สร้างปาฏิหาริย์ให้ชีวิตด้วยการล้างพิษทางอารมณ์กับ ล้วนชาย ว่องวานิช

นัดพบ

บางครั้งชีวิตที่คนภายนอกมองดูว่าสมบูรณ์พร้อม มีทรัพย์ศฤงคารมากมายคือชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่โดยเนื้อแท้แล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ล้วนชาย ว่องวานิช ทายาทรุ่นที่ 4 ของห้างขายยาอังกฤษตรางู กลับบอกว่าสิ่งเหล่านั้นคือเปลือกที่ห่อหุ้มเพื่อซ้อนเร้นความพิกลพิการบางอย่างไว้

"ผมเองแทบเอาชีวิตไม่รอด เพราะหลงอยู่กับตัวเลขของผลกำไรงามๆ ที่คอยล่อให้ตกหลุมพรางทางธุรกิจ โดยที่ไม่ไหวตัวแม้แต่น้อยว่าเจ้าตัวเลขงามๆนั้นผมได้มาโดยเกือบต้องแลกด้วยชีวิต"

ล้วนชายกล่าวเป็นปมปริศนา เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณล้วนชายใช้แลกเพื่อผงาดขึ้นในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในวัยหนุ่มฉกรรจ์และวิธีการเอาชีวิตรอดจากความตายคืออะไร? จึงเป็นอุทาหรณ์อย่างยิ่งต่อมนุษย์ในสังคมเมืองที่มักฟุ้งไปกับสิ่งเร้าที่อยู่รอบตัว

"ล้วนชาย" เป็นชื่อที่แปลกนะคะ

ทำไมผมจึงชื่อ "ล้วนชาย" ผมเกิดตอนปี 2506 ซึ่งตอนนั้นคุณปู่ป่วยหนักแล้ว คุณพ่อก็จะอุ้มผมไปนั่งตักคุณปู่ซึ่งไปไหนมาไหนลำบาก คุณพ่อก็เลยเกิดความคิดว่าจะตั้งชื่อผมเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่คุณปู่ คุณปู่ท่านชื่อ "คุณหมอล้วน ว่องวานิช" ท่านก็เลยตั้งชื่อผมว่า "ล้วนชาย"

หลังจากนั้นชีวิตในวัยเด็กของผมก็อยู่ภายใต้การดูแลของคุณพ่อ ถือว่าเป็นเด็กที่โชคดีเพราะคุณพ่อค่อนข้างจะเพียบพร้อมเนื่องจากท่านมีความรอบรู้เรื่องชีวิตในทุกๆด้าน เพราะท่านฝ่าฟันชีวิตมาอย่างโชกโชน และที่สำคัญท่านเป็นผู้ก่อตั้งยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ท่านก็เลยนำสิ่งเหล่านั้นมาอบรมลูกๆอย่างครบเครื่องตั้งแต่เด็ก เช่น เรื่องการทำสวน ซักผ้ารีดผ้าเอง พอโตขึ้นมาท่านก็จะพาพวกเราไปบวชเณร นั่งสมาธิ บ้านเราจึงสัมผัสกับการปฏิบัติธรรมและนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก ช่วงวันหยุดเราจะต้องนั่งรถตู้ไปกับท่านเพื่อไปทอดกฐินผ้าป่าตามวัดต่างๆ จริงๆก็รู้สึกธรรมดา แต่ก็ไม่วายคิดว่า เอ๊ะ!!! ทำไมท่านไปทำบุญบ่อยจัง กระทั่งในที่สุดก็เป็นความเคยชิน ที่ท่านทำเช่นนี้เพราะว่าท่านอยากให้ลูกๆทุกคนสวดมนต์ไหว้พระเป็น ใครที่สวดได้ก่อนก็จะได้เงินค่าขนมเป็นรางวัล พวกเราจึงเป็นนักสวดมนต์มืออาชีพมาตั้งแต่เด็กๆ

