เที่ยวท่อง ล่องเรือ ชิมเกลือก่อนใคร (1)

ท่องเที่ยวทั่วไทย

"ฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว มีนโยบายสนันสนุนให้เที่ยวเป็นคอนเซ็ปต์ หรือมุ่งเน้นไปที่ตัวสินค้ามากขึ้น พี่มีความเห็นว่า ถ้าเราเคยไปท่องเที่ยวที่ใดมาแล้ว ส่วนมากก็ไม่อยากไปซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าเราหันมาเที่ยวเตร่กันเป็นธีมบ้าง จะสามารถดึงดูดความสนใจได้เยอะ อีกทั้งสามารถดึงตัวสินค้าใหม่ออกมาขาย บวกกับสินค้าเก่าๆที่เคยมีอยู่แล้วได้ อย่างการมาท่องเที่ยวในครั้งนี้ เราไปจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี โดยมีเกลือเป็นตัวเอกของการเที่ยว จะพาตระเวนดูการผลิตเกลือ ชมแหล่งสปาที่ใช้เกลือ จับจ่ายสินค้าทำจากเกลือ

...แล้วบริเวณใกล้เคียงแหล่งเกลือ หรือเส้นทางที่สัญจรผ่านไปนั้น มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอะไรบ้าง ตัวอย่างใกล้ๆแหล่งที่ผลิตเกลือ ก็ได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชาวประมง ล่องเรือชมธรรมชาติป่าชายเลน ลิ้มลองอาหารทะเลสดๆ ในการผลิตเกลือก็ไม่ได้มีแค่สามจังหวัด ยังมีแถวทางเหนือหรือทางอีสานอีกด้วย แล้วแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงละ มีอะไรที่สร้างความน่าสนใจให้นักท่องเที่ยว คือ เราจะได้รู้จักแหล่งท่องเที่ยวที่กว้างขึ้น มากกว่าจะเจาะจงไปเที่ยวตามจังหวัดเดียว" เบญจวรรณ สุเนตรวรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวเอาไว้ก่อนเดินทาง

ท่องเที่ยวทั่วไทยในระยะสองวัน จึงมีคอนเซ็ปที่ชื่อว่า "เที่ยวท่อง ล่องเรือ ชิมเกลือก่อนใคร" โดยเราเริ่มออกตัวเดินทางกันแต่เช้า แล้วเร่งรุดมาที่ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อมาถึงระแวกหมู่ 3 บ้านเลขที่ 29/4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศูนย์การเรียนรู้ชมชนตำบลโคกขาม เราก็ได้พบปราชญ์ชาวบ้าน เลอพงษ์ จั่นทอง ได้มาบอกเล่าถึงการผลิตเกลือ ซึ่งเกลือในเมืองไทยมี 2 ชนิด คือ เกลือสมุทร และเกลือสินเธาว์ ซึ่งเกลือสมุทรผลิตด้วยภูมิปัญญาชุมชน อาศัยหลักการหมุนเวียนของน้ำทะเล ผันเข้าแปลงนาเกลือที่ต่างระดับกัน แล้วไปสัมพันธ์กับสายลมและแสงแดด จึงทำให้เกิดเป็นผลึกเกลือขึ้นมา

"การทำนาเกลือสมุทรทุกวันนี้ นับวันก็จะหมดไปเรื่อยๆ คนมักจะล้มนาเกลือเป็นนากุ้ง หรือหันไปเลี้ยงปูทะเล หอยแคง กันเป็นส่วนใหญ่ในขณะนี้ การทำนาเกลือเสมือนการทำเหมือง คนทำนาเกลือจึงเรียกว่า นายเหมือง การทำเกลือสมุทรอย่างเราอาภัพนะครับ โชคดีรัฐบาลในสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการนำเสนอเข้าสู่ ครม. ปรากฏว่า จากที่เราเป็นนายเหมือง ได้กลับกลายมาเป็นเกษตรกร แล้วการทำนาเกลือสมุทร ก็กลายเป็นการทำเกษตรกรรม ขณะนี้ก็ได้รับการดูแลจากรัฐบาลพอสมควร ทั้งเมื่อก่อนไม่มีการประกันราคาเกลือ เหมือนกับการประกันราคาข้าว หรือประกันราคาน้ำตาล ตอนนี้ก็มีการประกันให้หมด

