บ๊วยเม็ดสุดท้ายของลุงเจ็ด

ฝากใจไว้ที่นี่

ท่านผู้อ่าน ที่รัก

นิทานที่นำมาเล่าท้ายคอลัมน์วันนี้มาจากประเทศจีน เป็นเรื่องราวที่น่าจะมาจากประสบการณ์จริงของใครบางคน ขอเชิญเรียนรู้ความเป็นไปของชีวิตคนรุ่นใหม่ในประเทศจีนไปพร้อมๆกัน

 

บ๊วยเม็ดสุดท้าย ของลุงเจ็ด

ผมเพิ่งเคยได้ยินว่ามีศูนย์พยาบาล "ผู้ป่วยระยะสุดท้าย" แค่ฟังชื่อ ผมก็รู้สึกสยองอยู่ในใจแล้ว

ผมมาที่ศูนย์พยาบาลนี้เป็นครั้งแรก ตอนที่สอบเข้าเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัย

เงื่อนไขข้อหนึ่งก่อนที่จะเข้าเป็นอาจารย์สอนที่นี่ได้ กำหนดว่าจะต้องมาเป็นอาสาสมัครที่นี่ทุกวันเสาร์และอาทิตย์

ผมยังจำภาพวันนั้นได้อย่างชัดเจน บุรุษพยาบาลผู้หนึ่ง กำลังสวมถุงมือและช่วยสวนทวารให้คนแก่คนหนึ่งที่ถ่ายอุจจาระยาก

ผมรีบเบือนหน้าหนีและเอามือปิดจมูกโดยไม่รู้ตัว แต่คนอื่นๆที่อยู่ในห้องนี้ต่างไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับเหตุการณ์นี้เลย

เมื่อรู้สึกตัว ผมก็รีบเอามือลง แล้วจู่ๆ ก็มีคนเอามือมาแตะที่เอวของผม

"มาเป็นครั้งแรกเหรอ พ่อหนุ่ม"

คนคนนั้นก็คือลุงเจ็ด อายุ ๗๒ ปีแล้ว เขานั่งอยู่บนรถเข็น

ลุงเจ็ดเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย ตอนที่ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์นี้ใหม่ๆ หมอบอกว่าแกจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน แต่แกอยู่ที่นี่มา ๔ ปีกว่าแล้ว ลุงเจ็ดบอกให้ผมช่วยเข็นแกออกไปรับแสงแดดบนดาดฟ้าของอาคาร

ผมรู้ว่าแกมีเจตนาให้ผมออกจากห้องนี้แบบไม่น่าเกลียด

เมื่อผมเข็นลุงเจ็ดเข้าไปในลิฟต์ แกก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไอ้หยา ผู้อำนวยการบอกว่า เราทุกคนที่อยู่ที่นี่จะต้องตายอย่างสมเกียรติ แต่คนแก่อย่างเราๆ จะเอาเกียรติมาจากไหน?"

ผมบีบมือจับขอบรถเข็นไว้แน่น ไม่รู้จะพูดอะไรดี

แล้วลุงเจ็ดก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบว่า "นายชื่ออะไร เป็นอาจารย์ใหม่ที่จะมาสอนที่มหาวิทยาลัยใช่หรือเปล่า นายไม่ใช่คนที่นี่ใช่ไหม บ้านเดิมอยู่ที่ไหนล่ะ"

ผมกำลังจะตอบ ลุงเจ็ดก็โพล่งออกมาว่า

"ไม่กล้าพูดเหรอ บ้านนายยากจนหรือเป็นลูกชาวนาเหรอ?"

ถูกอย่างที่ลุงเจ็ดพูด ผมเกิดมาจากครอบครัวฐานะยากจนจากทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ตอนเด็กๆ ผมใส่เสื้อผ้าชุดเดียวแทบจะไม่มีเปลี่ยน ผมสอบชิงทุนตั้งแต่ประถมจนถึงระดับปริญญา

เมื่อจบปริญญา ก็สอบติดเป็นครูโรงเรียนในเมือง ผมจึงย้ายชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนราษฎร์ในเมือง

ผมคือความภาคภูมิใจของพ่อแม่ แต่พ่อแม่ไม่ใช่ความภาคภูมิใจของผม ผมกลับบ้านครั้งสุดท้ายตอนเรียนอยู่ปี ๔

