อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 21 คู่บารมีแนะนำให้ใช้ ศีลหิริโอตตัปปะ

"คู่บารมีของเจ้าเมืองจิตตนครก็ได้เข้าเฝ้าพระบรมครู กราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นในจิตตนคร ตลอดถึงที่ได้เข้าเตือนนครสามี และได้แจ้งแก่นครสามีว่า จะกราบทูลถามพระบรมศาสดาว่าอะไรเป็นตัวเหตุให้เกิดผลเดือดร้อนต่างๆ"

ในจิตตนครของเราทุกคนย่อมมีทั้งฝ่ายที่เป็นกุศลธรรมและอกุศลธรรม ธรรมชาติของจิตใจเรามักส่งจิตออกนอก แล่นไปตามสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ ถ้าจิตใจเราไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคงพอ เราย่อมเผลอ ย่อมพลาด จนจิตใจเพลี่ยงพล้ำตกอยู่ในอำนาจอกุศลธรรมที่มักชักจูงให้ไขว้เขว หรือเห็นผิดเป็นชอบ ธรรมะจึงเป็นหลัก เป็นตัวตั้งที่ดี ในการดำเนินชีวิต ก่อนทำอะไรต่อมิอะไร ขอเพียงมีสติ นึกถึงธรรมเป็นจุดเริ่มต้น ก็เท่ากับเป็นการตั้งต้นที่ดี

คนเรานั้นถ้าใฝ่ใจในทางธรรม มีธรรมควบคุมกำกับจิตใจไม่ว่าด้วยการอ่านการฟัง ขวนขวายหาใฝ่ความรู้ทั้งโดยตรงโดยอ้อม ไม่ว่าจากผู้รู้ หรือจากช่องทางต่างๆ ที่ทุกวันนี้มีให้เลือกมากมาย หมั่นคิดวิเคราะห์ นำมาปฏิบัติ ย่อมเกิดผลทั้งต่อตนเองผู้อื่นและสังคมส่วนรวม ธรรมะที่ซึมซาบในจิตใจย่อมช่วยให้เรารู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักบุคคล รู้จักชุมชน ดังนั้น จึงย่อมแยกแยะและบริหารจัดการสิ่งต่างๆ รับมือกับสิ่งต่างๆในชีวิตได้ดีขึ้น ความร้อนรนตลอดจนเภทภัยต่างๆ ย่อมค่อยๆถอยห่างไปในที่สุด ความสุขสงบ ความร่มเย็นเป็นสุขย่อมเกิดอยู่ภายในใจ ดังเช่นโคลงโลกนิติที่ว่า

"เย็นเงาพฤกษ์มิ่งไม้ สุขสบาย

เย็นญาติสุขสำราย กว่าไม้

เย็นครูยิ่งพันฉาย กษัตริย์ยิ่ง ครู นา

เย็นร่มพระเจ้าให้ ร่มฟ้าดินบน"

(สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร)

ในบทข้างต้นนี้กล่าวถึงความร่มเย็นของแมกไม้พรรณพฤกษานั้นให้ความสุขสบาย ความเย็นใจที่ได้รับจากหมู่ญาตินั้นเย็นยิ่งกว่าต้นไม้ ความร่มเย็นที่ได้รับจากครูบาอาจารย์ก็ยิ่งกว่าร่มไม้นับพันต้น ความเย็นจากการปกครองของกษัตริย์ที่ปกครองให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขนั้นเย็นยิ่งกว่าครู และสุดท้ายที่เย็นที่สุดจากโลกมนุษย์สู่สรวงสวรรค์ก็คือความเย็นทางธรรม

