รำลึกธรรม "หลวงปู่เหรียญ " วัดอรัญญบรรพต

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ย้อนเวลาไปเมื่อ10ปีที่แล้ว ในวันที่ 5 มิถุนายน 2548 ถือเป็นวาระแห่งความสูญเสียของพุทธศาสนิกชนชาวหนองคายและชาวไทยทั่วประเทศ เมื่อพระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย หนึ่งในพระป่าศิษย์เอกผู้ใกล้ชิด "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" บูรพาจารย์ ได้ละสังขารลงด้วยอาการสงบ สิริอายุ 93 ปี 73 พรรษา สร้างความอาลัยให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างยิ่ง ทิ้งไว้แต่ธรรมโอวาท "อันสตินี้ สัมปชัญญะนี้ ก็สมมุติเป็นโชเฟ่อร์ผู้กำพวงมาลัย ได้แก่ เป็นผู้มีสติคอยระมัดระวังกาย วาจา จิต อยู่เสมอๆ" ให้ศิษยานุศิษย์ได้พากันขวนขวายเร่งความเพียร

ประวัติ "หลวงปู่เหรียญ" ท่านเกิดในสกุล "ใจขาน" เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2455 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด สถานที่เกิด ตำบลบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เป็นบุตรคนที่ 2 ในบรรดาพี่น้อง 7 คน ของนายผา และนางพิมพา ประกอบอาชีพกสิกรรม ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ชีวิตครอบครัวพี่น้องทุกคนเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก ส่วนโยมมารดาถึงแก่กรรมเมื่อท่านมีอายุ 10 ขวบ ภายหลังบิดามีภรรยาใหม่ท่านจึงไปอาศัยอยู่กับยาย ก่อนกลับมาอยู่กับบิดาอีกครั้งเมื่ออายุ 13 ปี ในวัยหนุ่มฉกรรจ์เคยมีความคิดจะแต่งงานมีครอบครัวเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่คิดปลงตกในชีวิตที่มีแต่ความวุ่นวาย มีทุกข์มีสุขวนเวียนไม่รู้จบสิ้น เห็นว่ามีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะหลุดพ้นทุกข์ คือ การออกบวช

เมื่อศรัทธาแรงกล้าจึงขอบิดาเข้าวัด บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ 15 วัน ก่อนเข้าอุปสมบท ที่วัดบ้านหงษ์ทอง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เมื่อเดือนมกราคม 2475 สังกัดมหานิกาย โดยมี พระครูวาปีดิฐวัตร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์พรหม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ก่อนกลับมาจำพรรษาอยู่วัดโพธิ์ชัย บ้านหม้อ ระยะหนึ่งไปจำพรรษาที่วัดศรีสุมัง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เข้าศึกษาด้านพระปริยัติธรรม จนสอบได้นักธรรมตรี ระยะแรก "หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" เริ่มศึกษาพระกรรมฐานจากพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นผู้สอนภาวนาพุทโธ และพระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน เป็นครูฝึกสอนการปฏิบัติธรรม ต่อมาพระอาจารย์กู่ ได้พาท่านออกธุดงค์ไป จังหวัดอุดรธานี และแปรญัตติเป็นธรรมยุต เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2476 ที่วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมี เจ้าคุณธรรมเจดีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูประสาทคณานุกิจ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พ.ศ.2476 จำพรรษาวัดป่าสาระวารี ตำบลบ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นที่ซึ่งพระอาจารย์มั่นเคยจำพรรษา ได้ตั้งใจทำความเพียรสงบใจมาก แต่วิปัสสนายังไม่แก่กล้า ได้แต่สมถะ ออกพรรษาแล้วจึงธุดงค์ไปจังหวัดเลย พักวิเวกอยู่ถ้ำผาปู่ และถ้ำผาบิ้ง ได้ความสงบสงัดมาก พ.ศ.2477 พรรษาสอง จำพรรษาวัดอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย มีพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน เป็นหัวหน้า ตั้งใจไม่นอนกลางวัน ค่ำลงทำความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิ ถึงตีสอง แล้วลุกขึ้นทำความเพียรจนสว่าง พอถึงเดือนหกเดินทางกลับมาจำพรรษาที่ วัดป่าบ้านค้อ ตามเดิม พ.ศ.2478 พรรษาสาม จำพรรษาที่วัดป่าสาระวารี