แม้กระทั่งช่วงปิดเทอมท่านก็จะไม่ให้เราอยู่เฉย มักจะกำหนดล่วงหน้าเลยว่าให้ไปฝึกงานที่โรงงานยา หรือไม่ก็ให้ไปที่ห้างขายยาอังกฤษตรางู เพื่อช่วยขายของ สรุปแล้วหลายๆเรื่องที่ท่านเตรียมการไว้ให้เราจึงค่อนข้างดี หลังจากนั้นในช่วงปี 1976-1977 หลังจากสงครามเวียดนามแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ก็แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย คุณพ่อเข้าใจในหลักการโดมิโนเป็นอย่างดี ท่านเลยก่อตั้งขบวนต่อต้านคอมมิวนิสต์จับมือกับนิสิตนักศึกษาและอีกหลายฝ่าย เพื่อจะรักษาอธิปไตยของชาติไว้ และผมมักจะเห็นการประชุมเกิดขึ้นที่บ้านเป็นประจำ คุณพ่อเคยเล่นการเมืองด้วยนะครับ ท่านตั้งพรรคการเมืองขึ้นพรรคหนึ่งชื่อว่า "พรรคไท" ตอนนั้นมี ส.ส.ในสภาด้วย พอทางพรรคคคอมมิวนิสต์เห็นว่าคุณพ่อเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากยิ่งขึ้น เขาก็ส่งจดหมายมาขู่ว่าจะฆ่าเราทั้งครอบครัวถ้าไม่หยุดเคลื่อนไหว ถ่ายรูปบ้านแนบมากับจดหมายฉบับนั้นด้วย ทำให้คุณพ่อตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตคือ ส่งครอบครัวไปอยู่ปีนัง เพราะท่านมีญาติอยู่ที่นั่นเป็นจีนไหหลำด้วยกัน

ทุกคนทราบถึงสาเหตุของการต้องโยกย้ายครั้งนี้ใช่มั้ยคะ

รู้ครับ เพราะท่านบอกพวกเราทุกคนว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนไปท่านบอกว่า ลำพังชีวิตพ่อคนเดียวไม่เป็นไร ยินดีที่จะสละให้เพื่อประเทศ แต่ชีวิตลูกและภรรยาต้องส่งไปอยู่ยังที่ที่ปลอดภัยจะดีกว่า ตอนนั้นผมอายุประมาณ 13 ปี เราทั้งหมดต้องนั่งรถไฟไปลงที่ปาดังเบซาร์ แล้วนั่งเรือต่อไปยังปีนัง

ชีวิตที่ปีนังเป็นอย่างไรบ้างคะ

นับว่าดีครับ มีเพื่อนที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่ถูกพ่อแม่ส่งไปเรียนภาษาจีนเยอะมาก โดยเฉพาะที่โรงเรียนหันเจียง กับจงหลิง เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมาก ทุกเช้าเราจะขี่จักรยานไปโรงเรียน หลังจากนั้นรัฐบาลมาเลเซียบังคับให้ทุกโรงเรียนต้องเรียนภาษามาเลย์ หลักสูตรก็จะเริ่มเปลี่ยนจากภาษาอังกฤษเป็นภาษามาเลย์ ตอนหลังคุณพ่อจึงตัดสินใจย้ายเราไปอยู่ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1997 เพราะท่านมีเพื่อนเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์อยู่ที่นั้น ชื่อ "มิสเตอร์ สุเนา ฮานาบาร่า" เป็นคนที่ทำงานให้พระพุทธศาสนาเยอะมาก คุณลุงรับปากว่าจะเป็นผู้ปกครองให้ จำได้ว่าสะบักสะบอมพอสมควรไม่ใช่เรื่องการเดินทาง แต่เป็นกลิ่นบุหรี่บนเครื่องบิน เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการห้ามสูบบุหรี่บนเครื่องบิน เพียงแต่มีการแยกส่วนแบบง่ายๆ ไว้เท่านั้นเอง ผมอยู่นานที่สุดคือ 10 ปี หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยคลี่คลายลงท่านก็ถอยหันมาทำงานด้านพระพุทธศาสนาอย่างเต็มตัว อยู่ที่โน่นก็ยังสวดมนต์เป็นปกติ เพราะช่วงที่ผมอายุประมาณ 20 คุณแม่ล้มป่วยลง ในที่สุดท่านก็เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ด้วยวัยเพียง 47 ปีเท่านั้น ระหว่างที่คุณแม่ป่วยหนักผมกับพี่ชายจึงตัดสินใจพักการเรียน 1 เทอมเพื่อบวชให้คุณแม่ เราทั้งคู่บวชที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ มารับบิณฑบาตรคุณแม่ทุกวันที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

การจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของครอบครัวนับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต

ใช่ครับ คือผมจะเป็นคนแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ในระหว่างที่ผมบวชอยู่วัดปากน้ำฯ ผมได้อ่านประวัติของหลวงปู่สด และวิชาธรรมกายค่อนข้างมาก ซึ่งคุณยายจันทร์ฝึกจนกระทั่งลงไปช่วยคุณพ่อได้ ด้วยการถอดกายทิพย์ เพราะรู้ว่าคุณพ่อของคุณยายตกนรก บังเอิญผมไปอ่านเจอเข้า ทั้งๆที่รู้ว่าคุณแม่ไปดี แต่ผมก็ยังมีความรู้สึกว่าอยากพบคุณแม่อีก ผมจึงปรารถนาอย่างมากที่จะปฎิบัติให้ได้อย่างนั้น เพื่อที่จะไปหาคุณแม่ให้ได้