?สมุทรสาครมีการทำนาเกลือ อยู่ด้วยกัน 8 ตำบล แบ่งออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก โดยฝั่งตะวันออกประกอบด้วยตำบลโคกขาม แล้วห่างไปอีกประมาณร้อยเมตร จะเป็นตำบลพันท้ายนรสิงห์ ส่วนตำบลทางฝั่งตะวันตก จะประกอบไปด้วย 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลหญ้าแพรก ตำบลบางกะเจ้า ตำบลบ้านบ่อ ตำบลบางโทลัด ตำบลกาหลง และตำบลนาโคก เกลือสมุทรมีความอุดมสมบูรณ์ได้ เพราะมีแม่น้ำท่าจีนเป็นตัวช่วย ซึ่งไหลผ่านมาหลายจังหวัด แล้วสุดท้ายมาลงที่สมุทรสาคร ทำให้บริเวณปากอ่าวมีความสมบูรณ์ จากการสะสมของแร่ธาตุมากมาย" ลุงเลอพงษ์เกริ่นให้เข้าใจในภาพกว้าง

ก่อนที่จะกล่าวไปถึงการทำเกลือสมุทร แกยังพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นอีกว่า ตอนนี้ท่าจีนแม่น้ำสายสำคัญ จวนจะกลายเป็นแม่น้ำสายมรณะไปแล้ว เพราะเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลต่างๆมากมาย จังหวัดสมุทรสาครมีปริมาณขยะเกือบสี่พันกิโลกรัม นอกจากนั้นยังมีการปล่อยน้ำเสีย แถวๆอำเภอกระทุ่งแบน โดยไม่มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่จะเกิดเป็นปัญหาหรือผลกระทบ ตอนนี้ได้มีการรณรงค์หลายอย่าง ที่จะพยายามให้แม่น้ำท่าจีน กลับมาสู่ความสมบูรณ์เหมือนดังเดิม แล้วด้วยทะเลแถบนี้เป็นทะเลตม จึงมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์น้ำนานาชนิด ทำให้อาหารทะเลของจังหวัดสมุทรสาคร จึงได้มีรสชาติที่แสนจะเอร็ดอร่อย

มาถึงขั้นตอนหรือกระบวนการทำเกลือซะที โดยเกลือสมุทร เกลือแกง หรือเกลือทะเล เป็นเกลือประเภทเดียวกัน ภายในบรรจุแน่นด้วยแร่ธาตุไอโอดีน ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์อย่างมหาศาล ส่วนเกลือสินเธาว์ทางเหนือหรืออีสาน เป็นเกลือที่ไร้ซึ่งไอโอดีน จึงต้องมีการฉีดเพิ่มเข้าไป แต่ซึมในเมล็ดเกลือได้ไม่เกิน 15-20 วัน โดยมากนำไปใช้ในโรงงานกระดาษ กระจก ยาสีฟัน หรือยาหยอดตา ทว่าเกลือสมุทรมีไอโอดีนมาจากน้ำทะเล โดยเฉพาะจากน้ำทะเลโคลนตม จึงอุดมไปด้วยไอโอดีน แร่ธาตุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงช่วยขจัดปัญหาการเกิดโรคต่างๆ หลากหลายโรคภัยด้วยกัน อย่างโรคคอหอยพอก โรคเอ๋อ

เกลือสมุทร เกิดจากกระบวนการหมุนเวียนของน้ำ โดยมีแสงแดดเป็นตัวเร่งทำปฏิกิริยา ให้น้ำทะเลเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น จึงทำให้มีแร่ธาตุไอโอดีนแฝงอยู่ในตัว แม้จะดูไม่ขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่าไรนัก ด้วยทำมาจากพื้นดินหรือผืนตม จึงอาจมีสิ่งอื่นๆเจือปนอยู่บ้าง แต่แร่ธาตุไอโอดีนในเมล็ดเกลือ จะไม่มีวันระเหิดหรือระเหยไปได้เลย พื้นที่นาเกลือตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น เป็นผืนป่าอันกว้างขวาง ก็ได้ทางรัฐบาลมาจัดสรรแบ่งที่ดินให้ เรียกว่า การจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพกับราษฎร โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์อีกที มาแบ่งสรรที่ดินให้กับบรรดาสมาชิก คนหนึ่งให้มีเนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่

