อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 19 ธรรมสำหรับผู้ปกครอง

"เมื่อคนเราอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ จำต้องมีผู้ปกครองตามลำดับชั้น เมื่อรวมกันเป็นประเทศชาติ ก็ต้องมีผู้ปกครองประเทศ และเมื่อรวมกันเป็นโลก ถึงจะไม่มีผู้ปกครองโลกทั้งหมด ก็ต้องมีผู้แทนของชาติทั้งหลายมาประชุมปรึกษาวินิจฉัยเรื่องระหว่างชาติ คล้ายกับเป็นคณะผู้ปกครองโลกบางส่วนหรือทั้งหมด เครื่องมือในการปกครองย่อมมีอยู่หลายอย่าง แต่ที่ขาดไม่ได้นั้นคือธรรมของผู้ปกครอง เพราะถ้าไม่มีธรรมส่วนนี้เสียแล้ว จะปกครองให้เกิดความสุขความเจริญหาได้ไม่"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงชี้ให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันในสังคม หรือการอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีผู้นำ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลปกครอง บริหารจัดการให้การอยู่ร่วมกันในแต่ละหมู่เหล่า ในแต่ละคณะ แต่ละสังคมนั้นๆ เป็นไปด้วยความผาสุก ตั้งแต่หมู่คณะระดับย่อย มาสู่ภาพรวมสังคมระดับประเทศ จนถึงระดับโลก สังคมใดหมู่คณะใดมีผู้นำที่ดี สมาชิกในสังคมหรือหมู่คณะนั้นๆ ย่อมอยู่ร่วมกันด้วยดี มีความเป็นอยู่ที่เป็นไปอย่างสงบสุขอันเป็นสิ่งที่ถูกคาดหวังจากสมาชิกผู้อยู่ร่วมกันในสังคมนั้นเอง และสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เหล่าสมาชิกในปกครองย่อมคาดหวังจากผู้นำเป็นธรรมดา นั่นก็คือคุณธรรมของผู้ปกครอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้ปกครองเป็นตัวแทนผู้นำชุมชนจากหมู่คณะต่างๆ เมื่อเข้ามารวมตัวกันปรึกษาหารือ เพื่อดำเนินการเรื่องต่างๆ หรือในบางแห่งอาจเรียกได้ว่า "สภา" ซึ่งหมายถึง ที่ประชุมที่มีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆมาเข้าร่วมประชุมกัน เช่น สภาองค์กรชุมชนต่างๆ สภาวิชาชีพสาขาต่างๆ สภานักศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ ซึ่งก็ยังต้องมีผู้นำขององค์ประชุม หรือประธานในที่ประชุมอีกทีหนึ่ง

ผู้นำไม่ว่าในระดับย่อยหรือในระดับใหญ่ หากขาดคุณธรรมกำกับเสียแล้ว ผู้อยู่ในปกครองย่อมเดือดร้อนวุ่นวาย แต่ละสังคมแต่ละชุมชนไม่อาจอยู่ด้วยความสงบสุข ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้ปกครองในทุกระดับจำเป็นต้องมีคุณธรรมประจำใจ

ในทางธรรมะนั้นมีหมวดหมู่คุณธรรมสำหรับผู้ปกครองหรือผู้นำชุมชน อันเป็นธรรมสำหรับนักปกครอง หรือเรียกว่า ทศพิธราชธรรม ประกอบด้วย 1. ทาน 2. ศีล 3. ปริจจาคะ 4. อาชชวะ 5. มัททวะ 6. ตปะ 7. อักโกธะ 8. อวิหิงสา 9. ขันติ 10. อวิโรธนะ มาจากคัมภีร์ชาดกเรื่อง มหาหังสชาดก เป็นเรื่องราวตอนที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาหงส์ทอง ทรงถูกนายพรานดักจับเพื่อนำไปถวายพระราชา พญาหงส์ทองอีกตัวหนึ่งที่เป็นเสนาบดีคู่พระทัยก็ไม่ยอมหนีไป ได้แต่เฝ้าอยู่ไม่ห่างจะอยู่ช่วยนายของตนที่ติดบ่วงอยู่ เมื่อนายพรานมาถึง พระโพธิสัตว์บอกว่าจะไม่หนีไปไหน ขอไม่ให้นำเราทั้งสองใส่กรง แต่ให้เราทั้งสองเกาะไปที่กระเช้าสองข้างที่เป็นคาน ให้ท่านหาบไป นายพรานจึงหาบกระเช้านำหงส์ทอง 2 ตัวเข้าไปถวายพระราชา