คืนนั้น ผมนอนอยู่ในห้องโทรมๆ ของที่บ้าน สาบานกับตัวเองว่าผมจะไม่กลับมาที่นี่อีก

ตอนเรียนอยู่ปี ๔ นั้นเอง ผมก็เริ่มมีความรัก มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไม่ทันระวัง เล่าเรื่องแฟนให้พ่อได้ยินเข้า

พ่อนั่งรถไฟชั้นประหยัด ๒ วัน กับอีก ๑ คืน มาหาผม แถมยังเอาพุทราจีนถุงใหญ่มาฝากแฟนผมด้วย

ผมพาพ่อไปที่ตึกอำนวยการ และไม่ยอมให้พ่อได้พบหน้าแฟนสาวของผม

พ่อบอกว่า "แม่ของลูกเป็นห่วง ไม่รู้ว่าลูกคบผู้หญิงแบบไหน จึงให้พ่อมาดูหน้าว่าที่ลูกสะใภ้"

ผมเอาถุงพุทราจีนยัดกลับไปที่เป้เก่าๆ ที่พ่อแบกมาจากบ้าน พาพ่อกลับไปที่หอพักของผม แล้วบอกพ่อว่า

"อย่าออกมาให้ผมขายหน้าเพื่อนๆนะ บอกแม่ว่าไม่ต้องห่วงผม ห่วงตัวเองก่อนก็แล้วกัน"

วันรุ่งขึ้น พ่อก็เดินทางกลับบ้านนอก

จากนั้นมา ผมกับที่บ้านก็ติดต่อกันน้อยลง แต่จริงๆ มันเป็นความต้องการของผมนั่นแหละ

การพบหน้ากับลุงเจ็ดครั้งแรก แกก็เดาใจผมออกจนทะลุปรุโปร่ง

"คนเรา หากรักดีและขยันหมั่นเพียร ก็เปลี่ยนฐานะและภาพลักษณ์ได้ แต่ไม่อาจเปลี่ยนพ่อเปลี่ยนแม่ได้ พวกฉันแก่แล้ว ไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญใช่ไหม" ลุงเจ็ดเอ่ยขึ้น หลังจากเห็นผมนิ่งไปนาน

ผมหัวเราะกลบเกลื่อน ไม่รู้จะพูดอะไรดี

 

วันนี้เป็นวันหยุด ที่ศูนย์พยาบาลมีญาติของคนไข้เข้ามาเยี่ยมไข้กันมาก แต่ลุงเจ็ดไม่เคยมีญาติมาเยี่ยมเลยสักคน เวลานี้ของทุกวัน แกมักจะขอให้อาสาสมัครช่วยพาแกขึ้นไปที่บนดาดฟ้าเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์

บุรุษพยาบาลเล่าให้ผมฟังว่า แกมีลูกหลายคน แต่อยู่ที่ต่างประเทศกันหมด

เมื่อ ๔ ปีก่อน ตอนที่แกป่วยหนัก ลูกๆของแกบินกลับมา และพาตัวแกมาส่งที่ศูนย์พยาบาลแห่งนี้ จากนั้น แกก็ไม่เคยเห็นหน้าของลูกๆอีกเลย

วันหนึ่ง ผมนำผ้าปูที่นอนขึ้นไปตากที่ดาดฟ้า และก็เจอลุงเจ็ดนั่งเหม่ออยู่บนนั้น

"คิดอะไรอยู่เหรอครับลุง เสียใจที่ส่งลูกไปอยู่ซะไกลเหรอครับ" ผมแซวแกเล่น

แกยักไหล่และพูดแบบไม่แยแสว่า "ฉันไม่ใช่คนแก่ทั่วไปนะ ฉันเป็นคนส่งลูกๆไปเรียนต่างประเทศเอง ตั้งแต่พวกเค้าเรียนอยู่ประถม ฉันก็วางเป้าหมายว่าจะส่งไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดให้ได้ แต่แม้จะไม่ได้เรียนฮาร์วาร์ด ก็ได้ไปเรียนต่างประเทศกันทุกคน"

"ลุงไม่คิดถึงลูกๆ เหรอครับ" ผมถาม

"พวกเค้าอยู่สุขสบายก็ดีแล้ว ทุกเดือนไม่ลืมโทร.หาฉัน ก็นับว่ากตัญญูแล้วแหละ"