หลังจากลาสิกขาบทก็กลับไปเรียน ตั้งหน้าตั้งตาปฎิบัติธรรมอย่างมุ่งมั่นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะไปเยี่ยมคุณแม่ เข้าสมาธิทุกคืน วิชาธรรมกายคือหนึ่งในกรรมฐาน 40 วิธีที่พระพุทธองค์ทิ้งไว้ แบ่งออกเป็นการฝึกฝนเพื่อการหลุดพ้น กับการฝึกเพื่อฤทธานุภาพ วิชาธรรมกายคือกสิญน์แสงสว่าง ซึ่งทำให้เกิดฤทธิ์ได้ ซึ่งไปพ้องกับฉายาของผมตอนบวชว่า "อิทธิชาโต" แต่บังเอิญว่าไม่สำเร็จไม่สามารถไปเยี่ยมคุณแม่ได้ เพราะไม่มีฤทธิ์มากพอ

แต่ก็ได้ประโยชน์จากการปฏิบัติมาก เพราะทำให้เราตั้งใจหันหยั่งรากลงไปในการปฏิบัติธรรม หลังจากนั้นคุณพ่อก็ได้ไปพบกับคุณแม่สิริ กรินชัย ซึ่งเป็นกูรูสุภาพสตรีคนหนึ่งที่โดดเด่นมากทางด้านการปฏิบัติธรรม ท่านให้เกียรติมาสอนกรรมฐานกับครอบครัวเรา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อท่านสร้างธรรมสถานว่องวานิชขึ้นที่เทพารักษ์ เพราะก่อนหน้านี้คุณพ่อเปิดบ้านว่องวานิชเป็นสถานปฏิบัติธรรม ด้วยวิธียุบหนอ พองหนอ ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน พอกลับมาถึงปรากฏว่าคุณพ่อได้แปลงสภาพห้องนอนให้กลายเป็นสถานที่นั่งสมาธิไปเสียแล้ว ผมเองนอกจากไม่ได้นอนยังถูกบังคับให้ปฏิบัติธรรมอีก 7 วัน เพราะเกรงใจคุณพ่อ

ปรากฏว่าการได้ฝึกปฏิบัติธรรม 7 วันกับคุณแม่สิริ ถือเป็น 7 วันที่มีคุณค่ายิ่งแก่ชีวิต และต่างกับวิชา
ธรรมกายโดยสิ้นเชิง แต่ในที่สุดแล้ววิชาต่างๆ ก็เป็นวิชาที่ช่วยชีวิตเราทั้งนั้น คือ ดีทุกวิชา ดีทุกสำนัก ทำให้ผมเข้าใจว่าวิปัสสนากรรมฐานฝึกอย่างไร ได้ประโยชน์มากมายเหลือเกิน เพราะท่านสอนให้เจริญสติตามความเคลื่อนไหวทั้งหมด คือรู้เท่าทันท้องที่พองยุบ รู้เท่าทันเท้าที่ย่างเหยียบ และรู้เท่าทันอารมณ์และความคิด ที่เข้ามาระหว่างการปฏิบัติ หลังจากนั้นผมก็กลับไปเรียนต่อจนจบและกลับมาช่วยงานคุณพ่อทำธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์

เพราะช่วงปี 1990-1991 ถือเป็นยุคทองเลยก็ว่าได้ ที่ดินบูมมาก ภายในระยะเวลา 6-7 ปี ผมทำงานจนสามารถเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งถือว่าโตเร็วมาก ผมกำลังจะทำโครงการซอฟแวร์ปาร์คกับรัฐบาลมูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท ปรากฏว่าพอเจอวิกฤติต้มยำกุ้งเข้าทุกอย่างพังทลายหมด ทั้งๆที่มีคนเตือนให้ซื้อเงินดอลลาร์ไว้บ้าง เพราะตอนนั้นผมทำธุรกิจซื้อขายข้อมูลกับดาวน์โจนส์ ผมขายข้อมูลให้กับแบงก์และบริษัทต่างๆ

วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้คุณเป็นหนี้ประมาณเท่าไหร่คะ

สองพันล้านดอลลาร์ นึกไม่ถึงเพราะรัฐบาลไม่เคยแจ้งเตือนเราเลย ผมปลดพนักงานไปร้อยกว่าคนทั้งๆที่เขาไม่มีความผิดใดๆเลย และผมก็รู้ด้วยว่าโอกาสที่เขาจะไปหางานทำใหม่นั้นยากมาก แต่ก็ต้องทำเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ หลังจากนั้นผมก็ต้องนั่งเจรจากับแบงก์เพียงอย่างเดียว แต่ละเจ้ายินดีให้ผมกู้โดยที่ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ เป็นวิบากกรรมอย่างหนึ่งของชีวิตที่ต้องเผชิญ