ฝ่ายพระราชาได้เห็นหงส์ก็ทรงยินดีบอกว่าให้พักอยู่สักระยะหนึ่งแล้วจะปล่อยไป ทรงให้พญาหงส์เกาะอยู่ในที่อันสมควร พระราชทานอาหารให้ เป็นต้น พญาหงส์นั้นจึงทูลปฏิสันถารกับพระราชา ถามถึงความสุขสำราญของพระองค์ ความปราศจากโรคาพาธ ทรงปกครองบ้านเมืองโดยธรรมอันชอบแล้วหรือ บรรดาเสนาอำมาตย์พร้อมกันทำการงานโดยไม่มีโทษ พระมเหสีมีพระเสาวนีย์อันน่ารัก มีพระโอรสที่มีพระรูปโฉมงดงาม เป็นไปตามอัธยาศัย พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตรายแก่ที่ไหนๆโดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอละหรือ ฯลฯ เมื่อพญาหงส์ถามถึงสิ่งใด สิ่งนั้นก็ราบรื่นเพียบพร้อมไปเสียหมด ด้วยทรงตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันชอบ มิได้ทรงมัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา จึงไม่ทรงสะดุ้งกลัวปรโลก พระราชาทรงกล่าวว่า "เราตั้งอยู่แล้วในธรรม 10 ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราพิจารณาเห็นธรรม 10 ประการที่มีอยู่ในตัวเราเหล่านี้ คือ 1. ทาน 2. ศีล 3. การบริจาค 4. ความซื่อตรง 5. ความอ่อนโยน 6. ความเพียร 7. ความไม่โกรธ 8. ความไม่เบียดเบียน 9. ความอดทน 10. ความไม่พิโรธ คือความกระทำไม่ให้ผิด แต่นั้นมาปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อยย่อมเกิดแก่เรา"

ได้ฟังพระราชาตรัสตอบดังนี้ พญาหงส์ทองก็ถวายอนุโมทนาแด่พระราชา และพระราชาก็ได้พระราชทานทรัพย์แก่นายพราน โปรดให้พญาหงส์ทองกับเสนาบดีหงส์พักอยู่ พระราชทานเลี้ยงดูให้มีความสุข แล้วก็ทรงปล่อยพญาหงส์และหงส์เสนาบดีนั้นให้กลับสู่ถิ่นฐาน

"ธรรมของผู้ปกครองนี้ท่านเรียกว่า ราชธรรม แม้ตามศัพท์จะแปลว่า ธรรมสำหรับพระราชา แต่ตามความมุ่งหมายก็คือธรรมสำหรับผู้ปกครองทั่วไป และสำหรับผู้อยู่ในปกครองด้วย ท่านแสดงไว้ 10 ประการ เรียกว่า ทศพิธราชธรรม จะกล่าวเฉพาะข้อ 6 คือ ตปะ หรือ ตบะ มีอธิบายตามพระธรรมเทศนา ทศพิธราชธรรม ที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ทรงถวายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ พ.ศ.2493 ว่า

ตปะ หรือ ตบะ โดยพยัญชนะว่า แปลว่า แผดเผา โดยมาก ท่านใช้เป็นชื่อของความเพียร จึงแปลว่า ความเพียรเป็นเครื่องแผดเผา ( ความเกียจคร้าน) ใช้เป็นชื่อธรรมอื่นอีกบ้าง ทางลัทธิพราหมณ์แสดงว่า ตบะของพราหมณ์คือการเล่าเรียนพระเวทที่ศักดิ์สิทธิ์ ตบะของกษัตริย์คือการคุ้มครองไพร่ฟ้าประชาชน ตบะของเวสสะหรือไวสยะคือการทำบุญให้ทานแก่พราหมณ์ ตบะของศูทรคือการรับใช้ ตบะของฤษีคือการกินอาหารที่เป็นผัก มีคำเป็นคาถาหนึ่งแสดงว่า "อาทิตย์มีตบะคือส่องแสงสว่างในกลางวัน จันทร์มีตบะในกลางคืน"