วันนั้น ผมเป็นคนเปลี่ยนผ้าปูเตียงให้ลุงเจ็ด

ผมเห็นถุงบ๊วยอยู่ใต้หมอนก็เลยหยิบขึ้นมาดู ข้างในมีบ๊วยที่น่าจะขึ้นราแล้วอยู่ลูกหนึ่ง ก็เลยคิดจะเอาไปทิ้งถังขยะ

"อย่านะ นั่นมันของรักของหวงของลุงเจ็ด จะเอาของแกไปทิ้งไม่ได้นะ" บุรุษพยาบาลรีบบอกผมเสียงหลง

"นี่เป็นถุงบ๊วยที่ลูกสาวของแกให้ตอนที่ส่งแกมาอยู่ที่นี่ ตอนนั้น แกก็กินวันละเม็ด จนเหลือเม็ดสุดท้าย ยังไงแกก็ไม่ยอมกิน เก็บไว้ใต้หมอนมา ๔ ปีแล้ว ไม่มีใครกล้าทิ้งของแกหรอก"

ผมฟังเสร็จ ก็หันหลังเดินเข้าห้องน้ำ ไม่รู้น้ำตามันไหลจากไหนออกมามากมาย

ผมอยู่กับลุงเจ็ดที่ศูนย์พยาบาลไม่นานนัก แต่แกดีต่อผมมาก อาจเป็นเพราะผมชอบฟังแกบ่นก็เป็นได้

ช่วงอาทิตย์แรกของเดือนมีนาคม ผมก็กลับมาเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์พยาบาลเหมือนเดิม

เมื่อเดินเข้าประตูศูนย์ฯ ก็เห็นรถรับศพของสำนักประกันสังคมคันหนึ่งจอดอยู่หน้าอาคาร ผมรีบเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง หัวใจเต้นเร็วและมือเย็นไปหมด หน้าห้องของลุงเจ็ดมีคนยืนออกันอยู่เต็มไปหมด แล้วก็มีเตียงคนไข้ที่มีผ้าขาวคลุมไว้ถูกเข็นออกจากห้องมา

ผมรีบวิ่งไปดูที่ห้อง ก็เห็นลุงเจ็ดนั่งนิ่งเงียบอยู่ในห้อง ไม่พูดไม่จาอะไร ผมถึงได้ถอนหายใจโล่งอก

วันนั้น ลุงเจ็ดมีท่าทีเหนื่อยล้าและเงียบกว่าปกติ ผมคอยอยู่ดูแลแกไม่ห่าง พอชวนแกคุย ก็ถามคำตอบคำ ไม่เหมือนเดิม

เย็นวันนั้น ก่อนที่ผมจะกลับบ้าน ลุงเจ็ดก็กระแอมขึ้น ทำท่ามีเรื่องอยากคุยกับผม

แกวาดนิ้วเป็นเลข ๘ "ฉันส่งเพื่อนร่วมห้องมา ๘ คนแล้ว อีกไม่นานก็คงถึงคิวของฉันแล้ว"

ผมรีบเอื้อมมือไปจับมือแกไว้ แต่ก็ไม่รู้จะพูดปลอบแกยังไง

ผมพยุงแกขึ้นเตียงนอน จากนั้นก็จัดแจงห่มผ้าให้แก

"ลุงเจ็ดไม่ต้องคิดมากนะครับ ลุงเจ็ดร่างกายแข็งแรงออกขนาดนี้"

แกจับมือผมเขย่าเบาๆ

"เธอเป็นเด็กกตัญญู พ่อแม่ของเธอมีลูกอย่างเธอ ช่างโชคดีจริงๆ"

ผมถูกคำว่า "กตัญญู" เสียบเข้าที่หัวใจ น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตา

ผมน่ะหรอกตัญญู พ่อแม่ที่บ้านนอกของผมโชคดีจริงๆ เหรอ

ท่านกำลังรอผมเหมือนที่ลุงเจ็ดกำลังรอลูกๆอยู่ ใช่หรือเปล่า

พูดคุยโอ้อวดชื่นชมลูกของตัวเองต่อหน้าผู้คน แต่ลับหลัง ต้องกล้ำกลืนความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่ไม่มีใครรู้

ณ เวลานั้น ผมยืนอยู่ข้างเตียงของลุงเจ็ด แต่กลับเห็นภาพของพ่อที่ซูบผอมนอนอยู่ตรงนั้นแทน

