ย้อนยุคอภัยภูเบศร จากปราจีนสู่พระตะบอง

สายตรงรายงาน

3. โบสถ์มหาอุด...วัดหลวงบดินทร์เดชา

หลังจากที่เดินชมอย่างถ้วนทั่ว ภายในตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จากนั้นช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ ได้ออกเดินทางไปอำเภอกบินทร์บุรี และในระหว่างที่กำลังเดินทาง กับอาการตาปรือๆอยู่นั้น ยังมารับรู้เรื่องราวไปด้วย จาก ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร

โดยผมจดจำในหัวสมองเป็นช่วงเป็นตอนว่า

"พระยายมราช (แบน) ผู้ที่เคยรับราชการในกัมพูชา ครั้นต่อมาเข้ารับราชการในกรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น...พระยายมราช

จากนั้น พระยายมราช (แบน) กลับไปเป็น เจ้าฟ้าทะละหะ (แบน) สำเร็จราชการกัมพูชา ถือเป็นปฐมบท การขึ้นเป็นใหญ่ ในตระกูลอภัยวงศ์

พระยายมราช (แบน) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่งตั้งเป็น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร วิเศษสงคราม รามนรินทรบดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ หรือเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) เป็นต้นสกุลอภัยวงศ์

ในทางยุทธศาสตร์และการเมืองนั้น ถือว่า...พระตะบองเป็นเมืองด่านหน้า สามารถทั้งรุกและรับของฝ่ายสยาม หากจะเข้าไปตีราชธานีของกัมพูชาเวลานั้น ในทางกลับกันหากจะเข้ามาตีสยาม ก็ต้องใช้พระตะบองเป็นทางผ่าน ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงกันหัวเมืองพระตะบอง เอาไว้เป็นของสยาม

พ.ศ.2338 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) เป็นเจ้าเมืองพระตะบอง ต่อมาลูกหลานในสายตระกูลอภัยวงศ์ ปกครองหัวเมือง มาอีกหลายชั่วคน

ตระกูลอภัยภูเบศร ปกครองเมืองพระตะบองอยู่ 100 กว่าปี จนถึงเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ในรัชกาลที่ 5 สยามได้มอบหัวเมืองให้ฝรั่งเศส

ในสมัย พระยาอภัยภูเบศร (รศ) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพระตะบองคนที่ 3 ยังถือว่า...พระตะบองกับกัมพูชา มีความสัมพันธ์กัน ในฉันเครือญาติอยู่

หลังจาก พระยาอภัยภูเบศร (รศ) เป็นเจ้าเมืองได้ไม่นานนัก ข้าหลวงญวนประจำกัมพูชา ร่วมมือกับสมเด็จพระอุทัยราชาธิราช ยึดพระตะบอง

ช่วงเวลาที่เมืองพระตะบอง ได้ตกไปเป็นของญวน และยังว่างเว้นจากการดูแลบริหารของตระกูลอภัยวงศ์ ทางสยามได้ส่งกองทัพที่นำโดย เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เข้าไปควบคุมพระตะบอง และได้เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จัดสรรดินแดนทั้งหมด ที่เคยอยู่ใต้การปกครอง ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ออกเป็น 5 เมืองด้วยกัน ได้แก่ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ จงกัล และพระสรุก ก็เพื่อลดทอนอำนาจของเจ้าเมืองลง

ในด้านการเมืองระหว่างราชอาณาจักร เมื่อยึดกัมพูชามาจากญวนแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯให้ตั้ง พระนรินทรโยธา (นอง) ขึ้นมาเป็นเจ้าเมือง โดยมีบรรดาศักดิ์ให้เป็น พระยาอภัยภูเบศร (นอง)

อำนาจของเจ้าเมือง และครอบครัวอภัยภูเบศร ได้เริ่มกลับคืนอีกครั้ง หลังจาก เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ถอนทัพกลับสยาม"

โดยเราก็กำลังนั่งพร้อมหน้าในโบสถ์ ณ วัดหลวงบดินทร์เดชา ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) พอดี

วัดหลวงบดินทร์เดชา นับเป็นวัดเก่าแก่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สร้างในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2375 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพใหญ่ ปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์ และก็รบกับญวนในเขมร โดยยกทัพผ่านเมืองปราจีนบุรี ประจันตคาม และกบินทร์บุรี เมื่อกลับจากศึกสงคราม ก็มาสร้างวัดหลวงบดินทร์เดชา และนำพระพุทธรูปปางมารวิชัยจากเมืองลาว มาประดิษฐานในอุโบสถ ทั้งอุโบสถได้ใช้เป็นที่อธิษฐานก่อนออกรบ ของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่ใช้ชีวิตในสนามรบเกือบทั้งชีวิต และรับชัยชนะมาโดยตลอด

พี่ต้อมมาเกริ่นว่า พระอุโบสถที่เรานั่งในขณะนี้ ทางกรมศิลปากรได้มาบูรณะ และก็มีการบันทึกค่อนข้างน้อย เพียงกล่าวว่า ในการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จะมาเอาน้ำมนต์จากโบสถ์แห่งนี้ อีกทั้งถือว่าเป็นโบสถ์มหาอุด สำหรับพิธีการปลุกเสก ส่วนพระธาตุหน้าโบสถ์ วันดีคืนดี-วันพระใหญ่ มีแสงเปล่งออกมา กระทั่งชาวบ้านลือกันว่าผีดุ

จากนั้น พระครูบดินทร์เดชาภิวัฒน์ หรือ หลวงพ่อขันตี สีลสุทฺโธ เจ้าคณะตำบลเล่าว่า "...เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) มีการอัญเชิญหลวงพ่อทอง เอามาไว้ในโบสถ์หลังนี้ พร้อมทำพิธีที่ได้ชัยชนะ ก่อนเดินทางเข้าเมืองกรุง