ตามนัยเหล่านี้ ตบะหมายถึงการตั้งใจกำจัดความเกียจคร้าน หรือการทำผิดหน้าที่ มุ่งทำกิจอันเป็นหน้าที่ที่พึงทำ อันเป็นกิจดี กิจชอบให้สม่ำเสมอ และให้ยิ่งขึ้น ผู้บำเพ็ญตบะให้บรรลุถึงความสำเร็จย่อมเป็นผู้มีตบะ ปรากฏเป็นผู้มีสง่า เป็นที่ยำเกรง ดังที่พูดกันว่า มีตบะเดชะ คนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ต้องมีตบะ คือใครมีหน้าที่ฐานะอย่างใด ก็ปฏิบัติไปอย่างนั้นให้ดี ให้เหมาะ ให้สมแก่หน้าที่ฐานะ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ผู้ปกครองก็ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปกครองให้ดี ให้บริบูรณ์ เมื่อเป็นผู้อยู่ในปกครองก็ปฏิบัติหน้าที่ของผู้อยู่ในปกครองให้ดี ให้บริบูรณ์"

คำว่า "ตบะ" โดยทั่วไปหมายถึง ความพากเพียร ความบากบั่น ความก้าวหน้า ความไม่ถอยหลัง ความไม่หยุดอยู่กับที่ หากเปรียบกับอิทธิบาท 4 ซึ่งประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คุณธรรมในข้อที่เรียกว่า "ตบะ" ก็สามารถเทียบกับ "วิริยะ" คือ "ความเพียร" ได้เหมือนกัน

การอยู่เป็นหมู่เป็นคณะแต่ละคนย่อมมีบทบาทหน้าที่ต่อกันแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือต่างฝ่ายต่างพากเพียรทำหน้าที่ของตนให้ดี ผู้นำที่ดีคือผู้ที่ทำตนเป็นตัวอย่างที่ถูกต้องให้เป็นแบบอย่างของผู้อยู่ในปกครอง ผู้อยู่ในปกครองจึงบังเกิดศรัทธา มีความเคารพยำเกรง ประพฤติตนตามแนวทางอันเป็นคุณธรรมที่มีอยู่ในตัวของผู้ปกครองนั้น ต่างฝ่ายต่างเคารพต่อหน้าที่ ทำภาระหน้าที่ของตนให้บรรสานสอดคล้องกับฝ่ายอื่นๆ ที่ต่างก็มีความนับถือซึ่งกันและกัน ไม่ล่วงละเมิดเบียดเบียนกัน

ทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมสำหรับผู้ปกครอง เปรียบเสมือนศีลหรือวินัยที่ผู้นำควรนำมาปฏิบัติ เพื่ออบรมและคุ้มครองใจไม่ให้ละเมิดอำนาจหน้าที่ โดยอาศัยข้อธรรมเหล่านี้เป็นหลักในการปกครองและเป็นแนวทางปฏิบัติตน คุณธรรมเหล่านี้เป็นหลักธรรมที่จะทำให้เกิดการเคารพรัก เป็นสิ่งคุ้มครอง ป้องกัน รักษา และอำนวยประโยชน์แก่หมู่คณะหรือมวลชน

เมืองไทยเราช่างโชคดีเสียจริง ที่มีพระราชาคือผู้นำสูงสุด เป็นผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์อย่างมากมายมหาศาลเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข จากพระปฐมบรมราชโองการที่พระราชทานไว้เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ในพ.ศ.2493 ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 65 ปี ที่ทรงครองราชย์ ทุกคนก็ได้ประจักษ์แล้วว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่งนัก ทรงปกครองแผ่นดินด้วยธรรม ทรงมีทศพิธราชธรรมเป็นหลักในการบริหารการปกครอง ทรงยึดหลักธรรมาภิบาล เป็นแนวทางบริหารราชการแผ่นดิน พระปฐมบรมราชโองการของพระองค์จึงเสมือนเป็นการประกาศนโยบาย Good Governance ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการนำคำนี้มาใช้อย่างแพร่หลายทั่วไปในโลกปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทศพิธราชธรรมจะมีชื่อเรียกว่าเป็น "ธรรมสำหรับพระราชา" ซึ่งถือเป็นหลักปกครองของพระราชา และสำหรับผู้นำชุมชน หรือผู้ปกครองในระดับต่างๆ แต่ประชาชนทั่วไปก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติได้เช่นกัน เพื่อให้เกิดความสุขภายในครอบครัว ในการทำหน้าที่การงานต่างๆ เป็นธรรมะที่ช่วยจะคุ้มครองตน และคุ้มครองผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันให้เกิดความราบรื่นผาสุกอย่างทั่วถึง

