เพราะคิดถึง...จึงกลับมา

บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 3 : Westport เมืองเหงาริม Tasman Sea มีอะไรมากกว่าที่คิด

Westport เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในเขต Westcoast ชื่อในภาษาเมารีของ Westcoast คือ Te Ika-a-Poutini เป็นภูมิภาคที่มีความยาวจากเหนือไปทางใต้ของภูมิภาค ประมาณ 550 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางริมฝั่งตะวันตกของเกาะใต้ เป็นเขตป่าฝน มีแม่น้ำสำคัญหลายสาย มีภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี จนทำให้เกิดธารน้ำแข็ง

ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของ Westcoast การขับรถท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งจะเห็นคลื่นสูงซัดกระหน่ำจาก Tasman Sea อีกฝั่งเป็นภูเขาสูงชัน ขึ้นเนิน ลงเนินลูกแล้วลูกเล่า เลียบเหวลึก...เป็นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งของการขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ เลียบแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำบุลเลอร์ (Buller River)* ทางหลวงช่วงนี้จึงมีชื่อว่า Buller Gorge Road ถนนสายที่คดเคี้ยวเป็นงูเลื้อยคู่ไปกับแม่น้ำกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตรช่วงนี้ ทั้งสวยงามและอันตราย เส้นทางสายนี้ผ่านแหล่งท่องเที่ยวและจุดชมวิวริมทะเล Tasman หลายแห่ง จนได้รับสมญา ว่าเป็น "The Great Ocean Road" ของนิวซีแลนด์ คู่กับ "The Great Ocean Road" ของออสเตรเลียที่โด่งดังไปทั่วโลก และ เส้นทางที่เดินทางจาก Westport ไป Punakaiki จนถึงเมือง Greymouth ถือเป็นเส้นทางเลียบริมฝั่งทะเลที่สวยติดหนึ่งในสิบของโลก จากประสบการณ์จริง มันสวยจริงๆ ช่วงที่ขับรถผ่าน Pancake Rock เป็นเส้นทางเลาะเลียบชายฝั่งมหาสมุทร บางจุดที่ถนนสายนี้เลียบทะเลจะเห็นหน้าผาที่ถูกคลื่นลมกัดเซาะจนพังทลายกลายเป็นเกาะเล็กๆ รูปร่างแปลกตา

Westport อยู่ห่างจากเมือง Takaka ที่เราพักเมื่อคืนอีกไกลโข ตอนสายๆ ขณะที่ออกจาก Takaka ร้านค้าในเมืองยังไม่เปิด เรารีบตรงไปที่เมือง Motueka ระยะทางห่างไปอีก 55 กิโลเมตร ระหว่างเส้นทางมี สวนผลไม้ ทั้ง สวนกีวี สวน แอปเปิ้ล ไร่องุ่น เราเพิ่งเคยเห็นกีวีลูกสดๆ ที่อยู่กับต้นเป็นครั้งแรกที่นี่ บางสวนวางผลไม้หลากหลายบรรจุในถุงเรียบร้อยพร้อมราคา มีกล่องใส่เงินวางไว้ด้วย บางสวนวางผลไม้พร้อมมีด สำหรับให้นักเดินทางได้ลิ้มชิมรสก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เราลองชิมทุกชนิด ทั้งแอปเปิ้ลสีสันแปลกตา ลูกแพร์ทั้งชนิดกรอบกัดทีน้ำกระจาย บ่งบอกถึงความสด ใหม่ ชนิดเนื้อนุ่มกึ่งสุก รวมทั้งสาลี่ลูกกลมเล็กและลูกใหญ่ ตัดสินใจไม่ถูกเลยซื้อทุกชนิด ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกินหมด แต่ผลไม้ของเขาสด เพิ่งเก็บจากต้นจึงอยู่ได้หลายวัน ประกอบกับอากาศเย็น มีส่วนช่วยรักษาความสดของผลไม้ได้อย่างดี การซื้อผลไม้แบบนี้ ต้องเตรียมเงินเหรียญให้พอดี เพราะไม่รู้จะหาเงินทอนอย่างไร กล่องเงินเขาปิดล็อกกุญแจ บางร้านขายทั้งผลไม้ ผักสด ไข่ไก่ น้ำผึ้ง แยม รวมทั้ง real fruit iceceam ราคา 4 เหรียญ ต่อโคน ช่วงผ่านร้าน iceceam ร้านยังไม่เปิด ติดป้ายไว้ว่า เปิด 11 โมง เลยอดชิม real fruit iceceam