การทำนาเกลือใช้เนื้อที่ 40 ไร่ โดยแบ่งเป็นล็อคๆอย่างเป็นระเบียบ แล้วมีการปรับเป็นลำประโดง เป็นล่องส่งน้ำ หรือมีกังหันลมหมุนเวียนน้ำ ในการปรับพื้นที่เป็นล็อค เป็นแปลง หรือกระทง มีความกว้าง 20 วา คูณ 20 วา ก็คือ 400 ตารางวา แล้วต้องปรับให้ลดหลั่นเป็นขั้นบันได เพื่อสะดวกในการหมุนเวียนน้ำจากแปลงสู่แปลง ในส่วนแปลงแรกเรียกว่า วังขังน้ำ ในพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ สำหรับกักเก็บน้ำทะเลเอาไว้ จากวังขังน้ำไปเป็น นาประเทียบ มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ถัดจากนาประเทียบไปเรียกว่า นาตาก พื้นที่ประมาณ 7 ไร่ ซึ่งจะใช้นาตากค่อนข้างสูงมาก ต่อจากนาตากไปเป็น นารองเชื้อ ในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่

สำหรับแปลงนารองเชื้อนั้น มีหน้าที่กักเก็บน้ำเพาะเชื้อเอาไว้ พอถัดจากนารองเชื้อก็จะเรียกว่า นาเชื้อ มีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ แล้วแปลงนาสุดท้ายเป็น นาปลง ในพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ซึ่งรวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 40 ไร่ แต่ก่อนไปเรียนรู้การทำเกลือสมุทร เราหันมาทำความรู้จักกับอุปกรณ์กันก่อน อุปกรณ์มีหลากหลายแปลกตา แต่ที่สำคัญๆที่ควรต้องรับรู้ ได้แก่ พลั่วขุด...เอาไว้ขุดพื้นดินที่แข็งๆ ขุดดินเพื่อทำคัน ทำร่องน้ำ อีรุณ...เป็นตัวที่ทำให้เกลือแตกออกจากกัน เพราะเมื่อครั้งที่เกลือมีการตกผลึก จะเกาะกุมตัวกันแน่นหนามาก ขนาดเอาเท้าเหยียบๆลงไป ยังไม่สามารถแตกแยกได้เลย จึงจำเป็นต้องใช้อีรุณเป็นตัวช่วยเท่านั้น

แต่ถ้าเกลือเกาะตัวนานเกิน 15 วันไปแล้ว ต้องใช้ตัวช่วยอีกตัวหนึ่ง คือ พลั่วซอย ส่วนอุปกรณ์ตัวต่อมาเป็น กะทาล้อมเกลือ...ใช้สำหรับล้อมเกลือให้เป็นลูกๆ กะทาชักเกลือ...คอยชักเกลือให้เป็นแถวๆ เพื่อให้เมล็ดเกลือได้สะเด็ดน้ำ ด้วยในระหว่างการลื้อนาเกลือนั้น จะมีน้ำเค็มประกอบอยู่ด้วย ปรอท...สำหรับวัดความเค็มของน้ำทะเล ทางภาษาวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า ไฮโดรมิเตอร์ ถือเป็นอุปกรณ์หัวใจของเกษตรกร ด้วยมีความจำเป็นต้องใช้สอยอยู่เนื่องๆ โดยต้องมาวัดความเค็มของน้ำตลอดเวลา หากน้ำทะเลมีค่าเท่ากับศูนย์ แสดงว่ายังไม่มีความเข้มข้น แต่ถ้าพร้อมที่จะทำการตกผลึก จะมีค่าความเค็มถึง 25 ดีกรี

สมัยก่อนไม่มีปรอทใช้วัดความเค็ม จะใช้ข้าวสุกหย่อนลงไปในน้ำทะเล ถ้าเมล็ดข้าวสุกลอยขึ้นมา แสดงว่า น้ำทะเลมีความเข้มข้นสูง ปรอทจึงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่ง ที่ชาวเกษตรกรผู้ผลิตเกลือสมุทร...จะขาดเสียมิได้ เรามารู้จักกับอุปกรณ์ตัวต่อไปกันครับ คือ เต๊าสาดเกลือ...สำหรับเอาไว้ทำกองเกลือ ช่วงที่จะนำเกลือสมุทรเข้าไปเก็บในยุ้งฉาง โดยนำเข้าไปกองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้าง 1 วา ยาว 1 วา สูง 1 ศอก ซึ่งเกลือสมุทร 1 เกวียน มีน้ำหนักเท่ากับ 1,500 กิโลกรัม ส่วนข้าวสาร 1 เกวียน จะมีน้ำหนักเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม มาถึงอุปกรณ์ตัวถัดมาเรียกว่า เต๊าสาดดิน มีลักษณะเหมือนกับเต๊าสาดเกลือ

