ว่าด้วยความรัก...

และการงาน
สายลม แสงแดด

เมื่อราวสองสามสัปดาห์ก่อนไปรื้อแผ่น "เทพสามฤดู" ขึ้นมาดูซ้ำอีกครั้งด้วยความคิดถึง เป็นละครพื้นบ้านหรือที่เรียกกันติดปากว่าละครจักรๆวงศ์ๆ ที่ฉายทางช่องเจ็ดสีตอนเช้า สม่ำเสมอมาตั้งแต่สมัยคุณแม่ยังเด็กนั่นแหละ สำหรับเรื่องนี้ก็ฉายตั้งแต่ พ.ศ.2546 หรือเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะดูผ่านแล้วผ่านเลย ดูเอาสนุก ไม่ทุกข์ร้อนที่จะต้องไปควานหาแผ่นมาเก็บไว้สำหรับดูซ้ำ เพราะการควานหาแผ่นวีซีดีสำหรับเด็กสักคนหนึ่งในตอนนั้น (จนถึงตอนนั้นยังไม่เคยได้ยินใครพูดถึงดีวีดีให้ฟัง คงยังไม่แพร่หลายกระมัง) ถึงจะสามารถเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตได้บ้าง แต่ก็ยังไม่มีเว็บไซต์ภาษาไทยหลากหลายอย่างในสมัยนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็จำต้องไปย่ำต๊อกตามหาตามแผงร้านค้าวิดีโอซีดีทั้งหลายเอาเอง สุดแต่บุญพาวาสนาส่งว่าจะหาวีซีดีที่อยากได้เจอหรือไม่

ดังนั้น ถ้าไม่สนใจอยากได้จริงๆละก็ คงไม่ซื้อมาเก็บไว้ โดยเหตุที่ชื่นชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษก็เพราะชอบคู่พระ-นางของเรื่อง คือ สุวรรณอัมพรกับพระราหู นั่นเอง

สำหรับคนที่รู้จักแล้วก็คงจะร้องอ๋อ (ได้ยินเสียงแว่วมาด้วยว่า "ชอบเหมือนกัน!" ก็คู่นี้น่ารักออกขนาดนั้นนี่นะ) แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก เทพสามฤดูเป็นเรื่องของเทพบุตรสององค์ ได้แก่ พระราหู พระพิรุณ และเทพธิดาอีกหนึ่งองค์ คือ จินดาเมขลา ที่จุติลงมาเกิดเพื่อปราบอธรรมตามโครงเรื่องคลาสสิคแบบจักรๆวงศ์ๆ แต่พิสดารแหวกแนวไปจากเรื่องอื่นๆ ตรงที่แทนที่จะลงมาองค์เดียวหรือต่างองค์ต่างลง ทั้งสามเล่นลงมาจุติพร้อมกันในร่างเดียว โดยหมุนเวียนเปลี่ยนผันตามฤดูกาล ฤดูร้อนเป็นพระราหู ฤดูฝนเป็นพระพิรุณ และฤดูหนาวเป็นจินดาเมขลา

พระราหูเป็นองค์เดียวที่ไม่ใช่เทพแท้ๆ แต่เป็นกึ่งเทพกึ่งอสูร หน้าตาดุร้ายน่ากลัวเพราะมีเขี้ยวเหมือนยักษ์ ซึ่งเวลาดูในเรื่องจะสังเกตได้ว่าเจ้าตัวออกจะถือเป็นปมด้อยของตัวเองอยู่พอสมควร เป็นไปได้ว่าเพราะพอเกิดมาพระบิดาก็สั่งให้เอาไปลอยแพ (เพราะพระบิดาเป็นมนุษย์นี่นะ ย่อมตกใจที่พระโอรสประสูติมาเป็นยักษ์) แล้วพอมารักผู้หญิง คือพระธิดาสุวรรณอัมพรแห่งกรุงโรมวิสัย ก็เจอผู้หญิงปากกับใจไม่ตรงกัน นอกจากโขกสับสารพัด ยังตอกย้ำประเด็นความเป็นยักษ์เป็นอุปสรรคความรักอยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆที่คนอื่นทั้งในจอและนอกจอก็ดูออกว่าเริ่มรักเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยคหนึ่งที่ตัวละครหลายตัวพูดกันบ่อยๆในเรื่องก็คือ "มนุษย์ที่ไหน จะมารักยักษ์จริง?"