เมื่อวานนี้ รีบร้อนจะไปเที่ยวที่หาด Pohara , Golden Beach, และ Farewell Spit โดยตั้งเป้าค้างคืนที่ Collingwood เมืองที่นับได้ว่าเป็นเมืองที่อยู่ตอนเหนือสุดของเกาะใต้ การเดินทางในช่วงนี้เป็นเส้นทางยาวขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ เราแวะทุกแห่งที่เตรียมข้อมูลไว้ ไม่ว่าจะเป็นหาด Pohara สถานที่ซึ่งมีที่พักสวยริม Tasman Sea หลายแห่ง และ Golden Beach ที่ไม่ค่อยมีอะไรประทับใจสักเท่าไหร่ แวะเที่ยวเรื่อยเปื่อยรายทาง จนไปถึง Farewell Spit เอาย่ำค่ำ เราลองเสี่ยงเข้าไปจนถึงจุดสุดท้ายเท่าที่รถยนต์ธรรมดาจะเข้าถึง เกือบสุดถนนมีที่พักแห่งสุดท้าย เป็นที่พักแบบ backpacker เป็นบ้านสองชั้น ดูอึดอัดไม่น่าพัก เหลือห้องพักแค่ห้องเดียว อยู่ชั้นบน เข้าไปดูห้องแล้วไม่ไหว ราคาก็ค่อนข้างสูงไม่สมราคา ยังพอเหลือแสงสุดท้ายให้เดินทางได้อีกหน่อย จึงลองขับรถเข้าไปดูตรงทางเข้าไป cape Farewell ในความมืดสลัว แลเห็นถนนที่ทอดหายไปในความมืด ขรุขระเป็นหลุมบ่อน่ากลัว ไม่มีทางไปโดยรถยนต์ธรรมดาได้ ต้องไปโดยรถโฟร์วีลหรือเดินไปเท่านั้น ระยะทางเดินไม่ไกลมาก แค่ 2.5กิโลเมตร แต่... เราไม่สู้ ขับรถเข้าเมือง มาหาที่พักที่Collingwood แต่ที่นั่น...ราคาที่พักค่อนข้างสูง และไม่ถูกใจ เราจึงขับรถฝ่าความมืดจาก Collingwood ไปอีกประมาณ 27 กิโลเมตร ไป ค้างที่ Takaka เพราะนอนที่ Collingwood ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ตอนแรกคิดจะไปเที่ยว Farewell Spit ซึ่งถือว่าเป็นจุดเหนือสุดของเกาะใต้ แต่การเข้าถึง Farewell Spit ไม่ง่ายอย่างที่คิด ต้องเดินเท้าไปหรือซื้อทัวร์เข้าไปเท่านั้น อีกวิธีคือการเช่ารถโฟร์วีลที่ Collingwood ซึ่งดูยุ่งยากเสียเวลาไม่น้อย