เต๊าสาดดิน...ตัวด้ามทำด้วยไม้โพธิ์หรือไม้ในพื้นที่ แต่ในปัจจุบันทำด้วยสแตนเลสส์ เพื่อความแข็งแรงมั่นคงขึ้น พลั่วเจื่อนนา...เอาไว้ใช้ขุดดินขึ้นมาทำขานา สำหรับเป็นที่กักเก็บน้ำทะเลเอาไว้ น้ำฝนในช่วงฤดูกาลหน้าฝน มาละลายหรือพังทลายหายไปหมด บริเวณตัวด้ามของพลั่วเจื่อนนา ทำมาจากไม้ในพื้นที่ เช่น ไม้มะขาม ไม้ตะบูน ไม้ตะบัน หรือไม้โพธิ์ มีน้ำหนักเบามือในการใช้สอย ไม้คานหาบเกลือ...เอาไว้สอดรับร่วมกับบุ้งกี๋ ทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างไม้แดง หรือทำมาจากไม้ไผ่ ในสมัยก่อนจะหาบเกลือด้วยบุ้งกี๋กัน ตอนนี้นิยมหันมาใช้รถเข็นขนเกลือแทน เพื่อความสะดวกรวดเร็วและช่วยผ่อนแรง

อุปกรณ์ตัวต่อมาเป็น กะทาทำกองเกลือ...เอาไว้ทำกองเกลือให้เป็นสี่เหลี่ยม ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า กว้างวายาววาสูงศอก...เท่ากับหนึ่งเกวียน อุปกรณ์อีกตัวเรียกว่า เต๊าตักเกลือ...เอาไว้ตักเกลือใส่รถเข็น เพื่อนำเกลือไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง เดิมทำมาจากไม้ไผ่แล้วเปลี่ยนเป็นสแตนเลสส์ และนี่คือ อุปกรณ์เฉพาะที่เป็นหัวใจในการทำนาเกลือ ซึ่งยามที่เกษตรกรเห็นน้ำทะเลหนุนขึ้นมา จะทำการดูดน้ำไปเก็บเอาไว้ที่วังขังน้ำ เพราะด้วยเป็นน้ำที่มาจากตม จึงต้องปล่อยให้มีการตกตะกอนเสียก่อน โดยจะปล่อยพักเอาไว้ประมาณ 2 วัน ต่อเมื่อมีความใสบริสุทธิ์ขึ้นมาแล้ว จะทำการผันน้ำเข้าไปสู่นาประเทียบ

ในบริเวณแปลงนาประเทียบ น้ำทะเลจะได้รับความร้อนจากแสงแดด ก็จะดูดซับความร้อนเอาไว้ในทันที จึงทำการผันน้ำช่วงที่ยังมีความร้อนอยู่ เมื่อวัดด้วยปรอทวัดความเค็มของน้ำ จะมีค่าความเค็มเท่ากับศูนย์ เพราะยังไม่มีความเข้มข้นเกิดขึ้น จากนั้นพักทิ้งเอาไว้อีกหนึ่งคืน น้ำจะเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นมา หรือมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ด้วยแสงแดดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา หลังจากขังน้ำอยู่ในแปลงนาประเทียบ แล้วทำการผันน้ำเข้าสู่นาตากที่ 1-2 ในขณะที่น้ำยังมีความร้อนอยู่ ก็ทำการผันน้ำเข้าสู่นาตากที่ 3-4 แล้วไปสู่นาตากที่ 5-10 ตามลำดับ และต่อจากนั้นจะทำการผันน้ำไปสู่นารองเชื้อ ซึ่งเป็นน้ำที่มีความเข้มข้นสูง

จากนารองเชื้อผันน้ำเข้าไปสู่นาเชื้อ แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณหนึ่งคืน ซึ่งน้ำพร้อมที่จะตกผลึกเป็นเมล็ดแล้ว เกษตรกรก็ผันน้ำเข้าไปสู่นาปลง โดยเริ่มแรกจะตกตะกอนเป็นดอกเกลือ ลอยอยู่ตามบริเวณผิวน้ำ ต่อเมื่อกระทบกับสายลมเข้าไป ก็จะจมลงกลายเป็นเมล็ดเกลือ ช่วงแดดแรกเมล็ดเกลือคล้ายน้ำตาลทราย เหมาะสำหรับเอาไว้ดองกิมจิ พอผ่านไปถึงแดดที่ 5 เมล็ดเกลือจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเหมาะแก่การไปทำกะปิ น้ำปลา น้ำบูดู เมื่อมาถึงแดดที่ 10 ผู้มีอาชีพการดองปลาเค็มหรืออาหารทะเล...จะชื่นชอบกันมาก จนกระทั่งแดดที่ 15 จะนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าโรงงานทำกระจก ทำกระดาษ ทำยาสีฟัน