พ.ศ.2479-2480 พรรษา4และพรรษาที่ 5 จำพรรษาที่วัดอรัญญบรรพต "หลวงปู่เหรียญ" ทำภาวนาจิตสงบแล้วพิจารณาขันธ์ห้าเป็นอารมณ์ เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามสภาพความเป็นจริง แล้วปล่อยวาง จิตสงบพร้อมกับความรู้เป็นอย่างดี คล้ายหมดกิเลส แต่ต่อมามีเรื่องต่างๆมากระทบ ก็รู้สึกจิดผิดปกติ หวั่นไหวไปตามอารมณ์นั้นๆอยู่บ้าง แต่ไม่รุนแรง ก็แสดงว่ากิเลสยังไม่หมดสิ้น พยายามแก้ก็ไม่ตก นึกในใจว่าใครหนอจะช่วยแก้จิตให้ได้ จึงนึกไปถึงกิตติศัพท์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จึงชวนภิกษุรูปหนึ่งลงเรือจากหลวงพระบางขึ้นไปทางอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เดินทางไปหาท่าน

พ.ศ.2481 หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้พบ ท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ณ ป่าละเมาะใกล้ๆ โรงเรียนแม่โจ้ อำเภอสันทราย ได้เห็นด้วยความอัศจรรย์ใจเพราะตรงกับในนิมิตทุกประการ หลวงปู่มั่นแนะนำว่า "นักภาวนา พากันติดสุขจากสมาธิ จึงไม่พิจารณาค้นคว้าหาความจริงของชีวิตกัน ธรรมดาเขาทำนาทำสวน เขาไม่ได้ทำใส่บนอากาศเลย เขาทำใส่บนพื้นดินจึงได้ผล ฉันใด ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายควรพิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์ จนเกิดความเบื่อหน่ายในนามรูป ด้วยอำนาจแห่งปัญญานั้นแหละจึงจะเป็นทางหลุดพ้นได้ ไม่ควรติดอยู่ในความสงบโดยส่วนเดียว"

เมื่อรับโอวาทจากหลวงปู่มั่นแล้ว หลวงปู่เหรียญจึงนำมาพิจารณาดูตัวเองว่าได้เจริญเพียงสมถะไม่ได้ เจริญวิปัสสนาเพียงรู้แจ้งในธรรมที่ควรรู้ คือ อริยสัจสี่ จึงเจริญวิปัสสนาเรื่อยมา ตั้งแต่พรรษาที่ 6 อยู่ในเขตภาคเหนือจนถึงพรรษาที่ 16 แล้วเดินทางกลับธุดงค์ ผ่านหลวงพระบาง ประเทศลาว เข้าเวียงจันทน์ มายังหนองคาย พรรษาที่ 19 ถึง 26 หลวงปู่เหรียญ จำพรรษาเผยแพร่ธรรมะปฏิบัติอยู่ภาคใต้ แล้วจึงย้ายไปอยู่วัดอรัญญบรรพต ตั้งแต่ พ.ศ.2502 เรื่อยมา