ค่ำวันนั้น ผมโทรศัพท์กลับไปที่บ้าน พ่อเป็นคนรับโทรศัพท์ น้ำเสียงของแกทั้งตื่นเต้นและดีใจ

"เป็นไงบ้างลูก สบายดีไหม พ่อกับแม่กลัวว่าแกยุ่ง ก็เลยไม่กล้าโทร.มารบกวน"

"ผมสบายดีครับพ่อ" ผมกลั้นเสียงไม่ให้สะอื้น

วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังสอนอยู่ ผู้อำนวยการศูนย์ฯก็โทร.เข้ามาหาผม "ลุงเจ็ดอาการไม่สู้ดีนัก แกอยากพบคุณ รีบมาได้ไหม"

พอวางสาย ผมก็รีบไปที่ศูนย์ฯ เดินมาถึงหน้าห้อง ผมเห็นลุงเจ็ดนอนอยู่บนเตียง ก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ สภาพของแกไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้แก่ๆ เหี่ยวๆ ท่อนหนึ่ง

ผมถามผู้อำนวยการว่าโทร.หาลูกๆของแกหรือยัง ท่านก็พยักหน้าว่าโทร.แล้ว ผมจึงเดินเข้าไปหาแกในห้อง

"ลุงเจ็ดครับ ผมมาเยี่ยมครับ"

แกค่อยๆเผยอเปลือกตา มองมาที่ผม จากนั้น ก็ยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ชี้ไปที่หมอน

ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็นึกออกว่าแกคงหมายถึงถุงบ๊วยใต้หมอน

ผมรีบสอดมือเข้าไปหยิบถุงบ๊วยและหยิบบ๊วยเม็ดสุดท้ายออกมาให้แกดู

แกชี้มือให้ผมเอาบ๊วยใส่ปากของแกด้วยสายตาวิงวอน

ผมจึงนำบ๊วยที่เสียแล้วเม็ดนั้นใส่ปากให้แกตามที่แกขอ แกยิ้มออกมาอย่างพอใจ แกพยายามดูดกินบ๊วยเม็ดนั้นด้วยพละกำลังที่เหลืออยู่อย่างยากลำบาก

สุดท้าย แกก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วบอกกับผมว่า

"ฉันมันโง่สิ้นดี ฉันวางแผนเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกๆ แต่ไม่เคยวางแผนให้กับตัวเองเลย"

ลุงเจ็ดจากไปอย่างสงบในเย็นวันนั้น

แม้พวกเราจะอยู่เป็นเพื่อนแกจนวินาทีสุดท้าย แต่คนที่แกอยากพบหน้าที่สุด แกไม่ได้เห็นแม้เงาของลูกสักคนหนึ่ง

คำพูดประโยคสุดท้ายก่อนตายของลุงเจ็ด ทำให้ผมคิดย้อนกลับมาพิจารณาตัวเอง

ผมพยายามหนีจากความยากจน วางแผนให้ชีวิตมีความสุขสบายมากยิ่งขึ้น ผมวาดหวังให้ตัวเองมีสังคมที่ใครๆก็ยอมรับนับหน้าถือตา แต่ผมกลับทิ้งให้พ่อแม่ที่คาดหวังในตัวผมมากที่สุด ผิดหวังเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า

ปิดเทอมภาคฤดูร้อนในปีนั้น ผมเดินทางกลับบ้าน

เมื่อเข้าประตูบ้านไป พ่อยังไม่กลับมาจากนา แม่กำลังก่อฟืนทำอาหารเย็น

เมื่อแม่เห็นผมเดินเข้าบ้านมา แม่ยืนตะลึงไปนานสองนาน

"ลูกแม่ ลูกกลับมาแล้ว แม่จะไปตามพ่อที่นา"

ผมเดินไปคุกเข่ากอดแม่ไว้

"แม่ครับ ผมขอโทษ"

ผมร้องไห้ กอดแม่ไว้แน่น ละอายใจในสิ่งที่ผมทำไม่ดีกับท่านไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมา

"ขอโทษ" คำคำนี้คือสิ่งที่ผมติดค้างพ่อกับแม่ไว้นานแสนนาน หากไม่มีลุงเจ็ด ไม่รู้ว่าผมจะสำนึกได้เมื่อไหร่