พอผ่านมาถึงแดดที่ 18 เกษตรกรจะทำการลื้อนา คือ ทำให้เกลือแตกออกจากกัน โดยใช้อีรุณเป็นตัวดันให้แตก แล้วทำให้เป็นกองเรียงเป็นแถว เพื่อสะดวกในการเก็บเข้ายุ้งฉาง ในหนึ่งไร่จะมีประมาณ 4 แถว จากนั้นปล่อยน้ำลงไปลำประโดง สำหรับไว้ในนาปลงแปลงต่อไป อย่างน้ำที่ 25 นำไปปลงกับน้ำที่ 10 แล้วปล่อยทิ้งเอาไว้หนึ่งคืน ก็จะเก็บไปไว้ในนารองเชื้อได้อีกแล้ว ทำให้การทำนาเกลือรวดเร็วขึ้น แต่ช่วงแรกๆจะเสียเวลาถึงเดือนครึ่ง ส่วนเมล็ดเกลือที่หลงเหลือตามแปลงนา หลังจากที่นำเกลือเข้าเก็บยุ้งฉางหมดแล้ว เกษตรกรจะผันน้ำที่ 10 เข้ามา เรียกว่า การล้างท้อง เพื่อนำน้ำไปปลงในแปลงต่อๆไป

ในระหว่างที่เดินลุยไปตามแปลงนา ลุงเลอพงษ์บอกกับผมว่า "น้ำเกลือจะตกผลึกทุกวัน ต่อเมื่อมีแสงแดดจะมีดอกเกลือ แล้วจมลงไปเกาะตัวเป็นผลึก ดังนั้นวันใดไร้ซึ่งแสงแดด เกษตรกรที่ทำนาเกลือ...จะไม่มีความสุขกัน เพราะน้ำเกลือจะไม่ตกผลึก แต่หากวันใดที่แดดดีๆอย่างวันนี้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน ที่จะมีแสงแดดแผดกล้าอย่างมาก เกษตรกรจะมีความสุขอย่างล้นเหลือ เพราะน้ำเกลือจะตกผลึกดีมาก เฉพาะเดือนเมษายนเดือนเดียวเท่านั้น เราได้เกลือเกือบ 60 เกวียน ฉะนั้นเกษตรกรที่ทำนาเกลือ จะรักแดด บูชาแดด เทิดทูนแดด เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ด้วยแสงแดดให้ความเจริญ และให้ผลผลิตอย่างมากมาย"

หลังจากการบรรยายเรื่องเกลือจบลงแล้ว ผมไม่อาจยืนหยัดอยู่กลางแดดจ้าได้ เร่งจ้ำอ้าวหาที่มีร่มเงาหลบทันที ก่อนที่จะออกเดินทางกันต่อไปอีก ผมได้มีโอกาสลิ้มลองเกลือใหม่ๆ ซึ่งมีรสชาติที่ออกขมเล็กน้อย เกษตรกรทำเกลือจึงปล่อยทิ้งไว้สัก 4 เดือน เพื่อให้เมล็ดเกลือได้คลายรสขม หรือนำไปอบจะช่วยให้เร็วกว่านั้นอีก ในการทำเกลือเริ่มกันช่วงฤดูหนาว ราวเดือนตุลาคมก็เริ่มปรับพื้นที่ให้เรียบ พร้อมมีการคลึงบดอัดพื้นที่ให้แน่น หรือหันไปทำคันกั้นตามแปลงนา แล้วจะเห็นผลกันตอนปลายเดือนธันวาคม จริงๆแล้วการทำนาเกลือสมุทรในระแวกนี้ จะเริ่มลงมือทำนาเกลือกันช่วงข้างขึ้น ด้วยมีความเชื่อถือกันไว้ว่า หากทำการงานช่วงข้างขึ้น จะทำให้เจริญยิ่งขึ้นหรือทำอะไรก็ดีขึ้นๆ ส่วนข้างแรมทำการงานอะไรก็มีแต่อุปสรรค

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า