ตอนนั้นเครียดมากจนผมรู้สึกว่านั่นคือ "สึนามิของอารมณ์" เวลามันถาโถมเข้ามาประหนึ่งสึนามิเลยนะครับ แต่ผมก็ยังสวดมนต์ไหว้พระอยู่ แต่...เป็นการสวดมนต์แต่ปากครับ ทว่าใจนั้นฟุ้งซ่าน นั่งสมาธิก็ไม่ได้ นอนไม่หลับ เกิดอาการปวดเมื่อยหลัง ขับถ่ายลำบาก อาหารไม่ย่อย

สิ่งที่ผมทำตอนนั้นคือซื้อยากินอย่างเดียว จนอาการกำเริบมากขึ้น โดยที่หนี้สินของผมลดลงจนแทบไม่เหลือเลยภายในระยะเวลา 3 ปี หลังจากนั้นผมได้พบหมอจีนท่านหนึ่งแกแมะให้ เตือนว่า "คุณล้วนชายคุณกำลังเป็นโรคหัวใจ" ผมก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าตัวเองอายุยังน้อย ครั้นพอถึงวันเกิดผมก็ไปปฏิบัติธรรมที่ปทุมธานี เวลาผ่านไปถึงคืนที่ 4 ผมฝันว่าถูกยิง ผมสะดุ้งตื่นโดยที่เสียงปืนนั้นก้องอยู่ในหูตลอดเวลาราวกับเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ผมรู้ตัวในทันทีว่าเป็นลางไม่ดี ผมจึงใช้เวลา 3 วันที่เหลือปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรแบบหมดไส้หมดพุง หลังจากนั้นผมพบหมอจีนคนนั้นอีก แกจับมือผมไปแมะพร้อมกับพูดขึ้นว่า "คุณล้วนชายไปหาหมอได้แล้วนะ เพราะคุณเป็นโรคหัวใจแล้ว" ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี แต่ผมก็ไปตรวจนะครับ ปรากฏว่าหลังจากตรวจเสร็จหมอสั่งให้นอนโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัด

คุณล้วนชายยอมให้หมดผ่าตัดหรือเลี่ยงใช้วิธีอื่น

หนีหมอครับ แต่หันมาบ้ากินอาหารเสริมกับวิตามิน เพราะผมเชื่อในคำโฆษณาชวนเชื่ออันมหัศจรรย์พันลึก ทั้งที่เราก็มีความรู้ เพราะฉะนั้นจึงสรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก "ผมเป็นคนที่เดินหลงทาง" และคิดว่าเงินซื้อได้แม้กระทั่งโรคภัยไข้เจ็บ ของแพงๆต้องดี ทั้งๆที่สวดมนต์ไหว้พระก็จริงแต่จิตใจกลับฟุ้งซ่าน เพราะปลดหนี้หมดแล้วก็อยากกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม เริ่มตั้งเป้ากับการทำธุรกิจ ชีวิตถูกพันธนาการด้วย เงิน งาน และความทะเยอทะยาน

ผมกินอาหารเสริมอย่างบ้าคลั่งเป็นกำมืออยู่ 2 ปี จนตับอักเสบเฉียบพลัน ของดีกับของดีมาเจอกันเลยกลายเป็นให้ฤทธิ์ทางลบ จนวันหนึ่งผมรู้สึกว่าตัวเองทุกข์มากที่สุดในชีวิต ความตายอยู่ไม่ไกลจากเรา เพราะทั้งหัวใจและตับแย่มาก ผมนอนไม่ได้ต้องผุดลุกผุดนั่งอยู่ อยากจะอาเจียนตลอดเวลา ผมจึงเข้าไปในห้องพระเพื่อไปขอพรจากท่าน ในเมื่อชีวิตเป็นของเรา เรานี่แหละที่จะต้องพาตัวเองไปให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บนี้ให้จงได้ พอตั้งใจจริง สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ เริ่มมีสติ ความรู้ต่างๆที่เคยฝึกฝนมาก็ค่อยๆฟื้นคืน หลังจากนั้นผมก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุกอย่างจนหมด นั่งสมาธินานมาก เคร่งครัดเรื่องอาหารการกิน ดูแลสุขภาพตัวเองเป็นอย่างดี กระทั่งตอนหลังผมก็เปลี่ยนมากินอาหารตามธาตุ ธาตุเจ้าเรือนของผมเป็นธาตุไฟ เริ่มออกกำลังกายเบาๆ ทำโยคะ ฝึกวิชาลมปราณด้วย

