เสื้อแคชเมียร์

ของเอริก บงปารด์
C'est is bon!

แม่มีเสื้อหนาว twin set อยู่ชุดหนึ่ง สีชมพูอมส้มแบบสีลูกพีชหรือเนื้อปลาแซลมอน ตัวในคอกลม แขนสั้น ตัวนอกผ่าหน้า แขนยาว แม่ซื้อที่ฮ่องกงยามไปพักผ่อนที่นั่นกับพ่อ เสื้อชุดนี้เนื้อนิ่มมือ และกลายเป็นเสื้อตัวเก่งยามไปศึกษาที่เมืองนีซ (Nice) เมื่อนานมาแล้ว

หยิบมาดูในปัจจุบันเห็นว่าตัวเล็กนิดเดียว นึกฉงนว่าใส่เข้าไปได้อย่างไร twin set เนื้อนิ่มนี้เป็นเสื้อแคชเมียร์ (cashmere) ยี่ห้ออังกฤษ เสื้อแคชเมียร์นุ่มจริงๆไม่ระคายผิว ไม่เหมือนเสื้อนิตขนสัตว์บางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง mohair ที่คันยุบยับ ผู้ที่แพ้ขนสัตว์ชนิดอื่นๆจำต้องหันมาใช้เสื้อแคชเมียร์แต่อย่างเดียว เป็นภาระกับกระเป๋าเงินเพราะราคาแพง เสื้อแคชเมียร์ให้ความอุ่นมากเป็นพิเศษ หากไม่หนาวจริง สวมเสื้อแคชเมียร์แล้วจะรู้สึกร้อนเหงื่อซึมทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีเครื่องทำความร้อน

เสื้อแคชเมียร์เป็นของหรู ในระยะหลังนี้ยี่ห้อระดับกลางและล่างหันมาผลิตเสื้อแคชเมียร์กันหนาตา สนนราคาขึ้นอยู่กับยี่ห้อและคุณภาพ ห้างสรรพสินค้ากาเลอรีส์ ลาฟาแยต (Galeries Lafayette) และแพรงตองป์ (Printemps) จำหน่ายเสื้อแคชเมียร์ในชื่อของตนเอง ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับยี่ห้อดีๆหรูๆ ห้างโมโนพรีซ์ (Monoprix) มีเสื้อแคชเมียร์เช่นกัน จะเป็นยี่ห้อที่ผลิตสำหรับโมโนพรีซ์โดยเฉพาะ

ในระยะหลังเสื้อโมโนพรีซ์สวยและมีคุณภาพใช้ได้ทีเดียวเมื่อเทียบกับราคาอันย่อมเยา L'Atelier de la maille เป็นยี่ห้อเสื้อแคชเมียร์ซึ่งเห็นเมื่อไม่นานนี้ ทว่ายี่ห้อที่มีมาตั้งแต่ปี ๑๙๘๔ คือ เอริก บงปารด์ (Eric Bompard) เป็นเสื้อแคชเมียร์ชั้นดี ดูเหมือนว่าราคาแพงจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการขาย ด้วยว่า Eric Bompard มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มั่นคงต่อเสื้อแคชเมียร์ สังเกตว่าส่วนใหญ่เป็นสาวใหญ่และผู้สูงอายุ ราคาจำกัดกลุ่มลูกค้าโดยปริยาย

ถึงกระนั้นแบบเสื้อของ Eric Bompard ก็ไม่ล้าสมัย เอริก บงปารด์ เปิดร้านขายเสื้อแคชเมียร์แห่งแรกที่เนยยี-ซูร์-แซน (Neuilly-sur-Seine) ชีวิตของเขาผันจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปทำเสื้อเมื่อเขาเดินทางไปทำธุรกิจในเอเชียและพบว่าเสื้อแคชเมียร์ไม่ได้ผลิตในอิตาลีหรือสก๊อตแลนด์อย่างที่เข้าใจตลอดเวลา ด้วยว่าขนสัตว์แคชเมียร์มาจากทะเลทรายโกบี (Gobi) ที่มีการเลี้ยงแกะพันธุ์พิเศษ คือ Capra hisca ซึ่งเมื่อถึงฤดูหนาว ร่างกายจะผลิตขนที่นุ่มเพื่อกันความหนาวเย็น และขนที่ติดกับเนื้อหนังส่วนนี้แหละที่นำมาทอเป็นเส้นใยสำหรับการผลิตเสื้อแคชเมียร์ต่อไป

เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ คนเลี้ยงจะหวีขนแกะ ตามมาด้วยการตัด แกะแต่ละตัวให้ขนสัตว์แคชเมียร์ประมาณ ๓๐๐ กรัมต่อปี ซึ่งนำมาทอเป็นเสื้อพูลโอเวอร์ คอวี สำหรับผู้ชายได้เพียง ๑ ตัว เสื้อแคชเมียร์ของอิตาลีและสก๊อตแลนด์จะนำเข้าเส้นใยแคชเมียร์จากจีนและนำไปทอเป็นเสื้อเอง เอริก บงปารด์ มองเห็นลู่ทางในการทำธุรกิจเสื้อแคชเมียร์ที่ผลิตในประเทศจีน จึงติดต่อกับนักธุรกิจจีนที่เป็นเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อแคชเมียร์เล็กๆ ชื่อ Erdos ซึ่งเป็นเจ้าแห่งแคชเมียร์เพราะผลิตได้ปีละ ๑๔,๐๐๐ ตัน เขาสั่งผลิตเสื้อ ๒,๐๐๐ ตัว มีเพียง ๓ แบบ และ ๑๒ สี เมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน เขาถามตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เพราะเกรงว่าจะขายไม่ออก จึงลงประกาศในหนังสือพิมพ์ เลอ ฟิกาโร (Le Figaro) โดยบ่งราคาด้วย ซึ่งถูกกว่าที่ขายกันอยู่ถึงสามเท่า ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