Farewell Spit : จากข้อมูลการเดินทาง ต้องใช้ ทางหมายเลข 60 วิ่งเลียบทะเลต่อไปเรื่อยๆผ่าน Collingwood จนไปสุดที่ Farewell Spit จุดสุดท้ายมองเห็นปลายแหลมสุดของเกาะใต้ ยื่นลงสู่ทะเล ช่วงปลายแหลมนี้จะไปก็ค่อนข้างยาก เพราะไม่มีถนน แหลมประกอบด้วยภูเขาทรายที่มีความยาวยื่นลงไปในทะเล Tasman ถึง 30 กิโลเมตร แลดูคล้ายปากนกกีวี ต้องเดินเท้าเข้าไปชม Cape Farewell ที่มีบรรยากาศแปลกตา ต้นสนเอียงลู่ลม เนื่องจากกระแสลมแรง กับหาดทรายขนาดใหญ่ ลมพัดแรง ทำให้ทรายเปลี่ยนรูปร่างไปตามกาลเวลา เป็นบริเวณที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ เป็นเขตอนุรักษ์นกมาตั้งแต่ ค.ศ.1930 เป็นที่อยู่ของนกกว่า 90 สายพันธุ์ ชาวเมารีขนานนาม Farewell Spit ว่า "โอเนตาฮัว" (Onetahua) หมายถึงทรายจำนวนมาก บริเวณ Farewell Spit มีเรือเดินทางผ่านอยู่เสมอจึงมีการสร้างประภาคารเพื่อนำทางแก่ชาวเรือ

ในคืนนั้น เราได้ที่พักที่เมือง Takaka เอาตอนเกือบสองทุ่ม เป็นที่พักแบบ BBH ระบายสีสันสดใส ตอนไปถึง มีนักเดินทางวัยหนุ่มสาวนั่งสังสรรค์กันในห้องนั่งเล่นหนาตา เราเลือกห้องพักแบบprivate อันที่จริงห้องนี้พักได้ 3 คน แต่เขายกให้เราในราคาแค่ 60 เหรียญ ที่นี่ไม่มีทั้งฮีทเตอร์และผ้าห่มไฟฟ้า เราคิดว่าคืนนี้คงแย่แน่ๆ แต่โชคดีที่คืนนั้นอากาศไม่เย็นมาก ทั้งที่ฝนตก ห้องที่เราพักอยู่ติดกับห้องน้ำรวมจึงค่อนข้างสะดวกพอสมควร เราได้รู้จักฝรั่งนักท่องเที่ยวหนุ่มใหญ่ วัยเกษียณแล้ว ชื่อ Bill ที่เคยเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยหลายครั้ง และสาวน้อยขี้อายชาวญี่ปุ่น นาม Hiromi เป็นเพื่อนคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในห้องนั่งเล่นด้านหลังที่มีเตาผิงขนาดเล็ก ให้ความอบอุ่นได้ไม่เลว Hiromi ต้องคอยเติมฟืนเข้าในเตาผิงเป็นระยะตลอดการสนทนาที่ค่อนข้างยาวนาน Billเล่าว่าหลังเกษียณจากการเป็นครูที่สหรัฐอเมริกา เขาเดินทางท่องเที่ยวไปหลายประเทศ และมาท่องเที่ยวในนิวซีแลนด์นานหลายเดือนจนซื้อรถแวนเป็นของตัวเอง มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมในรถ ไม่ว่าจะเป็น ที่นอน ครัวขนาดเล็ก เสบียงอาหาร พร้อมเดินทาง พร้อมจอดพักในทุกที่ เห็นแล้วน่าอิจฉา Bill ชวนเราไปเดินเที่ยว Farewell Spit ในวันพรุ่งนี้ เราเซย์โน พร้อมกล่าวอำลา Goodnight