เท้าความมาซะยาว ก็เพื่อปูเรื่องจะบอกว่า สุวรรณอัมพรกับพระราหูเขานับว่าโชคดี ตรงที่เจอกันในงานเสี่ยงมาลัย แค่เจอหน้าโยนมาลัยให้กัน แล้วก็ปรากฏว่าเป็นคู่กันจริงๆ รักกันหวานหยด (ปนน้ำตาของพระราหูที่โดนศรีภรรยาทำร้ายจิตใจอยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังรักกันดีไม่มีคิดเปลี่ยนคู่ล่ะนะ) ไปจนจบเรื่อง

แต่ว่าในชีวิตจริง มีแบบนั้นรึเปล่านะ

ขณะนี้เพื่อนๆหลายคนเริ่มทยอยกันมีข่าวมงคล บ้างก็บวชทดแทนคุณพ่อแม่ แต่ส่วนใหญ่แต่งงานกันไปหลายคู่ เห็นรูปในเฟซบุ๊คแล้วตกใจ เพิ่งรู้สึกสำนึกตัวว่านี่เราถึงวัยไปงานแต่งเพื่อนได้แล้วเหรอเนี่ย ก่อนหน้านี้เคยมีแต่ไปงานแต่งคนที่อาวุโสกว่าทั้งนั้น นับว่าวันเวลาผ่านไปโดยไม่ทันรู้ตัวจริงๆ

เมื่อฝั่งหนึ่งมีข่าวงานมงคลสมรส อีกฝั่งหนึ่งบรรดา "เฟรนด์" หรือ "คอนแท็คต์" ในเฟซบุ๊ค ไลน์ และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งที่โสดสนิทและโสดหมาดๆ ก็เริ่มโพสต์ข้อความเตือนใจเกี่ยวกับความรัก อย่างเช่น "อย่ามีใครเพราะความเหงา แต่ให้มีเขาเพราะความรัก" เพราะจริงๆแล้วการมีคู่ก็เป็นภาระอย่างหนึ่งนั่นแหละ ผู้เฒ่าผู้แก่บางรายยังพูดเลยว่า จะว่าไปแล้วคนที่ไม่มีคู่ก็คือคนที่ไม่มีกรรม ไม่ต้องไปชดใช้อะไรกับใครให้วุ่นวาย

อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนหนึ่งที่โสดสนิทเกาะติดคาน และมีท่าว่าจะเกาะไปอีกยาวจนอาจจะตลอดชีวิต เรื่องของความรักทำให้สุดแสงดาวไพล่คิดไปถึงเรื่องงานมากกว่าการหาคู่ ซึ่งดูออกจะไกลตัวเองไปนิดหนึ่ง

เพิ่งจะเมื่อวันสองวันนี้เอง อ่านเจอบทความของสื่อต่างประเทศ เป็นบทความว่าด้วยการสัมภาษณ์งาน อ่านแล้วสรุปได้ใจความสั้นๆง่ายๆ ดังนี้

จริงๆแล้วการสัมภาษณ์งาน ก็เหมือนการไปดูตัว

หรือถ้าพูดกับเด็กสมัยนี้ ใช้คำว่า "ออกเดท" อาจจะฟังแล้วเข้าใจมากกว่า โดยบทความดังกล่าวบอกว่าการไปสัมภาษณ์งานโดยนำเสนอภาพตัวเองเลิศเลอเพอร์เฟ็ค (บางครั้งเกินจริง เพื่อให้คนสัมภาษณ์ประทับใจและเลือกตัวเองให้จงได้) แล้วตั้งตารอคอยแต่ให้อีกฝ่ายเป็นคนเลือกเรานั้น เป็นวิธีการที่ผิด

ที่ถูกคือ เราต้องเลือกเขาด้วย!

"ถ้าคุณเคยเลือกงานผิดพลาดมาก่อน ก็จะรู้ว่าเรากำลังพูดถึงอะไรอยู่" คนเขียนบทความบอกว่าอย่างนั้น จริงอยู่ว่างานหายาก และการจู้จี้เลือกงานก็ไม่ใช่ลักษณะนิสัยที่สังคมไทยส่งเสริม...ที่จริง คงจะไม่มีสังคมไหนส่งเสริมเลย เพราะทุกสังคมต่างต้องการคนไปทำงานในตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ขัดส้วมยันผู้บริหาร ไม่มียกเว้น ยิ่งคนเดียวทำได้หลายอย่างยิ่งดี เพราะประหยัดงบ

แต่...บทความดังกล่าวพูดถึงประเด็นที่น่าสนใจมาก เมื่อมองในระดับบุคคล หรือมองว่าคนทำงานก็เป็น "คน" มีชีวิต มีจิตใจ และมีอนาคตที่จะต้องใช้อีกยาวไกล "เวลาที่เราเข้าไปทำงาน งานอาจจะได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเราบ้างไม่ว่าจะบวกหรือลบ แต่สำหรับตัวคุณเอง จะได้รับผลกระทบอย่างมากจากงาน"

ผลกระทบที่ว่าก็คือผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ประสบการณ์ชีวิต การมองโลก และอื่นๆ อีกมากมายที่จะหล่อหลอมตัวเราต่อไปในอนาคตนั่นเอง เพราะยอมรับเถอะว่างานดูดกินเวลาในชีวิตของเราไปไม่น้อยเลย

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่สัมภาษณ์งาน อย่ามัวนั่งกดดันอยู่ฝ่ายเดียว เหมือนผู้หญิงไร้ทางไปที่รอให้ผู้ชายเลือก

แต่จงถามคนสัมภาษณ์กลับ แล้วสังเกตจากคนสัมภาษณ์นั่นแหละ เป็นแนวทางว่าองค์กรนั้นกับตัวเรา จะร่วมหอลงโลงด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่ง หรือจะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่กลายเป็นพิษในไม่ช้า