การแย่งสิทธิใน "อุลตร้าแมน" หรือ "ยอดมนุษย์"

กฎหมายสนุก สนุก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จู่ๆผมก็ได้พบกับ คุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย นักสร้างภาพยนตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในประเทศไทยและในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาพบกันจนได้ โดยคุณสมโพธิเป็นผู้ยืนยันตลอดมาว่าตนเป็นคนคิดสร้างสรรค์และคิดค้นรูปแบบของพระเอกชื่อ "อุลตร้าแมน" หรือ "ยอดมนุษย์" ที่มีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น

 

แต่บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ของญี่ปุ่น ก็โต้แย้งคัดค้านตลอดมาว่าเขาต่างหากที่มีลิขสิทธิ์โดยสมบูรณ์ในตัวละคร ชื่อ "อุลตร้าแมน" หรือ "ยอดมนุษย์" ทั้งคุณสมโพธิและบริษัทญี่ปุ่นต่างก็ได้สัประยุทธ์กันอย่างดุเดือด แบบเอาเป็นเอาตายในศาลสถิตยุติธรรม ทั้งในประเทศญี่ปุ่น และในประเทศไทย เรียกว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี จึงไม่มีใครยอมใคร

ยกแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ศาลแขวงอันเป็นศาลชั้นต้นของญี่ปุ่น ตัดสินให้อุลตร้าแมนทั้งเก้าเวอร์ชั่นที่สร้างขึ้นก่อนปี ๑๙๗๖ เป็นสิทธิของคุณสมโพธิ ต่อมาได้มีการอุทธรณ์ยังศาลสูงในกรุงโตเกียว ศาลสูงได้วินิจฉัยลิขสิทธิ์เป็นของญี่ปุ่น แต่สิทธิในการใช้อย่างผูกขาดประมาณ ๓๐๐ ตอน นอกประเทศญี่ปุ่นตกเป็นของคนไทย ต่อมาบริษัทญี่ปุ่นได้ยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุดของญี่ปุ่น ปรากฏว่าศาลสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฎีกา คดีนี้จึงเป็นอันถึงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

ยกที่สองมีการโรมรันพันตูกันในศาลไทย เริ่มจากบริษัทญี่ปุ่นยื่นฟ้องบริษัทของคุณสมโพธิกับคุณสมโพธิเป็นจำเลย ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าละเมิดลิขสิทธิ์ โดยนำผลงานศิลปประยุกต์ที่เรียกว่า "อุลตร้าแมน" หรือ "ยอดมนุษย์" อันมีลักษณะเป็นตัวละคร ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ไปทำซ้ำและดัดแปลง แล้วออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อขายหรือมีไว้เพื่อขาย เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยไม่มีอำนาจกระทำได้และไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ในที่สุดศาลได้วินิจฉัยว่า คุณสมโพธิได้รับโอนสิทธิโดยสัญญา และมีสิทธิใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์ดังกล่าวโดยชอบ จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ ท่านผู้พิพากษาก็หาใช่ใครที่ไหนไม่ ก็ ท่านพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปัจจุบันนี้นี่เอง

คดีนี้ถือว่าเป็นคดีสำคัญของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เพราะเป็นคดีลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ มีผลกระทบต่อสิทธิในทางการค้าทั่วโลก มีทุนทรัพย์ที่พิพาทสูงถึง ๑,๗๐๐ ล้านบาททีเดียว แต่ยกที่สองยังชกไม่ครบยก เพราะโจทก์ไม่พอใจคำตัดสินของศาลชั้นต้น จึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิใน "อุลตร้าแมน" สัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ จำเลยไม่มีสิทธิหาผลประโยชน์ใดๆจากอุลตร้าแมน แต่ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาทางอาญาที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗

คุณสมโพธิบอกว่าคำตัดสินของศาลฎีกาของไทยที่กลับคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแบบหนังคนละม้วน ได้สร้างความทุกข์ให้แกอย่างแสนสาหัส เพราะทำให้แกกลายเป็นผู้ไม่มีสิทธิในสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้น น่าน้อยใจจริงๆด้วย ถ้าแกเป็นคนรังสรรค์ผลงานขึ้นจริง

จึงเป็นอันว่า การต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ผลัดกันแพ้และชนะกันคนละยก คือคุณสมโพธิชนะในญี่ปุ่น ส่วนบริษัทญี่ปุ่นชนะในประเทศไทย แล้วบัดนี้คุณสมโพธิอุตส่าห์ดั้นด้นมาพบกับผมเพื่ออะไร? ทั้งๆที่ผมเองก็ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์อันใดดังเช่นอุลตร้าแมน ที่แกยืนยันว่าได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยอาศัยต้นแบบมาจากพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ปางพระร่วงเปิดโลก อันจะดลบันดาลให้แกชนะในยกที่สาม

คุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย เป็นใคร ? มาจากไหน ?

ตามประวัติที่ค้นมาได้ คุณสมโพธิเกิดที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรของชาวจีนโพ้นทะเลจากมณฑลกวางตุ้ง เป็นบุตรชายคนเล็กของครอบครัว จึงมีชื่อว่า "เล็ก" และเป็นเด็กวัดตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ โดยขอพ่อแม่ไปอาศัยอยู่ที่วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร ใฝ่ฝันอยากเป็นนักสร้างภาพยนตร์มาแต่เด็ก โดยได้รับแรงบันดาลใจ จากผลงานการ์ตูนของ ประยูร จรรยาวงษ์ และที่วัดนี้เอง เจ้าอาวาสได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น "สมโพธิ" แปลว่า สัมโพธิญาณ หรือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมโพธิเริ่มไต่เต้างานสร้างภาพยนตร์ จากการเรียนรู้งานเป็นลูกจ้างร้านถ่ายรูป มีผลงานจากการฉายพระรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฉลองพระองค์ชุดลูกเสือ แทนช่างภาพตัวจริงที่ป่วย จนได้ลงหน้าปกนิตยสารชัยพฤกษ์ ขณะศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ต่อมาได้เป็นช่างภาพประจำหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ตั้งแต่อายุเพียง ๑๕ ปี จากนั้นได้ศึกษาต่อที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ด้านการถ่ายภาพและภาพยนตร์

ครั้นอายุได้ ๒๐ ปี ได้รับทุนจากธนาคารออมสินและธนาคารมิตซุย ให้ไปศึกษาต่อด้านเทคนิคภาพยนตร์เป็นเวลา ๒ ปี ที่บริษัทโตโฮโปรดักชั่น ประเทศญี่ปุ่น และได้พบกับ เอจิ สึบุระยะ ในฐานะนักศึกษาฝึกงาน และมีส่วนร่วมสร้างภาพยนตร์ซีรี่ส์ ชุด "อุลตร้าแมน" โดยใช้รูปถ่ายของพระพุทธรูปสุโขทัยปางเปิดโลก ชื่อพระอัฏฐารส เป็นต้นแบบ ซึ่งสึบุระยะเห็นด้วยและมอบให้นักออกแบบชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ร่าง

อย่างไรก็ดี "อุลตร้าแมน" ได้ก่อให้เกิดการอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของ ซึ่งมีการโต้แย้งยาวนานในประเทศญี่ปุ่น ไทย และจีน ที่ล้วนแต่อ้างสิทธิในการตลาดสำหรับตัวอุลตร้าแมน ระหว่าง คุณสมโพธิ กับ บริษัทสึบุระยะ โปรดักส์ชั่นตลอดมาเป็นเวลายาวนาน นอกจากคุณสมโพธิชนะคดีในชั้นศาลสูงสุดของญี่ปุ่นแล้ว ยังชนะคดีในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย แต่คุณสมโพธิแพ้คดีในชั้นศาลฎีกาของประเทศไทย ซึ่งชี้ขาดในข้อเท็จจริงว่า เอกสารการโอนสิทธิใน "อุลตร้าแมน" ระหว่างบริษัทสึบุระยะกับคุณสมโพธินั้นเป็นเอกสารปลอม