ตอนเช้าหลังดื่มกาแฟ และกล่าวอำลากับ Bill อีกครั้ง เรารีบเดินทางต่อไปที่ Motueka ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กที่น่ารักอีกเมือง ตั้งอยู่ระหว่างทางผ่านจาก Takaka ที่เราพักค้างเมื่อคืน และWestport เป้าหมายของเราในวันนี้ แม้ว่า Motueka เป็นเมืองเล็ก แต่มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสำรวจอุทยานแห่งชาติ Abel Tasman เข้ามาเยี่ยมเยือนปีละไม่น้อย เพราะเป็นหนึ่งในเมืองปากทางสู่ Abel Tasman มีสถานที่น่าสนใจ เช่น พิพิธภัณฑ์ โบสถ์เก่ากลางเมือง แกลเลอรี่ศิลปะหลายแห่ง บริเวณที่เรียกว่า Township สองฝั่งถนนสายเมนของเมือง มีร้านค้าขายของที่ระลึก ราคาไม่แพงเหมือนเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม อย่าง Fox Glacier หรือ Franz Josef เราใช้เวลาเดินช็อปปิ้งที่ Motueka เกือบครึ่งวัน ได้ของฝากและของกระจุกกระจิกมากมายจากเมืองเล็กแห่งนี้ เพลินจนลืมไปว่าวันนี้ต้องขับรถอีกยาวไป Westport

จาก Temueka ใช้ทางหมายเลข 60 ไป Tapawara อีก 43 กิโลเมตร จึงมาบรรจบทางหมายเลข 6 อีกครั้ง และเดินทางย้อนกลับไปที่เมือง Murchison อีก 74 กิโลเมตร...อีกตั้ง 130กิโลเมตร จึงจะถึง Westport นับเป็นการเดินทางที่โหดอีกวันหนึ่ง เส้นทางที่ขับรถผ่าน มีทั้งทางขึ้นเขาที่ชันพอสมควร ทางทั้งแคบและไม่มีไหล่ทาง การขับรถต้องพยายามรักษาความเร็วตามป้ายจราจรที่บอกเป็นระยะ ถนนหนทางที่นิวซีแลนด์เขาออกแบบได้ดีมาก ถนนทั้งแคบและชัน เอียงด้วยซ้ำ โค้งก็เยอะ แต่หากใช้ความเร็วที่กำหนดไม่หลุดโค้งแน่นอน และเราไม่เคยเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนนที่นี่เลยทั้งที่เขาขับความเร็วเป็นร้อย ไม่ว่ารถเก๋ง รถบ้าน รถบรรทุก แต่เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ขับรถไม่ค่อยสนุก รถเยอะมากโดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถพ่วงที่ไม่ขับกันช้าๆนะ...จะบอกให้ แม้กระทั่งวิ่งบนเขา ความเร็วจะอยู่ในระดับ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว ยังดีที่บางช่วงซึ่งเป็นทางขึ้นเขาจะมีจุด stoping bay ไว้ให้รถเล็กแซงรถใหญ่ได้เป็นระยะ และสิ่งที่น่าชม คือ รถบรรทุกและรถพ่วงเหล่านี้ แม้ขับกันในความเร็วระดับ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่เคยเห็นเขาขับไต่เส้นหรือล้ำเส้นแบ่งเลนกั้นกลางสักครั้ง

พอลงจากช่วงที่เป็นภูเขา น้ำทะเลสีครามสดใส ขวางหน้าอยู่ ระหว่างทางผ่านฟาร์มเลี้ยงกวาง และร้านขายน้ำผึ้งหลาย แห่ง พื้นที่เขตนี้ถือเป็นศูนย์กลางของการทำฟาร์ม สวนผลไม้และไร่องุ่น แต่วันนี้เราไม่มีเวลาไถลอีกแล้ว

เส้นทางไป Westport แล่นขนานไปกับแม่น้ำ Buller เราแวะ The Buller Gorge Swing Bridge : The Longest Swing Bridge in NZ เสียค่าเสียวเบาะๆ ในการเดินข้ามสะพานแขวน ข้ามแม่น้ำ Buller ที่เชี่ยวกราก คนละ 5 เหรียญ สะพานนี้มีความปลอดภัยสูง มีตะแกรงเหล็กโอบหุ้มสองข้างขึ้นสูงเกือบถึงเอว เพียงแต่เวลาเดินข้าม สะพานมันส่ายโยกและที่พื้นสะพานเป็นตะแกรงโปร่งมองเห็นน้ำเชี่ยวลิบๆ ชวนหวิวไม่น้อย หากใครยังเสียวไม่พอ เดินข้ามสะพานไปแล้วนั่ง supaman' ride กลับก็ได้ เสียเงินเพิ่มอีกคนละ 45 เหรียญ ริมฝั่งแม่น้ำ Buller อีกฝั่งแลเห็นหน้าผาหินแกรนิตสีชมพูสวยมาก นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเครื่องเล่นท้าทายอื่นๆ เช่น comet line , tandem comet line รวมทั้ง jet boating