มูลเหตุของการมาอยู่วัดอรัญญบรรพตนั้น หลวงปู่เหรียญเล่าให้ศิษย์ผู้รับใช้ใกล้ชิดฟังว่า... "หลวงพ่อผา ปภากโร ซึ่งเป็นบิดาของข้าพเจ้า ได้ไปบวชอยู่กับข้าพเจ้า ในขณะนั้นท่านอายุได้ 86 ปี พรรษาได้ 17 พรรษา ตาของท่านมัวมากแทบจะมองอะไรไม่เห็น ท่านปรารภกับข้าพเจ้าว่า อยากจะให้พาไปเยี่ยมบ้าน ข้าพเจ้าหน่วงเหนี่ยวไว้ไม่อยากพาท่านไปบ้าน เพราะหนีจากบ้านมาแล้วจะห่วงบ้านทำไม เป็นนักบวชไม่ควรห่วงบ้าน ไม่ดี ท่านก็อ้อนวอนอยู่บ่อยๆอดสงสารท่านไม่ได้ก็เลยพาท่านกลับไปเยี่ยมบ้านและพาท่านมาพักอยู่วัดอรัญญบรรพตปัจจุบันนี้เอง ได้พาท่านมาลอกตาที่จังหวัดอุดรธานี พอมองเห็นอะไรได้บ้าง และได้อุปการะท่านมาโดยลำดับ จนถึง พ.ศ.2519ท่านจึงมรณภาพจากไป เมื่ออายุได้ 93 ปี พรรษาได้ 23 พรรษา แต่ก่อนที่จะมาอยู่วัดอรัญญบรรพตนี้ ได้พาท่านจากเมืองเหนือไปอยู่ทางปักษ์ใต้ คือ จังหวัดพังงา ที่วัดประชาสันติ อำเภอเมืองพังงา อยู่ที่นั้นได้ 8 ปี จึงได้พาท่านมาอยู่วัดอรัญญบรรพต จนอวสานแห่งชีวิตของท่าน ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติต่อบิดาตามมงคลสูตร หมวด 3 ที่ว่า "มาตาปิตุอุปัฏฐานัง" ท่านกล่าวว่าเป็นมงคลอันสูง ส่วนมารดานั้นไม่ได้อุปัฏฐาก เพราะท่านได้ล่วงลับไปตั้งแต่ข้าพเจ้ามีอายุได้ 10 ปีเท่านั้น จึงน่าเสียดายมาก..."

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ท่านถือธุดงควัตร ฉันในบาตรมื้อเดียว ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งในพระธรรมวินัยยิ่ง ท่านสอนปฏิบัติธรรมสมาธิและเทศนาธรรมแก่ศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ ด้วยประสบการณ์ทางธรรมที่หลวงปู่สั่งสมมา ท่านถ่ายทอดสู่บรรดาศิษย์ให้ประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อหนทางแห่งมรรคผลนิพพาน ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง แม้มีฐานะทางการปกครองสงฆ์ระดับเจ้าคณะอำเภอศรีเชียงใหม่-สังคม ฝ่ายธรรมยุต และเป็นพระเถระอาวุโสแห่งเมืองหนองคาย แต่ท่านยังคงยึดแนวทางการครองตนตามแบบฉบับพระป่าในสายอีสานไว้อย่างเคร่งครัด ด้วยการฝึกฝนอบรมจากหลวงปู่มั่น ปฏิปทาการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เหรียญจึงงดงาม อุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา

วัดอรัญญบรรพตเป็นสถานสงบห่างไกลจากหมู่บ้าน เคยมีโบราณสถานคือเจดีย์เล็กองค์หนึ่งเป็นเครื่องหมายว่า สถานที่นี้เคยมีผู้มาบำเพ็ญเพียรทางจิตใจมาแล้วแต่อดีต ต่อมาได้มีการรื้อเจดีย์ออกและสร้างศาลาการเปรียญแทนไว้ เหมาะสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบทางจิตพึงไปกราบไหว้บูชาพระอริยะเจ้า และบำเพ็ญสมถวิปัสสนา


ขอโอกาสนี้ น้อมนมัสการในความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพระสุปฏิปันโน "หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ (พระสุธรรมคณาจารย์)" ด้วยเศียรเกล้าเจ้าค่ะ