เอริก บงปารด์ ต้องอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าแคชเมียร์นี่มีกำเนิดในจีนนะ ไม่ใช่ประเทศอื่น ธุรกิจเสื้อแคชเมียร์ของ เอริก บงปารด์ เริ่มในขณะที่มีการจำกัดโควต้าสิ่งทอจากจีน เอริก บงปารด์ ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐผ่อนปรนการนำเข้า จนในที่สุดเขาสามารถนำเข้าเสื้อแคชเมียร์ได้มากขึ้น การทำธุรกิจใช่ว่าจะราบรื่น ในปี ๑๙๙๑ เมื่อเกิดสงครามในอ่าวเปอร์เซีย สินค้าไม่อาจส่งมาได้ เอริก บงปารด์ ได้แต่ภาวนาให้ได้สินค้าก่อนคริสต์มาส หากสินค้าเดินทางมาถึงเดือนมกราคมซึ่งก็ไม่สายเกินไปนัก เพราะอากาศยังหนาวเย็นอยู่ เอริก บงปารด์ ค่อยหายใจสะดวกขึ้นเมื่อองค์การค้าโลกเปิดเสรีสิ่งทอจากจีน ในปี ๑๙๙๔ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีสินค้ามาป้อนสม่ำเสมอ เอริก บงปารด์ ให้บริษัท Erdos ถือหุ้นในธุรกิจของเขา ๒๐%

ปัจจุบัน เอริก บงปารด์ สั่งนำเข้าเสื้อแคชเมียร์ปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ตัว เอริก บงปารด์ มีทีมดีไซเนอร์ที่ออกแบบเสื้อและให้สี แต่ละฤดูมีสีให้เลือกประมาณ ๔๐ สี รวมทั้งสีสดใสที่สามารถดึงดูดลูกค้าที่เยาว์วัยกว่าเดิม ประกอบกับได้ผู้บริหารคนใหม่คือ ลอแรน เดอ กูร์เนย์ (Lorraine de Gournay) ลูกสาวของ เอริก บงปารด์ ซึ่งเริ่มทำงานในธุรกิจของครอบครัว ในปี ๒๐๐๔ และเข้าบริหารเต็มตัวตั้งแต่ปี ๒๐๐๙ อย่างไรก็ตาม เอริก บงปารด์ มิได้วางมือจากธุรกิจ ยังคงเข้ามาดูแลความเรียบร้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคมเปญโฆษณา สาวรุ่นใหม่อย่าง ลอแรน เดอ กูร์เนย์ อยากเห็นการเติบโตของธุรกิจมากกว่าเดิม นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ เธอเปิดร้านขนาดใหญ่ ที่ชองป์เซลีเซส์ (Champs-Elysees) ในปี ๒๐๐๗ ต่อมาในปี ๒๐๑๐ เปิด flagship ที่ rue du Bac ร้าน Eric Bompard มีลักษณะพิเศษคือเสื้อจะพับวางบนหิ้งกั้นเป็นช่องๆ ไล่ตามสีและแบบ Eric Bompard มีสาขาในอังกฤษ เยอรมนี เบลเยี่ยม สวิส และจีน ทว่า ลอแรน เดอ กูร์เนย์ มีโครงการเปิดสาขาทั่วยุโรปเหนือและสหรัฐอเมริกา ลอแรน เดอ กูร์เนย์ ไม่วิตกที่ปัจจุบันหลากยี่ห้อหันมาผลิตเสื้อแคชเมียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยี่ห้อระดับล่างอย่าง Zara, Uniqlo, Gap ซึ่งราคาไม่สูงนัก ทั้งนี้เพราะ Eric Bompard มั่นใจในคุณภาพของตนเองและภาพลักษณ์ที่เป็นยี่ห้อระดับสูง โฆษณาของ Eric Bompard ในสื่อสิ่งตีพิมพ์นั้นใช้ภาพการ์ตูนเป็นส่วนใหญ่ น่ารักดี แถมไม่ต้องจ่ายเงินค่านางแบบ

ครั้งหนึ่งได้นักแสดงดังอย่าง การอล บูเกต์ (Carole Bouquet) เป็นแบบโฆษณาให้ นอกจากนั้นยังมีแชมเปี้ยนโลกสเก๊ตน้ำแข็งอย่าง ไบรอัน จูแบรต์ (Brian Joubert) และนักร้อง เคที เมลัว (Katie Melua) เป็นแบบให้ แพร่ภาพทางเว็บไซต์ของ Eric Bompard นานาชาติประณามการกดขี่แรงงานในจีน จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะมีการปรับค่าแรง นั่นย่อมเป็นที่มีของราคาผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนั้นพื้นที่ของทะเลทรายโกบี (Gobi) เพิ่มขึ้น

จากภาวะโลกร้อน พื้นที่สำหรับเลี้ยงแกะย่อมน้อยลง เสื้อ Eric Bompard มีขายในห้างสรรพสินค้าและบูติกของตนเอง นอกจากนั้นยังมีการขายตรงด้วย โดยบริษัทจัดทำแค็ตตาล็อกพร้อมกับตัวอย่างเส้นไหมสีต่างๆ ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้