เรามาถึง Westport เย็นย่ำเกือบมืดเช่นเกือบทุกวันของการเดินทาง ในฤดูกาลนี้กลางวันสั้นมาก... ขอบอก สำหรับผู้ที่คิดจะมาเที่ยวนิวซีแลนด์ในช่วงใบไม้ร่วงต่อหน้าหนาว กว่าฟ้าจะสว่างเกือบแปดโมง ห้าโมงเย็นฟ้ามืดแล้ว เราจึงมีเวลาเดินทางน้อยมากในแต่ละวัน

Westport เป็นเมืองในฝั่งตะวันตกทางภาคเหนือของเกาะใต้ ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ Buller มีชื่อในภาษาเมารี ว่า คาวาทีรี (Kawatiri) น่าจะเพี้ยนมาจาก คอ อาวาเทเร (Ko Awatere) awa : แม่น้ำ tere : เชี่ยวกราก คือ สายน้ำเชี่ยว ซึ่งบรรยายลักษณะเด่นของแม่น้ำสายนี้ Westport เคยเป็นเหมืองทองมาก่อน ภายหลังเปลี่ยนเป็นเหมืองถ่านหิน มี Coal Town Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในเหมือง รวมไปถึงการใช้ชีวิตของผู้คน ที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีต

เรื่องน่าแปลกสำหรับ Westport คือ ในโลกนี้ มีเมืองชื่อนี้ถึง 26 แห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ

ทางแยกก่อนถึงทางเข้าเมือง Westport มีป้ายบอกทางให้เลือก จะไป Westport- แหลม Karamea หรือจะไป cape Foulwind เราเลือกไป cape Foulwind ที่อยู่ห่างออกไป 12 กิโลเมตร คืนนี้ตั้งใจว่าจะพักที่ cape Foulwind อยู่แล้ว ก่อนการเดินทาง ได้เปิดดูในเว็บที่พักของ cape Foulwind เจอที่พักชื่อชวนฝัน "Sea Whisper Studio" ตั้งอยู่ที่ Lihgthouse Rd. แม้ราคาจะค่อนข้างสูง ฟังชื่อแล้วโรแมนติคใช่ไหม ..เสียงกระซิบจากเกลียวคลื่น อีกแห่งที่สำรองไว้ในใจ คือ Steeple Cottage ที่พักแบบ B&B ตั้งอยู่บนถนนเดียวกัน เนื่องจากในวันพรุ่งนี้เรามีภารกิจตามล่าหาประภาคารที่ cape Foulwind แต่พอเข้าไป ป้าย"no vacancy" เด่นตระหง่านหน้าที่พักทั้งสองแห่ง เคว้งล่ะสิ!! ไม่ได้เตรียมหาที่พักอื่นไว้ จึงขับรถเลียบหาดไปเรื่อยๆ ไม่มีที่พักสำหรับเรา เผอิญนึกขึ้นมาได้ว่าตอนจะเข้าไปที่ Lihgthouse Rd. เห็น Motel อีกแห่งหนึ่ง ยังขึ้นป้าย "vacancy" อยู่ เราจึงย้อนกลับไป "Omau Settles Lodge& Motel" เป็นที่พักแบบ lodge&motel แม้ไม่ติดทะเล แต่ตั้งบนเนินสูง เห็นคลื่นซัดฝั่ง Tasman Sea อยู่ลิบๆ ในแสงสุดท้ายของวัน ที่พักยังใหม่อยู่ เพิ่งเปิดได้ไม่นาน และหรูทีเดียว

