เมด อิน ไทยแลนด์

เศรษฐกิจประจำบ้าน

กระแสข่าววิกฤตหนี้ของประเทศกรีซ เริ่มส่งสัญญาณสภาพเศรษฐกิจของกรีซที่ยังไม่รู้ว่าจะมีทางออกอย่างไร นอกจากกรีซแล้ว ยังมีเครือรัฐเปอร์โตริโกที่กำลังประสบปัญหาเดียวกับกรีซที่ไม่สามารถชำระหนี้ และอาจจะผิดนัดการชำระหนี้เหมือนกันอีกประเทศหนึ่ง ทำให้หลายคนอาจเริ่มหวั่นวิตกกับสภาพเศรษฐกิจในยามนี้ ประเทศไทยเองหลังจากประสบปัญหาทางการเมืองก็ส่งผลให้เศรษฐกิจอยู่ในระยะค่อยๆฟื้นตัวเช่นกัน ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เราจึงควรควบคุมค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองและมีส่วนร่วมในการช่วยชาติด้วย เหมือนกับที่วงคาราบาวเคยออกเพลง เมด อิน ไทยแลนด์ เมื่อหลายสิบปีที่แล้วเพื่อกระตุ้นส่งเสริมให้คนไทยทำตามนโยบายของรัฐบาล โดยมี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงนั้นมีกระแสการใช้สินค้าจากต่างประเทศอย่างแพร่หลาย รัฐบาลจึงอยากให้คนไทยหันกลับมาใช้สินค้าไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (พาต้า) เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจเรื่องประเทศที่มีรายได้ด้านการท่องเที่ยวสูงที่สุด 10 อันดับ ในปี 2556 ซึ่งประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 5 ด้วยรายได้ 26,680 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.31 แสนล้านบาท) ในปี 2558 ภาครัฐมีการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวไทยภายใต้แคมเปญ "ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558" ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ก็ยังได้ให้ความสำคัญต่อการทำตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศเช่นกัน โดยเน้นประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด ได้แก่ ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ บุรีรัมย์ เลย สมุทรสงคราม ราชบุรี ตราด จันทบุรี ชุมพร ตรัง และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภายใต้แคมเปญการท่องเที่ยว 12 เมืองต้องห้ามพลาดนี้ จะช่วยให้เกิดเม็ดเงินสะพัดไปสู่เมืองดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ล้านบาท และกรุงเทพฯเมืองหลวงของเรา ครองแชมป์ของเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมากที่สุดระหว่างปี 2555-2556 จากการสำรวจของมาสเตอร์คาร์ด และในปีนี้กรุงเทพฯ ตกลงมาอยู่เป็นอันดับ 2 รองจากกรุงลอนดอน แต่ก็นับว่าการท่องเที่ยวของไทย ยังส่งผลดีให้กับเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวอยู่ จึงน่าจะใช้โอกาสนี้ต่อยอดทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆด้วย เช่น การเผยแพร่สินค้าผลิตภัณฑ์ของไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก สร้างเอกลักษณ์ของสินค้าให้รู้ว่าเป็นสินค้าของไทย แต่คงต้องเริ่มจากไทยทำ ไทยใช้ เปรียบเหมือนกับเวลาที่เราไปพม่า เราสามารถพบเห็นในท้องถนนทั่วไปว่า ผู้ชายพม่าส่วนใหญ่ยังนุ่งโสร่ง ซึ่งช่วงนี้รัฐบาลปัจจุบันก็มีการส่งเสริมให้คนไทยและข้าราชการไทยนุ่งผ้าไทยให้มากขึ้น การปลุกกระแสให้คนไทยหันมาสวมใส่ผ้าไทยนั้น ได้รับการตอบรับที่ดีจากสังคมพอสมควร จะเห็นได้จากการที่โลกโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ภาพวัยรุ่นไทยสวมใส่ผ้าไทยไปยังสถานที่สาธารณะ หรือคนรุ่นใหม่มีการนำผ้าขาวม้าไปทำประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ดูหลากหลายยิ่งขึ้นก็มี ข้อดีของผ้าไทยนั้น คนไทยจะมีความละเอียดอ่อนในการทอผ้าและลวดลาย รวมทั้งมีการพัฒนารูปแบบลวดลายลักษณะของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะในด้านความเป็นอยู่ พระองค์ท่านส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ที่เพียงพอ และที่สำคัญคือการทำกินอยู่ในถิ่นเกิด ได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาไม่ต้องออกมาหางานในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งเป็นที่มาของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งศูนย์ศิลปาชีพฯ เป็นดังหน่วยงานต้นแบบในการส่งเสริมให้ประชาชนถักทอผ้าไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าไหมไทย ซึ่งถือเป็นผ้าไหมที่ติดอันดับระดับโลก รายได้จากการส่งออกผ้าไหมไทยอยู่ในระดับหลายร้อยล้านบาททีเดียว ถ้ามีการพัฒนานวัตกรรมด้านการผลิตและความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาให้มากขึ้น ผ้าไหมไทยจะช่วยให้ประเทศมีรายได้จากการส่งออกที่สูงขึ้น และอยู่ในระดับเวทีโลกในวงการผ้าไหมได้อีกยาวนาน นอกจากรายได้ที่ได้จากการส่งออกแล้ว ถ้าคนไทยในประเทศด้วยกันเอง ให้ความร่วมมือกันสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมการแต่งกายนุ่งผ้าไทยแล้ว คงทำให้รายได้จากการจำหน่ายภายในประเทศมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไปได้ และยังเป็นการสร้างอาชีพให้มีการสืบสานวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่ไม่จางหายไปพร้อมกาลเวลาอีกด้วย