...สมัยก่อนอุโบสถหลังนี้ มุงหลังคาด้วยสังกะสีโบราณ ที่มีความหนาอย่างมาก ก็เรียกว่าตะปูตอกลงไม่ค่อยได้ ส่วนตัวโบสถ์บูรณะมาหลายสมัย ตามฝาผนังมีจิตรกรรมที่สวยงาม แต่ภาพเสียไปหมดแล้ว ตอนอาตมาเด็กๆมาวิ่งเล่น ภาพยังสมบูรณ์อยู่ เป็นภาพพุทธประวัติ ภาพราหูอมจันทร์ ภาพรามเกียรติ์ พอมีการบูรณะ ก็ทาสีทับไป"

คุณค่าประเมินมิได้ หายไปไม่มีวันกลับคืน

คนรุ่นใหม่อย่างเรา ที่เห็นคุณค่า ก็เสียดาย

ต่อเมื่อถึงเวลา 16.00 น. โดยประมาณ เราก็ถึงจะเริ่มออกเดินทางไกล ไปยังชายแดนของจังหวัดสระแก้ว ระหว่างการเดินทางอยู่บนรถบัสนั้น ทางด้านผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ มากล่าวกับสื่อมวลชนอย่างเรา อันที่เกี่ยวข้องกับการย้อนรอยทาง ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ว่า

"...โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ถือว่าเป็นโรงพยาบาลประวัติศาสตร์ ซึ่งในวันนี้เราจะนำทุกท่านย้อนรอย จากตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี เข้าไปสู่จังหวัดพระตะบอง นับเป็นเส้นทางที่มีคุณค่าอย่างมากมาย กับชีวิตของพวกเราทุกๆคน เราคงจะเป็นผู้ที่เริ่มต้น การเดินทางประวัติศาสตร์ ที่คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน

...ในการเดินทางร่วมกันครั้งนี้นั้น เพื่อจะได้มาสัมผัสในถนนสายต่างๆ ที่ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เดินทางมาก่อนแล้ว ว่ามีอยู่ตรงไหนบ้าง โดยเราจะไปสัมผัสประวัติศาสตร์ทั้งสิ้นเลย ผมคิดว่า...เราจะเดินทางร่วมกัน ศึกษาร่วมกัน หรือเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างดี แล้วก็ทำอย่างไรให้ประเทศไทยเรา ได้ก้าวเข้าสู่อาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ ตรงนี้ก็คงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่พาทุกท่านมาช่วยกันสร้างสรรค์ ในเส้นทางเดินสู่อาเซียน

...ผมเคยไปพระตะบอง เมื่อปี 2544 ไปอาคารเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตอนนั้นแลดูเก่าแก่มาก ยังได้ถ่ายรูปกันตรงหน้าบันได ครั้นนั้นยังทำงานอยู่จังหวัดสระแก้ว กำลังเป็นรองสาธารณสุขจังหวัดอยู่ ก็มีการประชุมร่วมกันอยู่เสมอ เน้นในเรื่องงานสาธารณสุข โดยเฉพาะโรคตามชายแดน สมัยก่อนมาลาเรียเยอะครับ แต่ตอนนี้มีไม่เยอะเหมือนในอดีตแล้ว และก่อนนั้นตลาดโรงเกลือก็ยังเล็ก ไม่เป็นตลาดการค้าชายแดน ที่ใหญ่ที่สุดเหมือนในปัจจุบัน ผมว่า...น่าจะเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่ใช่ของไทยหรือกัมพูชาเพียงอย่างเดียว

...ทุกๆปีเรามีการจัดกิจกรรมประวัติศาสตร์ หรือการรณรงค์ควบคุมโรค ซึ่งทุกวันนี้ยังทำกันอยู่เลยครับ ผมจึงได้ผูกพันกับเส้นทางประวัติศาสตร์สายนี้ คือ การที่ได้มีชีวิตอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชามาโดยตลอด ผมคิดว่า...จังหวัดพระตะบอง และจังหวัดปราจีนบุรีนั้น จริงๆแล้วเป็นเมืองที่สามารถเชื่อมโยง โดยท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ"

ในอดีต...เมืองพระตะบอง กัมพูชา เป็นหัวเมืองที่สำคัญยิ่ง มีพื้นที่ติดทะเลสาบเขมร ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำสังแก ชาวเมืองมีอาชีพการเกษตร ประมง และเลี้ยงสัตว์ ก็มีสินค้าส่งออกพวกปลา ข้าวโพด ไม้หอม เร่วหอม หนัง-เขา-กระดูกสัตว์ ส่วนข้าวของจำพวกหม้อและไห ภาชนะต่างๆ หรือเครื่องนุ่งห่ม จะนำเข้ามาจากสยามและพนมเปญ

ปัจจุบัน...จังหวัดพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชา เมืองเกษตรกรรรมหลัก เป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ เสมือนเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวกัมพูชาทั้งประเทศ ด้วยมีพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม อันรายล้อมไปด้วยภูเขา และยังตั้งอยู่ติดโตนเลสาบ ขณะนี้เมืองกำลังพัฒนา ก่อร่างสร้างตัวอยู่ อย่างมีโรงแรมขนาดใหญ่ ที่ได้ขยายตัวออกมาถึงนอกเมือง

และเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น เราจะสัมผัสรับรู้มากยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากที่เดินทางผ่าน ประตูอรัญประเทศ ไปก่อน


โปรดอ่านต่อฉบับหน้า