"เมื่อปฏิบัติดีอยู่ด้วยกันก็เป็นผู้มีตบะอยู่ด้วยกัน เป็นที่ยำเกรงของกันและกัน แต่ถ้าตรงกันข้าม คือผู้มีหน้าที่ปกครองไม่ปกครองให้ดี ก็เป็นที่ดูหมิ่นของผู้อยู่ในปกครอง รวมความว่า ผู้มีหน้าที่ฐานะอย่างใด ไม่ปฏิบัติให้สมกับหน้าที่ฐานะอย่างนั้น ย่อมเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลน หมดความนับถือ ต้องเสื่อมจากเกียรติที่ดี จนถึงต้องตกจากฐานะของตน มีคำกล่าวไว้ในสุตโสมชาดกว่า "พระราชาผู้เอาชนะบุคคลที่ไม่ควรชนะไม่ชื่อว่าพระราชา เพื่อนผู้เอาชนะเพื่อนไม่ชื่อว่าเพื่อน ภริยาผู้ไม่ยำเกรงสามีไม่ชื่อว่าภริยา บุตรผู้ไม่เลี้ยงมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าไม่ชื่อว่าบุตร สภาที่ไม่มีสัตบุรุษ (คนดี) ไม่ชื่อว่าสภา ผู้พูดไม่เป็นธรรมไม่ชื่อว่าสัตบุรุษ ผู้ละหรือสงบราคะโทสะโมหะพูดเป็นธรรมชื่อว่าสัตบุรุษ"

บ้านเมืองใดที่ผู้ปกครองยึดหลักทศพิธราชธรรมบ้านเมือง ย่อมเป็นหลักประกันอย่างดีว่าบ้านเมืองนั้นๆย่อมอยู่ร่มเย็นเป็นสุข เมืองไทยเราแม้ประเทศชาติเข้าสู่ภาวะคับขันหลายครั้ง แต่รอดพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆได้ด้วยเพราะพระบารมี ด้วยวิธีที่ทรงปกครองด้วยหลักทศพิธราชธรรมนี้เอง ทำให้ทรงเป็นมิ่งขวัญของแผ่นดิน เป็นที่รักเทิดทูนยิ่งของประชาชน

"กล่าวโดยเฉพาะ ข้อที่พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงตั้งพระราชพระราชหฤทัยกำจัดความเกียจคร้านและการทำผิดหน้าที่ ทรงตั้งพระราชอุตสาหะวิริยภาพปฏิบัติพระราชกรณียกิจให้เป็นไปด้วยดียิ่งๆขึ้น มีพระตบะเดชะ เป็นที่ยำเกรงแห่งบุคคลทั่วไป ตลอดถึงทรงสมาทานกุศลวัตรเผาผลาญกำจัดอกุศลวิตกบาปธรรมให้เสื่อมสูญไม่ตั้งอยู่ได้ ดังนี้ จัดเป็นตบะบทที่ 6"

ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงยึดมั่นในหลักธรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนสำหรับทศพิธราชธรรม เป็นที่ประจักษ์แจ้งกันดีอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบด้วยความเพียรอย่างยิ่ง ไม่ทรงลดละเบื่อหน่าย ทรงไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคใดๆ ทั้งที่ทรงอยู่ในฐานะที่สามารถทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ทรงทำเช่นนั้น ทรงริเริ่มศึกษาทดลอง ตลอดจนทรงพัฒนาโครงการต่างๆ ส่วนพระองค์มากมายหลายแขนง ไม่ว่าด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และอื่นๆ แต่ละโครงการล้วนเป็นไปเพื่อสนับสนุนเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตให้แก่พสกนิกร โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่ถือเป็นพื้นฐานสำคัญและเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย ทรงริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ ให้คนไทยนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ด้วยทรงห่วงใยและทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างถ้วนหน้า

แม้องค์ดาไลลามะ ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต ผู้ทรงดำรงตำแหน่งประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์ของพุทธศาสนานิกายมหายานแบบธิเบต ยังตรัสตอบคำถามที่มีผู้ถามว่า "พระองค์คิดว่าผู้นำที่เป็นตัวแทนของการอุทิศตัวเพื่อผู้อื่นคือใคร" องค์ดาไลลามะตรัสว่า "ถ้าเอาข้าพเจ้าเทียบกับคนผู้นี้ ข้าพเจ้าจะกลายเป็นแค่เด็กเพิ่งหัดเดินไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่คนผู้นี้ทำให้กับคนของเขาด้วยความรักและศรัทธาในสิ่งนี้อย่างเต็มเปี่ยม" มีคำถามตามมาอีกว่า "คนผู้นี้คือใคร" องค์ดาไลลามะตรัสตอบแต่เพียงสั้นๆ ว่า "มหาราชาภูมิพล"


(ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือทศบารมี ทศพิธราชธรรม ของ สมเด็จพระญาณสังวร(เจริญ สุวฑฺฒโน) ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า