หลังจากลิ้มรสอาหารเช้าแสนหรูเริดที่ Omau Settles Lodge&Motel อันที่จริงอาหารไม่มีอะไรมาก มีเพียงขนมปังปิ้ง สารพัดแยม อาหารพวก corn flakes ผลไม้เชื่อม ชาและ กาแฟ แต่มาดามแกจัดได้หรูมาก เหมือนห้องอาหารในโรงแรมทีเดียว เรากลับไปที่ cape Foulwind อีกครั้ง เพื่อเดินเท้าไปตามเส้นทาง cape Foulwind walk way เพื่อไป ชมประภาคาร ที่อยู่ห่างไป 500 เมตรใช้เวลาเดินจากจุดจอดรถแค่ 15 นาที ที่จุดจอดรถมีนก Weka หลายตัว ค่อนข้างเชื่องทีเดียว มันมารุมล้อมเราเพื่อขออาหาร แต่เราไม่มีอะไรให้มัน มันจึงค่อยๆล่าถอยไปเอง ทางเดินไปประภาคาร สองข้างทางเป็นพุ่มไม้สูง อีกด้านหนึ่งเป็นทะเล จากจุดสูงสุดที่มองลงมา จะเห็นเมือง Westport อยู่ทางขวา และ Tasman Sea อยู่ทางซ้าย เก็บภาพประภาคารเสร็จ เราเดินต่อไปตามทางเลาะเลียบหน้าผาไปเรื่อยๆ เดินไปได้แค่ครึ่งทาง ยังไปไม่ถึง Seal Colony ที่อยู่ไกลไปอีก 2.9 กิโลเมตรและต้องใช้เวลาเดิน ใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมง นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว Cape Foulwind ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมวน้ำ New Zealand Fur Seal

แต่พอขับรถไปที่ Tauranga Bay อดนึกดีใจไม่ได้ นี่...ถ้าเราเดินตาม cape Foulwind walk way มาจนสุดทาง เราจะมาโผล่ตรงนี้ แล้วต้องเดินย้อนกลับทางเดินไปเอารถที่จุดจอดรถที่เดิม Oh! I see !! เราคิดถูกที่ไม่เดินมาจนสุดทาง

เราตัดสินใจตัดเมือง Westport และแหลม Karamea ออกจากแผนการเดินทางในวันนี้ เพราะ แหลม Karamea ต้องขับรถไปอีกไกล ไม่มีถนนที่เชื่อมต่อไปยังเมืองอื่น ๆได้ และต้องขับรถย้อนกลับมาที่ Westport อีก ตอนที่เลี้ยวรถออกจาก cape Foulwind เข้าสู่ทางหมายเลข 6 เพื่อจะเดินทางต่อไป Greymouth มีป้ายเตือนขนาดใหญ่"no fuel for 90 km." จริงสิ น้ำมันที่เหลืออยู่ในถัง คงไม่พอที่จะเดินทางไปถึง Greymouth ซึ่งอยู่ห่างไปอีก 98 กิโลเมตร จึงหันรถกลับไปที่ Westport ที่อยู่ห่างไป 12 กิโลเมตร นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกอีกครั้ง

คำเตือน..ไม่ล้อเล่น เราไม่เจอปั๊มน้ำมันเลยจนเข้าเขต Greymouth

ในตัวเมือง Westport ไม่มีอะไรมาก สิ่งที่น่าประทับใจอยู่ที่เส้นทางการขับรถที่เลียบแม่น้ำ Buller กว่า 100 กิโลเมตร และ cape Foulwind ต่างหากที่ทำให้เมืองเล็กแห่งนี้ดูมีอะไรมากกว่าการเป็นเมืองที่ถูกผ่านเลย

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า