หลังจากนั้นชีวิตเปลี่ยนไปมั้ยคะ

เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงครับ ผมใช้เวลา 6 เดือนกับการปฏิวัติตัวเอง อาการทางตับและหัวใจก็ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างมากตามลำดับ จนสามารถเริ่มกลับไปทำงานได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องสภาวะทางอารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องทรมานมาก เพราะผมรู้สึกว่าทำไมตัวเองจึงถมไม่เต็มสักที ชีวิตไม่นิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมหาคำตอบไม่ได้

จนกระทั่งผมบวชครั้งที่ 3 ผมใช้เวลาเกือบ 10 ปีก็ว่าได้เพื่อมาจัดการกับตัวเองให้นิ่งและมีความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง ผมโชคดีในระหว่างการบวชครั้งที่ 3 นี้เองผมได้ไปเรียนรู้วิชา "ล้างพิษทางอารมณ์" ทำให้ผมรู้เลยว่าตัวการสำคัญที่คอยกัดกร่อนชีวิตเราให้หมดความสุขมันคือ "อารมณ์" ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมมันได้ อารมณ์ถูกปรุงแต่งโดยจิต ซึ่งมีจิตใต้สำนึก เป็นเสมือนหนึ่งถังขยะ ที่เก็บสะสมสิ่งปฏิกูลทางอารมณ์หมักหมมไว้อย่างมากมาย สำหรับผมล้วนเป็นแต่ในแง่ลบ และผมเก็บสะสมไว้ตั้งแต่คุณแม่ยังมีชีวิตป่วย เชื่อมั้ยครับว่าความทุกข์ตรงนั้นยังอยู่เลย เมื่อไหร่ถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกจะฉุนเฉียวง่าย และมักจะอยู่เหนือการควบคุมของเราเสมอ เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราสูบของเสียทางอารมณ์ออกจนหมด เราจะรู้สึกได้ทันทีว่าข้างในจะเบาสบายอย่างมาก สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นไม่สามารถกระทบอารมณ์เราได้เหมือนที่ผ่านมา

การล้างพิษทางอารมณ์ ต้องปฏิบัติอย่างไร

ใช้ลมปราณครับ ซึ่งผมเรียนรู้กับพ่อครูบัญชา ท่านอยู่ที่อุบลราชธานีใช้ชีวิตอยู่ในป่า 20 ปี ท่านออกจากป่าครั้งแรกท่านก็มาที่จีรัง ที่เชียงใหม่แล้วผมก็พบท่านเป็นคนแรก ผมเรียนกับท่านจากนั้นก็เกิดแรงบันดาลใจ โดยท่านย้ำว่าให้คุณล้วนชายนำไปใช้ประโยชน์กับคนเมืองให้มากที่สุด วิธีการของท่านคือการสร้างให้ลมปราณเกิดขึ้นในร่างกายของเรา ซึ่งเรียกว่า "วิธีการนั่งหมุน" จนจิตสงบเป็นสมาธิ หลังจากนั้นก็จะเกิดการดึงลมปราณเข้ามาในร่างกายของเราอย่างเป็นธรรมชาติในจักระที่ 7 (อยู่บริเวณกระหม่อม) เมื่อลมปราณหมุนวนเร็วขึ้น แรงขึ้น และทำหน้าที่เหมือนสว่านค่อยๆ เจาะลงไปยังจิตใต้สำนึก เท่านั้นละครับ ใจของเราก็จะอนุญาตให้ลมปราณทำหน้าที่ขจัดสิ่งเลวร้ายที่หมักหมมอยู่ภายในจิตใต้สำนึกนั้นออกมา โดยใช้กายเป็นทางผ่านของอารมณ์ในการแสดงออก เช่น การร้องไห้ สภาพของจิตภายในจะค่อยๆโล่งขึ้นอย่างประหลาด ขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นที่ในการรับสิ่งดีๆเข้าไปเพื่อสร้างความกระชุ่มกระชวยให้จิตดวงเดิมแต่ผ่องแผ้วปราศจากมลทินใดๆ สิ่งดีมีอยู่แล้วเพียงแต่เราถูกสิ่งไม่ดีนั้นครอบงำไว้ เพราะฉะนั้นดวงจิตที่บริสุทธิ์จึงมีพลังงานงานมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ยังผลให้ร่างกายเปลี่ยนแปลง บังเกิดความสามารถ มีเหตุการณ์ใหม่ๆ และเป็นสิ่งดีๆทั้งหลายจะเข้ามาในชีวิตอย่างมหัศจรรย์ เรารู้สึกโกรธคนอื่นได้ยาก ยกโทษให้คนอื่นได้ง่าย ฝรั่งเขาเรียกว่า "The Low of Attraction" ชีวิตคนเราจะดีได้ต้องทำข้างในให้ดีก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องทำข้างนอกควบคู่กันไปด้วย แล้วพลังงานเหล่านี้ก็คือพลังงานที่จะผลักดันเราไปสู่ความสำเร็จ