นอกจากความโดดเด่นในเรื่องของผ้าไหมไทยแล้ว อาหาร และผลไม้ไทยก็เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเช่นกัน หลายประเทศคนไทยได้ทำกิจการร้านอาหารไทยและประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะมีรสชาติอร่อยและที่สำคัญส่วนประกอบที่ใช้ปรุงอาหารมักเป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์อย่างมากมาย ด้วยความที่เป็นโลกของเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย แม้อยู่เมืองนอก ก็สามารถปลูกพืชผักสมุนไพรได้โดยการสั่งเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตนำไปปลูกใช้เองได้ แต่ต้องสำรวจประเทศที่อยู่ให้ดีก่อน เพราะบางประเทศก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าเมล็ดพันธุ์พืช ส่วนซอสประกอบอาหารหรือเครื่องแกงสำเร็จรูป ก็มีจำหน่ายซึ่งหาซื้อได้ทั่วไป สมุนไพรไทยสามารถนำมาใช้รับประทาน ประกอบอาหาร ช่วยในการรักษาโรค และยังใช้เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลบำรุงผิวและร่างกายได้อย่างดี เช่น มะพร้าว สามารถเป็นยาทาแก้กลากเกลื้อน แก้ปวดเอ็นและกระดูก ช่วยบำรุงกำลัง ขับพยาธิ รักษาอาการปวดฟัน ช่วยขับปัสสาวะ และแก้ท้องเสีย และถ้านำมาสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าว สรรพคุณสามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของไทยและเป็นที่นิยมทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติแถบเอเชียด้วยกัน นั่นก็คือ ทุเรียน จากภูมิปัญญาชาวบ้านเพียงต้องการถนอมอาหารแก้ปัญหาทุเรียนล้นตลาด สามารถนำมาเป็นทุเรียนทอดกรอบ ให้คนไทยได้เอร็ดอร่อยได้ทุกฤดูกาล แถมยังเป็นของฝากยอดฮิตให้ชาวต่างชาติได้ซื้อกลับไปยังประเทศของตน นอกจากทุเรียนทอดกรอบ กล้วยฉาบรสหวานเค็มที่เราเห็นอยู่ดาษดื่นแทบทุกจังหวัด ก็เป็นสินค้าของฝากที่ชาวต่างชาตินิยมไม่แพ้กันกับทุเรียน นอกจากนี้ก็ยังมีพวกผลไม้แช่อิ่มหรืออบแห้งต่างๆด้วย เพราะราคาที่ไม่สูงมาก และยังเก็บรับประทานได้นาน ถ้าเพิ่มมูลค่าโดยการจัดทำหีบห่อที่สวยงามก็จะยิ่งทำให้ขายดีมากยิ่งขึ้น

ถูกใจทั้งคนไทยเองและชาวต่างชาติ เราคนไทยจึงควรบริโภคผลไม้แปรรูปต่างๆเหล่านี้ เพราะเป็นขนมที่มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าขนมหีบห่อทั่วไป ที่มีทั้ง แป้ง น้ำตาล ผงชูรส ที่แต่งสีและเจือกลิ่นสังเคราะห์

