสูติองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

เทวีแห่งความงามและความมั่งคั่งในพระเวทนั้นมีปรากฏอยู่หลายองค์ บุรังธ ปาเรนหิ ธิษณา รากา คุงคู ส่วนเทวีผู้อุปถัมภ์ความรักในยุคพระเวท ภายหลังเป็นอีกตำแหน่งหนึ่งของพระลักษมี คือทัมปติในยุคหลังพระเวท เพิ่มให้พระศรีเป็นเทวีแห่งแผ่นดินด้วย พระลักษมีเป็นพระธิดาของพระฤาษีภฤคุกับนางคยาติ พระองค์ถือกำเนิดโดยทรงผุดขึ้นมาจากดอกบัวกลางเกษียรรามายณะ พระองค์ถือกำเนิดขึ้นในขณะที่เหล่าเทวดาและอสูรช่วยกันกวนเกษียรสมุทร พระองค์ทรงลอยขึ้นมาจากเกษียรสมุทร เนื่องจากในครั้งพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณเสด็จไปพบมหาฤาษีทุรวาสซึ่งมีฤทธิ์มากและโทสะรุนแรง เข้าระหว่างทาง มหาฤาษีเมื่อเห็นผู้ครองสวรรค์เสด็จมาเหนือพระเทวคชอันศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็ถวายพวงมาลัย พระอินทร์ทรงรับมาวางไว้บนเศียรช้าง แต่กลิ่นดอกไม้ทำให้พญาช้างโกรธ เอางวงจับฟาดลงกับพื้น แล้วให้เท้าขยี้ โดยพระอินทร์ไม่ทันยับยั้ง การโรมรันพันตูมีต่อเนื่องจนพระวิษณุทรงแนะนำให้ไปเจรจาสงบศึกกับพวกอสูร และให้ช่วยกันกวนน้ำอมฤตจากเกษียรสมุทร น้ำอมฤตนี้ถ้าได้มาแล้วจะทำให้เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย เหล่าอสูรตกลงร่วมมือ โดยวิธีกวนนั้นคือเอาภูเขามันทระเป็นไม้กวน เอาพญานาควาสุกิขวั้นกับเขามันทระ เทวดากับอสูรช่วยกันฉุดหัวกับหางฝ่ายละข้าง ให้ปั่นภูเขามันทระลงไป ปรากฏว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้เขามันทระจะทะลุโลก พระวิษณุอวตารเป็นเต่าไปรองรับไว้ข้างล่าง นามว่า กูรมาวตาร

เมื่อช่วยกันกวนเกษียรสมุทรผ่านไปเป็นร้อยเป็นพันปี จึงบังเกิดของสำคัญ 8 อย่าง โคสารพัดนึก พระวารุณี ต้นปาริชาติ นางอัปสร พระจันทร์ พิษพระลักษมีและเทวแพทย์ธันวันตรีทูนผอบน้ำอมฤต เมื่อพระลักษมีทรงถือกำเนิดขึ้นมาปรากฏพระองค์ขึ้นบนดอกบัวพร้อมกับมาลัยทิพย์ มีเทวคชสีขาวบริสุทธิ์สององค์โปรยน้ำถวายพระพร พระองค์ได้เสด็จไปเฝ้าองค์วิษณุและได้เป็นชายาของพระองค์ ในรามายณะบางสำนวนกล่าวว่าพระลักษมีคือของที่มีคู่เสมือนภริยาของโลก จุติด้วยเจตจำนงของพระนางเอกในท้องทุ่งเกษตรพร้อมจะรับการหว่านพืชพรรณลงไป เป็นเรื่องสัมพันธ์กับการเป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์

พระลักษมีมีพระวรกายเป็นสีทอง ทรงพัสตราภรณ์สีเหลือง แดง หรือชมพู ประทับนั่งหรือยืนบนดอกบัว บางครั้งประทับบนหลังช้าง ทรงถือดอกบัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์และถือไว้ 2ดอก หรือทรงถือหม้อน้ำพระหัตถ์หนึ่ง อีกพระหัตถ์หงายลงสู่พื้น มีเหรียญทองโปรยปรายลงจากใจกลางพระหัตถ์ หรือเทออกมาจากในหม้อเป็นสัญลักษณ์ของเทวีแห่งโชคลาภและความร่ำรวย บางครั้งทรงอาวุธด้วย คือจักร เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงพระนารายณ์ เพราะพระนางเป็นชายาของพระองค์

พระลักษมีเทวีเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามอันพร้อมสรรพ ทรงอุปถัมภ์ความสมบูรณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสมบูรณ์ในโภคทรัพย์ คนฮินดูเชื่อกันว่าพระนางจะนำโชคลาภมาให้แก่ผู้ที่บูชา บรรดาพ่อค้าวานิชจึงมีเทวรูปพระลักษมีประดิษฐานไว้ในบ้านเรือนหรือร้านรวง ทั้งยังทำเป็นเทวรูปองค์เล็กๆ หรือเหรียญตราพกติดตัวไปในการเดินทางค้าขายมาตั้งแต่สมัยโบราณ เห็นได้จากโบราณวัตถุที่แสดงถึงการเข้ามาถึงภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ของพ่อค้าจากอินเดีย มีจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับพระลักษมี พระลักษมีมีทั้งรูปประทับนั่งหรือยืน จะทำพระหัตถ์หนึ่งหงายลงด้านล่างในท่าประทานพรและมีเงินทองไหลออกมาจากกลางฝ่าพระหัตถ์ ยังมีรูปพระลักษมีประทับอยู่ด้วยกันกับพระคเณศ มีความหมายถึงความสำเร็จและโชคลาภ เมื่อปรากฏพร้อมกับพระคเณศและพระสรัสวดีให้ประทับยืนตรงกลางถือได้ว่าทรงสำคัญที่สุด

คชลักษมีเป็นหลักฐานพระลักษมีเก่าแก่ที่สุดพบในเมืองไทย คือศิลปกรรมสมัยทวารวดี เป็นภาพสลักนูนต่ำรูปคชลักษณ์บนแผ่นดินเผาได้จากพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เป็นเบ้าหลุมกลมตื้นอยู่ตรงกลาง มีรูปคชลักษมีอยู่ด้านบน โดยรอบมีสัญลักษณ์มงคลที่เป็นเครื่องราชูปโภคของกษัตริย์ เช่น สังข์ ปลาคู่ วัชระ บัลลังก์ นักวิชาการสันนิษฐานว่าแผ่นหินใช้เป็นแผ่นรองหม้อบูรณฆฏะสำหรับสรงน้ำเทพและเทวีในพิธีราชสุริยะหรือราชาภิเษกของกษัตริย์สมัยทวารวดี ซึ่งความหมายโดยรวมของสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนแผ่นหินมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรือง คือการขึ้นเป็นกษัตริย์ที่สมบูรณ์ อันจะนำความรุ่งเรืองมาสู่อาณาจักร

พระแม่ธรณีบีบมวยผม พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโค้ง พระเนตรเรียว พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์บาง แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย สัดส่วนพระวรกายงดงาม พระอุระใหญ่ ปั้นพระองค์เล็ก พระโสณีผึ่งผาย นุ่งผ้าจีบมีริ้วบางแนบองค์ รัดด้วยเข็มขัดผ้าไว้ชายพก ทรงอุณหิศ (กรอบหน้า) เพชรพลอย มีกรรเจียกจอน กุณฑลรูปห่วง กรองศอสังวาลและพาหุรัด ประทับบนฐานบัวคว่ำตัดมุม ยกพระชานุขวาขึ้น พระชงฆ์ซ้ายพับราบกับฐาน พระกรขวายกขึ้นรวบพระเกศาซึ่งไว้ชายยาวเฉพาะกึ่งกลางเศียรโดยรอบเศียรเรียบกันไรเป็นวงโดยแบบทรงผมสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระหัตถ์ซ้ายยึดปลายเกศา เป็นอาการบิดน้ำทักษิโณทกจากพระเกศาของพระนางสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 25

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม (ยกเว้นวันจันทร์ - วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 09.00 - 16.00 น. ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังจัดพิมพ์หนังสือสวยงามประกอบนิทรรศการเรื่องดังกล่าว เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้เข้าชม และบุคคลทั่วไปอีกด้วยจำนวน 2,500 เล่ม สอบถามรายละเอียด โทร.0-2224-1333 0-2224-4702