ฝ่ายองค์พระบรมครูผู้ทรงประกอบด้วย ทศพลญาณ (พระญาณที่เป็นกำลัง 10 ประการ) ผู้ทรงรู้ทรงเห็นจิตตนครทั้งหมด ผู้ตรัสรู้จตุราริยสัจ ผู้ทรงชนะมารและเสนา ทรงทราบพระญาณเหตุผลที่เกิดขึ้นในจิตตนครถ้วนทั่วทุกประการ ทรงมีพระมหากรุณาในนครสามี ผู้เป็นเจ้าเมืองจิตตนคร ซึ่งนับเข้าในเวไนยนิกร คือหมู่แห่งชนผู้ที่พระองค์จะพึงทรงแนะนำสั่งสอน ได้มีโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้าเห็นพระองค์สักคราหนึ่งต่อไป แต่เวลาปัจจุบันขณะนั้นนครสามียังมีกายเศร้าหมองอับแสง ไม่อาจที่จะรู้จะเห็นพระองค์ และธรรมที่ละเอียดลุ่มลึกได้ เพราะสมุทัยยังครอบงำใจให้หลงผิดอยู่อย่างลึกซึ้ง จำต้องอาศัยคู่บารมีช่วยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดไม่ทอดทิ้งหรือทอดธุระเสียเหมือนอย่างแต่ก่อน เมื่อนครสามีได้มีคู่บารมีอยู่ใกล้ มีกายผุดผ่องมีแสงขึ้น ก็ค่อยๆตักเตือนให้ดูเหตุผลที่ใกล้ๆ หรือที่ตื้น แล้วเตือนให้ดูไกลออกไป หรือให้ดูที่ลุ่มลึกละเอียดเข้าโดยลำดับ ก็จะจับตัวต้นเหตุที่สำคัญได้ในที่สุด พระบรมครูได้ตรัสประทานพระธรรโมวาทพร้อมทั้งวิธีปฏิบัติ เพื่อคู่บารมีจะได้นำไปช่วยนครสามีให้พ้นภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นในจิตตนคร"

คนเราเมื่ออยู่ใกล้ธรรม ฟอกชำระจิตใจด้วยธรรม จิตใจก็สะอาดสดชื่น ราวกับอาบน้ำชำระกายมาใหม่ๆ ปกติแล้วเราต้องอาบน้ำชำระกายกันไม่ต่ำกว่าวันละ 2 หน ใจของเราก็เช่นกัน ย่อมต้องการธรรมะประจำใจ ควรหมั่นชำระจิตใจ มีธรรมฟอกใจไว้เสมอ ด้วยการฟังธรรม ไหว้พระสวดมนต์ และทำสมาธิภาวนา อยู่เป็นประจำ เพื่อให้จิตใจผ่องใสเบิกบาน ไม่ตกอยู่ภายใต้ความปรารถนาและไม่ปล่อยให้อารมณ์ต่างๆ เข้าครอบงำ พึงมีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่เสมอ มีธรรมค้ำจุนจิตใจอยู่เสมอ เช่น มีศีล มีหิริโอตตัปปะ หรือมีความละอายใจตนเอง เกรงกลัวบาปกรรม เป็นต้น ธรรมะเปรียบเสมือนเสาหลักที่ค้ำจุนเรือนชีวิตของเราไว้ เป็นที่พักพิงอันชื่นฉ่ำเย็นใจในยามเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า

"คู่บารมีได้รับพระพุทธโอวาทแล้วเข้าพบนครสามี แล้วกล่าวว่าพระบรมครูตรัสให้ตั้งกระทู้ถาม 2 ข้อก่อนว่า 1 โลโภ ความโลภอยากได้ โทโส ความโกรธแค้นขัดเคือง โมโห ความหลง มีคุณหรือมีโทษ 2 คนที่โลภ โกรธ หลง แล้วจึงฆ่าเขาบ้าง ลักของเขาบ้าง ลักลอบผิดลูกเมียเขาหรือผิดสามีเขาบ้าง พูดเท็จหลอกลวงเขาบ้าง ดื่มน้ำเมาอันเป็นฐานประมาทบ้าง เป็นคนดีหรือคนชั่ว มีคุณหรือมีโทษ นครสามีได้ฟังดังนั้นแล้วมองเห็นเหตุผลทันที ว่าไม่ดี มีโทษทั้ง 2 ข้อ เหตุผลได้มีอยู่ในกระทู้ทั้ง 2 ข้อนี้แล้ว คือ โลโภ โทโส โมโห เป็นตัวมูลเหตุ การฆ่าเขาลักของเขา เป็นต้น ดังที่เรียกว่า ทุจริต หรือคอรัปชั่น เป็นผลแห่งมูลเหตุทั้ง 3 นั้น และเป็นเหตุแห่งความทุกข์เดือดร้อนต่างๆ นครสามีเริ่มจับเหตุผลได้ประจักษ์ใจ แล้วยกมือพนมถวายนมัสการพระบรมครูผู้ประทานกระทู้ให้ได้คิด"

ความโลภความโกรธความหลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจเราทุกคน เพราะเป็นกิเลสที่ติดตัวมาตามธรรมชาติ เพียงแต่ต้องควบคุมขัดเกลาให้เหมาะสม สอดคล้องวิถีความเป็นไปตามฐานะและความจำเป็น หากเราไม่รู้จักควบคุม เช่น ปล่อยให้เกิดความโลภมากเกินความจำเป็นนั้น จัดเป็นความไม่สันโดษ พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้เราค่อยๆละความโลภด้วยการบริจาค เป็นต้น ความโกรธก็เช่นกันเป็นธรรมชาติที่เกิดกับใจเราได้เสมอ เราอาจหงุดหงิดผิดหวังกับบางคน หรือบางเรื่องราวบางขณะ แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ควบคุมความโกรธไม่ให้เกินพอดี ทรงสอนให้ละความโกรธด้วยเมตตาและให้อภัย เช่นเดียวกับความหลงก็เกิดกับเราทุกคนเหมือนกัน เพราะในวิถีชีวิตเราต้องรับรู้และอยู่กับสมมติบัญญัติเสมอ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราควบคุมความหลงไม่ให้เกินพอดี ลดละความยึดติดในสิ่งต่างๆ ไม่ว่า ตัวตน หัวโขน บุคคลรอบข้าง วัตถุสิ่งของต่างๆ ฯลฯ ควรมีสติในการควบคุมตนเอง เห็นคุณค่าในการฝึกสมาธิให้เกิดสติ มีความเชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรม

"พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การบูชาชนทั้งหลายผู้ควรบูชาเป็นมงคลอันสูงสุด นครสามีผู้มีความเคารพในองค์พระบรมครูเกิดขึ้น ก็เช่นเดียวกับได้ทำบูชาพระบรมครูผู้ควรบูชา ย่อมจะได้รับมงคลอันสูงสุด นั่นคือย่อมจะไม่ตกเป็นผู้หลงเชื่อสมุทัยอย่างงมงาย จนถึงยอมเป็นทาสของสมุทัยให้สมุทัยมีอำนาจครอบครองอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงตลอดไป บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลาย แม้รู้จักบูชาท่านผู้ควรบูชา รู้จักเคารพท่านผู้ควรเคารพ ปฏิบัติให้เหมาะให้ควร ก็จะเป็นผู้มีมงคลอันสูงสุด สมดังคำของพระพุทธเจ้า"

หนึ่งในสัจธรรมอันเป็นผลจากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ คือมงคลสูตร อันเป็นหลักธรรมที่นำมาซึ่งสวัสดิมงคลอันแท้จริงของชีวิต ประกอบด้วยข้อธรรม 38 ประการ ดังมีอยู่ในขุททกปาฐะ ขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก ที่รวมสรุปไว้ดังนี้ "สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาสุขในโลกนี้โลกหน้าและโลกุตรสุขเหล่านั้น ละการคบคนพาลเสีย อาศัยแต่บัณฑิต, บูชาผู้ที่ควรบูชา. อันการอยู่ในปฏิรูปเทส, และความเป็นผู้ทำบุญไว้ในก่อน ตักเตือนในการบำเพ็ญกุศล. ตั้งตนไว้ชอบ มีอัตภาพอันประดับด้วยพาหุสัจจะ ศิลปะ และวินัย, กล่าวสุภาษิตอันเหมาะแก่วินัย. ยังไม่ละเพศคฤหัสถ์ตราบใด, ก็ชำระมูลหนี้เก่าด้วยการบำรุงมารดาบิดา, ประกอบมูลหนี้ใหม่ด้วยการสงเคราะห์บุตรและภรรยา ถึงความมั่งคั่งด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก ด้วยความเป็นผู้มีการงานไม่อากูล, ยึดสาระแห่งโภคะด้วยทาน และสาระแห่งชีวิตด้วยการประพฤติธรรม, กระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนของตน ด้วยการสงเคราะห์ญาติ และประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนอื่น ๆ ด้วยความเป็นผู้มีการงานอันไม่มีโทษ. งดเว้นการทำร้ายผู้อื่นด้วยการเว้นบาป การทำร้ายตนเอง ด้วยการระวังในการดื่มกินของเมา, เพิ่มพูนฝ่ายกุศลด้วย ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย, ละเพศคฤหัสถ์ด้วยความเป็นผู้เพิ่มพูนกุศล แม้คงอยู่ในภาวะบรรพชิต ก็ยังวัตรสัมปทาให้สำเร็จด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าและอุปัชฌายาจารย์เป็นต้น และด้วยความถ่อมตน, ละความละโมบในปัจจัยด้วยสันโดษ, ตั้งอยู่ในสัปปุริสภูมิด้วยความเป็นผู้กตัญญู, ละความเป็น ผู้มีจิตหดหู่ด้วยการฟังธรรม, ครอบงำอันตรายทุกอย่างด้วยขันติ, ทำคนให้มีที่พึ่ง ด้วยความเป็นผู้ว่าง่าย, ดูการประกอบข้อปฏิบัติด้วยการเห็นสมณะ บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย ด้วยการสนทนาธรรม, ถึงศีลวิสุทธิ ด้วยตบะคืออินทรียสังวร ถึงจิตตวิสุทธิ ด้วยพรหมจรรย์คือสมณธรรม และยังวิสุทธิ ๔ นอกนั้นให้ถึงพร้อม, ถึงญาณทัสสนวิสุทธิอันเป็นปริยายแห่งการเห็นอริยสัจด้วยปฏิปทานี้ กระทำให้แจ้งพระนิพพานที่นับได้ว่าอรหัตผล"