เมื่อพูดถึงสินค้าไทยที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติโดยเฉพาะในแถบเอเชียแล้ว สินค้าประเภทหนึ่งที่นิยมซื้อติดไม้ติดมือกลับกันไปก็คือ กระเป๋าผ้าแบรนด์ไทยยี่ห้อหนึ่ง เล่ากันว่าสาเหตุที่เป็นที่นิยมกันเป็นเพราะ เมื่อสิบปีที่แล้ว มีแอร์โฮสเตสส์ชาวจีนคนหนึ่งแวะมาพักที่เมืองไทย และซื้อกระเป๋าแบรนด์นี้กลับไปใช้ ทำให้แอร์โฮสเตสส์คนอื่นเห็นเลยมาซื้อตามๆกัน จนเป็นกระเป๋าสัญลักษณ์ของแอร์โฮสเตสส์ ทำให้เป็นที่นิยมของผู้หญิงชาวจีน เพราะทำให้รู้สึกว่าตัวเองจะได้ดูดีเหมือนเหล่าแอร์โฮสเตสส์ และตัวสินค้าก็มีผ้าลวดลายสีสันมากมาย มีรูปแบบที่หลากหลาย อีกทั้งราคาก็ไม่แพงมากนัก จนเป็นที่แพร่หลายทั้งในแถบเอเชียและยุโรป จนสามารถไปเปิดสาขายังต่างประเทศได้ นี่เป็นตัวอย่างสินค้าแบรนด์ไทยยี่ห้อหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ จึงอยากให้มีส่วนช่วยกันสนับสนุนสินค้าแบรนด์ไทย ให้มีเงินหมุนเวียนสร้างเศรษฐกิจในประเทศ สินค้าดีมีคุณภาพ ราคาถูก เหมือนที่ชาวต่างชาติชื่นชมสินค้าไทยนี้ ซึ่งชาวต่างชาติหิ้วสินค้าไทยออกไปในราคาที่ถูกมาก แต่คนไทยบางคนกลับนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในราคาหลักหมื่นหลักแสน โดยเฉพาะในช่วงนี้ เศรษฐกิจของยุโรปกำลังมีปัญหาทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง คนไทยบางกลุ่มจึงยิ่งนิยมไปซื้อสินค้าแบรนด์เนมกลับมามากขึ้น ข้อมูลจากบริษัททัวร์ต่างประเทศ มีการประเมินว่า ทัวร์ที่เป็นการไปเพื่อซื้อของอย่างจริงจัง คนไทยจะใช้จ่ายถึง 1-2 ล้านบาทต่อคน และคาดว่าในแต่ละปีคนไทยที่ไปยุโรปในบริษัททัวร์แต่ละที่จะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 6 พันล้านบาท เช่นเดียวกับการเปิดเผยจาก นางยุวดี จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าลา รีนาเชนเต ประเทศอิตาลี กล่าวว่า จากการสำรวจปริมาณลูกค้าที่มาใช้บริการพบว่า ในช่วงที่ผ่านมาลูกค้าชาวไทยเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นจนติดอันดับหนึ่งในสิบของนักท่องต่างชาติที่มาใช้บริการมากที่สุด ซึ่งล่าสุดยอดการใช้จ่ายของคนไทยเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 82% และยอดการใช้จ่ายที่สูงที่สุด ขณะนี้อยู่ที่ 372 ยูโร หรือประมาณ 14,000 บาทต่อคน (ข้อมูลจาก : http://www.dailynews.co.th/economic/321265) ตัวอย่างจากสถิติเมื่อปี 2557 นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเดินทางเข้ามาในประเทศไทยกว่า 7 แสนคน มีการใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,700 บาท ต่อคนต่อวัน เห็นตัวเลขแบบนี้แล้ว อยากให้คนไทยได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยด้วยกันเองบ้าง เม็ดเงินจะได้ไม่สูญเสียไปมากกว่านี้ ของดีมีคุณภาพของไทยก็มีมากมายหลายชนิด ผู้ประกอบการไทยหันมาสนใจในการทำธุรกิจรายย่อยมากมาย ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจการเป็นเจ้าของกิจการมากกว่านั่งโต๊ะทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องดีที่น่าให้การสนับสนุนส่งเสริม เพราะธุรกิจรายย่อยเหล่านี้ ถ้าสามารถดำเนินกิจการได้อย่างดี ก็สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกและทำให้รายได้จากการส่งออกของไทยมีมูลค่าที่สูงขึ้นด้วย

นอกจากบทเพลงเมดอินไทยแลนด์ของวงคาราบาวที่ดังกระหึ่มในยุคหนึ่งแล้ว ยังมีคำขวัญหนึ่งซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีคนพูดถึงอยู่ นั่นคือคำว่า "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ" เป็นคำขวัญตั้งแต่สมัย จอมพล แปลก พิบูลสงคราม หรือจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ.2481 ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลัทธิชาตินิยม เช่น ออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของเพลงเมดอินไทยแลนด์ที่กลับมากระตุ้นให้คนไทยใช้สินค้าไทยในยุคหนึ่งเช่นกัน แล้วในยุคปัจจุบันนี้ถึงแม้กระแสยังไม่ได้เปรี้ยงปร้างเหมือนกับที่ผ่านมาทั้งสองยุค แต่ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ภายหลังก็น่าจะดี คุณว่าจริงไหม?...