นอกจากวิชาลมปราณแล้วทราบว่าคุณล้วนชายยังนำมาประยุกต์จนเกิดเป็นการล้างพิษทางอารมณ์แบบองค์รวม

การดูแลกายด้วยองค์ความรู้ของธาตุ 4 การดูแลอารมณ์ด้วยการล้างพิษทางอารมณ์ การฝึกกรรมฐานเพื่อเจริญสติ ปัญญา เป็น 3 อย่างที่ผมให้คำจำกัดความว่า "การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ในที่สุดจีรัง รีสอร์ท แอนด์ สปา ก็ทำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้วครับ

เพราะในที่สุดแล้วผมมาทราบว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้มันต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เพราะคนที่เดินเข้ามาจีรังต้องการเข้ามาอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข ตอนนี้ผมจึงเฉือนที่ดินจำนวน 15 ไร่ สร้างเป็นจีรัง เรสซิเด้นท์ เพื่อสร้างเป็นหมู่บ้านอายุยืน สมาชิกในหมู่บ้านใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสุขภาพดี เพราะเขาสามารถออกกำลังกาย ฝึกปฏิบัติธรรม กินอาหารสุขภาพ ปลูกผักกินเอง เขาสามารถทำทุกอย่างได้ที่นี่ เพราะทุกคนต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขได้ตลอดไป

แต่ถ้าเป็นที่จีรังสปา จุดประสงค์หลักคือต้องการฟื้นฟูอารมณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสุภาพสตรีที่อายุ 30 กว่าปีขึ้นไป มีตำแหน่งอยู่ในระดับผู้บริหาร เจ้าของโครงการ ความรู้ความสามารถสูงมาก น่าแปลกที่กลุ่มแพทย์ก็เยอะพอสมควร บางคนมาเพราะจากการอ่านหนังสือที่ผมเขียน เพราะบางคนกำลังจะป่วย บางคนมีปัญหาครอบครัวทั้งกับสามีและลูก บางคนป่วยแล้ว ติดสุรา ค่าใช้จ่ายเพื่อแลกกับการได้มาซึ่งความสำเร็จมันลงทุนสูงมากเลยนะครับ

มีฝรั่งอยู่คนหนึ่งบินมาจากแคนาดาอายุแค่ 31 ปี เป็นคนซึ่งเคยประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ต้องมาล้มละลายเพราะวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เขาเครียดมากจนมือไม้สั่น พูดไม่ได้จนถึงขนาดต้องมาฝึกพูดใหม่ จนกระทั่งมีคนแนะนำให้มาที่นี่ ปรากฏว่าพอเขามาฝึกการล้างพิษทางอารมณ์เพียงแค่วันที่ 2 เท่านั้น ทุกอย่างค่อยๆแสดงออกมาจนเพื่อนเขาพากันกลัว แต่อาการเขามักจะเกิดขึ้นตอนกลางคืน ซึ่งผมก็จะเข้าไปทำความเข้าใจกับเขาว่า โลกของชาวตะวันออกเราจะเชื่อว่าสิ่งที่ไม่ดีมักแสดงออกมาก่อนหลังจากนั้นสิ่งดีๆจึงจะตามมาทีหลัง พูดง่ายๆคือการขับพิษออกมาก่อน 5-7 วัน คุณเชื่อในสิ่งที่ผมพูดมั้ย เขาบอกว่าเขาเชื่อเพราะก่อนหน้าที่จะมาจีรังเขาไปพบจิตแพทย์มาแล้ว 5 คน ทั้งฉีดยาและกินยา แต่ก็ไม่ได้เกิดผลอะไรที่ดีขึ้น ปรากฏว่าอีก 2 วันต่อมาอาการเขาดีขึ้นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ที่จริงเขาต้องกลับไปเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว แต่เขาตัดสินใจไปขอต่อวีซ่าอีก 6 เดือน เพื่ออยู่ต่อโดยเขาบอกกับเราว่าเขาอยากขอฝึกเป็นโค้ชการล้างพิษทางอารมณ์เพื่อนำกลับไปช่วยคนที่แคนาดา ตอนนี้เรากำลังเขียนหลักสูตรเพื่อมอบประกาศนียบัตรเล็กๆน้อยๆให้เขากลับไป เพราะฉะนั้นธุรกิจที่ผมทำภายใต้แบรนด์ของจีรัง ผมเรียกว่า "ธุรกิจน่านน้ำสีขาว" ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำเพื่อการค้าขณะเดียวกันเราก็ดูแลสังคมไปด้วย สิ่งที่เราทำเรามิได้หวังกำไรสูงสุด แต่เราเน้นประโยชน์สูงสุด เราอยู่ได้สังคมเกิดประโยชน์ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะทำ ภายใต้แบรนด์ของ "จีรัง"