มงคลย่อมเกิดกับเราได้ทุกเวลา ไม่ต้องรอวัตถุสิ่งของหรือกาลเวลาใดๆ อยู่ที่การคิดดี พูดดี ทำดี ผู้กระทำความดี มีความประพฤติดี ย่อมเกิดมงคลขึ้นแก่ตัว อันเป็นสิ่งที่เราย่อมทำได้ด้วยตัวเอง มิใช่ใครอื่นมากระทำให้แก่เรา เมื่อประพฤติดีประพฤติชอบทั้งกายวาจาใจแล้ว ย่อมถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะโดยแท้จริง มีที่พึ่งที่กำจัดทุกข์ภัยได้อย่างแท้จริง

ท้ายนี้ขอยกคำไหว้ครู จากแบบเรียนประถม ก.กา ที่เด็กนักเรียนชั้นประถมแต่ก่อนเล่าเรียนกัน นำมาปิดท้าย เพื่อน้อมบูชาบุคคลที่ควรบูชาอันเป็นมงคลข้อที่ 3 ในมงคลทั้ง 38 ประการซึ่งปรากฏอยู่ในมงคลสูตรอันเป็นยอดแห่งมงคลทั้งปวง บทท่องอาขยานนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการปลูกฝังความรู้คู่คุณธรรมที่สอดแทรกอยู่ในการศึกษาเล่าเรียนอย่างพื้นฐานในครั้งกระโน้นเสร็จสรรพ ต่างจากทุกวันนี้ที่ต้องมีโรงเรียนสีขาว มีการจัดหลักสูตร โตไปไม่โกง ขึ้นมาเรียนมาสอนกันเป็นการเฉพาะ

นะโมข้าจะไหว้ วระไตรระตะนา ใส่ไว้ในเกษา วระบาทะมุนี

คุณะวระไตร ข้าใส่ไว้ในเกษี เดชะพระมุนี ขออย่ามีที่โทษา

ข้าขอยอชุลี ใส่เกษีไหว้บาทา พระเจ้าผู้กรุณา อยู่เกษาอย่ามีไภย

ข้าไหว้พระสะธรรม ที่ลึกล้ำคำภีร์ใน ได้ดูรู้เข้าใจ ขออย่าได้มีโรคา

ข้าไหว้พระภิกษุ ที่ได้ลุแก่โสดา ไหว้พระสกิทาคา อะระหาธิบดี

ข้าไหว้พระบิดา ไหว้บาทาพระชะนะนี ไหว้พระอาจารีย์ ใส่เกษีไหว้บาทา

ข้าไหว้พระครูเจ้า ครูผู้เฒ่าใส่เกษา ให้รู้ที่วิชา ไหว้บาทาที่พระครู

จะใคร่รู้ที่วิชา ขอเทวามาค้ำชู ที่ใดข้าไม่รู้ เล่าว่าดูรู้แลนา

ไชยโยขอเดชะ ชัยชะนะแก่มารา ระบือให้ลือชา เดชะสามาไชยโย

ไชยโยขอเดชะ ชัยชนะแก่โลโภ โทโสแลโมโห อย่าโลเลโจ้เจ้ใจ

กุมาระกุมารี ตะรุณีย์ที่เยาว์ไว จะฬ่อพอเข้าใจ ให้รู้จำคำวาที

ว่าไว้ใน ก กา ก ข ขา อา อิ อี ว่าไว้ในเท่านี้ ที่พอได้ใน ก กา

แต่พอให้รู้เล่า ที่ผู้เขลาเยาวะพา ได้ดูรู้แลนา กุมาราตะรุณี

จะใคร่ได้รู้ธำม์ ที่ลึกล้ำจำไว้ดี ได้แน่แต่เท่านี้ ดีจำเอาเบาใจครู

จะว่าแต่ฬ่อๆ ว่าแต่พอฬ่อใจดู ว่าไว้ได้พอรู้ ดูว่าเล่าเอาใจใส่

(จากหนังสือประถม ก กา หัดอ่าน แบบเรียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น)