เจตนาของคุณสมโพธิที่มุ่งมาหาผู้เขียน ในเวลาไม่นานมานี้ก็คือ คุณสมโพธิต้องการให้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ผู้เขียนเป็นคณบดี นำเรื่องราวอันพิสดารพันลึกของความขัดแย้ง ระหว่างบริษัทสึบุระยะ
โปรดักส์ชั่น กับคุณสมโพธิ ในการแย่งสิทธิความเป็นเจ้าของ "อุลตร้าแมน" ซึ่งมีข้อพิพาทกันมาเนิ่นนาน ให้นักศึกษาและหรือบรรดาคณาจารย์ที่มีความรู้ความชำนาญในกฎหมายลิขสิทธิ์ ช่วยกันทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยในเรื่องดังกล่าวให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ว่าต้นสายปลายเหตุมีความเป็นมาอย่างไร รวมทั้งการต่อสู้กันทั้งทางข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง นับว่าคุณสมโพธิใจกว้างมาก ที่ยินดีให้นักศึกษาได้เรียนรู้กฎหมายลิขสิทธิ์จากของจริงแท้แน่นอน มิใช่ของปลอมหรือเขียนขึ้นจากความเพ้อฝันแต่อย่างใด

สรุปความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่อสู้คดีของคุณสมโพธิ ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ๋วก็คือการรับฟังพยานหลักฐานที่ต่างกัน กล่าวคือสัญญาพิพาทฉบับเดียวกัน อันเป็นสัญญาที่อ้างสิทธิใน "อุลตร้าแมน" ศาลสูงหรือศาลในชั้นอุทธรณ์ของญี่ปุ่นเชื่อถือและยอมรับบังคับให้ว่าเป็นสัญญาฉบับจริงมิใช่สัญญาปลอมแต่อย่างใด ตรงข้ามกับคำตัดสินของศาลฎีกาไทยที่เชื่อว่า สัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จึงให้สิทธิใน "อุลตร้าแมน" ยังคงอยู่กับ บริษัทสึบุระยะ โปรดักส์ชั่น

กลายเป็นว่าในไทย คุณสมโพธิไม่อาจอ้างสิทธิเป็นเจ้าของ "อุลตร้าแมน" ได้ แต่อ้างในญี่ปุ่นและจีนได้ อันถือเป็นความขัดแย้งกันระหว่างคำวินิจฉัยของศาลในประเทศไทย กับศาลในญี่ปุ่นและจีน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากการต่อสู้ทางคดีในศาลไทย คุณสมโพธิมิได้ยกประเด็นของการชนะคดีในศาลญี่ปุ่นและจีนขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาทต่อสู้ เพื่อให้ศาลไทยชี้ขาดว่าจะถือเป็นยุติได้หรือไม่ว่าศาลญี่ปุ่นได้ยอมรับและบังคับสิทธินั้นให้คุณสมโพธิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

น่าเสียดายเป็นที่สุด ในเมื่อยังไม่มีข้อยุติ สำหรับประเด็นเรื่องอำนาจของศาลในแต่ละประเทศที่ขัดแย้งกัน จึงยังกินแหนงแคลงใจในการแพ้และชนะคดีที่ขัดแย้งไม่ลงรอยเดียวกัน จนไม่อาจยอมรับกันได้ จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผู้เขียนจึงเป็นอันต้องจบแบบคาใจเช่นนี้ละครับ จนกว่าจะมีพยานหลักฐานใหม่ให้งัดขึ้นมาฟาดฟันกันต่อนะขอรับพระเดชพระคุณ อิอิ