ผมอ่านหนังสือธรรมะเยอะมากทั้งของไทยและของต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการล้างพิษทางอารมณ์จึงไม่ใช่แนวพุทธล้วนๆ แต่ออกแนววิทยาศาสตร์ เพราะมันเป็นพลังงานบำบัดซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากๆ เพราะเป็นวิธีการใช้พลังงานทางธรรมชาติ และพลังงานในตัวเราเองบำบัดโดยไม่ต้องใช้ยา ยุคต่อไปจะไม่ใช่ยุคของคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่เป็นยุคของธรรมะกับวิทยาศาสตร์ เพราะคนเริ่มรับรู้ถึงพิษภัยของสังคม Social Network ตอนนี้ทัวร์ที่ออกมาเพื่อชาร์จพลังให้ตัวเองจากธรรมชาติจึงเป็นที่นิยมมาก พนักงานของผมทุกคนต้องเข้าคอร์สล้างพิษทางอารมณ์ หรือก็ต้องไปเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิฯ

นอกจากปฏิบัติธรรมแล้วคุณล้วนชายยังทำเว็บไซต์ธรรมะจนได้รับรางวัลพระกินรีในปีนี้ด้วย

ผมทำ www.dhammathai.org มาประมาณ 15 ปี โดยใช้บุคลากรและอุปกรณ์ ที่เหลืออยู่จากการทำบริษัทขายข้อมูล ซึ่งเจ้งไปตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง เว็บไซต์นี้มีคนเข้าไปดูเป็นหมื่นคนต่อวัน เคยติดอันดับ 1 ตอนนี้ลงมาเป็นที่ 3 เรามีอาสาสมัครช่วยเราเยอะมากช่วยกันแชร์ข้อมูลเรื่องธรรมะ

ถ้าไม่เกิดมาเป็นทายาทของตระกูลว่องวานิชจะทำแบบนี้ได้มั้ยคะ

ตอบตรงๆว่าคงยากครับ เพราะการจะทำตรงนี้ได้มันเป็นการทำงานในเชิงเสียสละ ซึ่งไม่ใช้แรงกาย แรงสมองเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องอาศัยทุนทรัพย์ด้วย ตราบใดที่เรามีไม่ครบมันสร้างพลังทางสังคมไม่ได้ ถ้าเป็นนายล้วนชายที่เดินอยู่ข้างถนน สิ่งที่นายล้วนชายทำได้คือเป็นอาสาสมัคร หรืออาจจะขยับขึ้นไปเป็นโค้ชหรืออาจารย์เท่านั้น เป้าหมายของผมตอนนี้คือเราต้องการเจาะไปยังกลุ่มที่มีพลังอำนาจทางสังคม เพราะคนเหล่านี้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงนโยบายขององค์กรได้

ตอนนี้ชีวิตคุณล้วนชายมีความสุขมากที่สุด หลังจากฉิวเฉียดความตายมาแล้ว

ใช่ครับผมมีความสุขมาก เดี๋ยวนี้ไม่เป็นคนโกรธง่าย ให้อภัยคนได้ทุกเมื่อ สมัยก่อนเราเจ็บป่วยเพราะเงิน อยากได้กำไรสูงสุด หลงคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้คุณพ่อภาคภูมิใจในตัวเราเพราะสามารถทำให้ธุรกิจของครอบครัวว่องวานิชเจริญรุ่งเรือง ตอนนั้นคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะเราเติบโตที่อเมริกา เรากดดันตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งที่คุณพ่อกับคุณปู่สร้างไว้นั้นไม่ธรรมดา แต่ในที่สุดแล้วผมก็คิดได้ว่ากำไรสูงสุดนั้นไม่ใช่สิ่งที่บรรพบุรุษต้องการ ท่านต้องการให้เราทำดี และดูแลธุรกิจได้ด้วยดี ก่อนที่คุณพ่อจะออกบวชท่านได้เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ผมฉบับหนึ่งบอกว่า "ฝากที่ดินที่แม่ริมเชียงใหม่ด้วย สานประโยชน์ให้เกิดสูงสุด" ท่านทิ้งปริศนานี้ไว้ ก่อนหน้าที่ผมจะทำจีรัง รีสอร์ต แอนด์ สปา ผมเคยได้ตัดสินใจจะสร้างรีสอร์ตระดับ 6 ดาว บนที่ดินผืนนี้ คุยกับต่างชาติแล้ว โดยที่ผมเสนอแนวคิดว่าอยากจะทำออกแนวสุขภาพด้วย ฝรั่งบอกว่าโนยูกับไอดูรายงานผลกำไรเฉพาะตอนสิ้นเดือนเท่านั้นพอ ผมรู้สึกในทันทีว่าไม่ใช่แล้ว ที่ที่เคยออกแบบไว้ว่าจะเป็นภัตตาคารอย่างหรูหรา ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมไปเรียบร้อยแล้ว (หัวเราะ) ที่สำคัญคืออยู่ตรงจุดที่สวยที่สุดของที่ดินผืนนี้

ถามตรงๆว่าจีรังสร้างขึ้นเพื่อรองรับเฉพาะคนมีสตางค์ใช่หรือไม่

คือคนมีสตางค์ต้องเข้ามามีส่วนช่วยซัพพอร์ตเรามากกว่า เพราะเราต้องการนำผลกำไรไปช่วยเหลือคนที่ไม่มีสตางค์ผ่านมูลนิธิรัศมีแห่งธรรม เพราะเราเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปปฏิบัติธรรมฟรีได้ตลอดเวลา เรายินดีต้อนรับทุกคนครับ นอกจากนี้ผมยังรับอาสาสมัครจากผู้ที่เข้ามาปฏิบัติธรรมด้วย ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่มีความรู้ระดับผู้บริหารทั้งนั้น อนาคตผมยังหวังว่าจะออกไปจับมือกับหน่วยงานราชการเพื่อสอนปฏิบัติธรรมควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพแก่คนทั่วไป เพราะตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงมากคืออัตราการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุนั้นสูงมาก เพราะว่าถูกลูกหลานทิ้ง ตื่นเช้าขึ้นมาจึงไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เหตุผลเพราะปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้คนเราหรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุมีอายุที่ยืนยาวคือต้องตื่นเช้ามาพร้อมกับเป้าหมายในชีวิต เราจำเป็นต้องป้องกันเรื่องนี้เพราะว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าบ้านเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ในบ้านเราถ้าจะต้องมีเมืองไหนสักเมืองที่ผู้สูงอายุหรือคนที่ต้องการรีไทร์ตัวเองเพื่อไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีโนเฮาว์พร้อม ผมว่าเชียงใหม่น่าจะพร้อมพอสมควรเพราะมีพื้นที่ใหญ่มาก มีครบทุกรสชาติเหมาะสำหรับคนที่ยังไม่อยากทิ้งเมืองเสียทีเดียว แต่ก็ต้องการมีความสุขอยู่กับธรรมชาติ และที่สำคัญเป็นเมืองที่ปลอดจากภัยพิบัติด้วยโดยเฉพาะที่แม่ริม เพราะฉะนั้นผมจึงมั่นใจแล้วว่าเรามาถูกทางเพราะเรากำลังทำ "ธุรกิจในอุดมคติ" คือธุรกิจที่ทำแล้วเราอยู่ได้ มีส่วนส่งเสริมความดีงามในสังคม ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ผมทำแล้วรู้สึกมีกำลังใจที่จะทำต่อและเพื่อที่จะได้ตื่นมาทุกเช้าอย่างมีเป้าหมาย อายุจะได้ยืนยาวครับ

ในชีวิตนี้คุณล้วนชายอยากทำอะไรอีกบ้าง

ไม่แล้วครับ เพราะผมอยากทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด สุดท้ายจริงๆ ผมหวังว่าอานิสงส์ที่เราได้ทำนี้จะช่วยนำทางให้เราวิ่งไปถึงฝั่ง เพื่อที่จะปล่อยวางทางด้านธุรกิจ และหันมาทำงานทางด้านสังคมและธรรมะมากยิ่งขึ้น และหาเวลาเพื่อที่จะปลีกวิเวก มีวินัยกับใจ เพราะฝั่งของผมคือไม่อยากตกเป็นทาสของกิเลสอีกต่อไป แต่...เป็นทางที่ยากมากเพราะเราต้องสร้างบารมีอย่างเพียงพอด้วย เพราะเป็นฝั่งที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ก่อนที่สังขารจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติธรรมครับ

"สุขภาพดี มีอายุยืนยาว" คือปรารถนาสูงสุดของปุถุชนทั่วไป เช่นเดียวกับคุณล้วนชายเองก็อยากเป็นสมาชิกของชมรมอยู่ร้อยปี เพราะยังมีสิ่งดีๆอีกมากมายที่คุณล้วนชายทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลว่องวานิชต้องการคืนกำไรให้กับสังคมและถวายแก่พระพุทธศาสนา เพราะครั้งหนึ่งชีวิตเคยฉิวเฉียดกับความตาย แต่รอดพ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติธรรมเพื่อเจริญสติและสมาธิ กระทั่งเกิดปัญญา