"ศิลปิน 104" เจมี่ บูเฮอร์

นัดพบ

หลังจบละครเรื่องคุณชายตำระเบิดทางช่อง 7สี เจมี่ บูเฮอร์ ห่างหายจากงานละครไปนานพอสมควร ล่าสุดเธอปรากฏตัวทางจอแก้วอีกครั้งในเครื่องแบบของอาสากู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่หน้าอกเสื้อของเธอปักคำว่า "ศิลปิน 104" ซึ่งเป็นรหัสประจำตัวขณะออกปฏิบัติงานกับหน่วยกู้ภัย

รู้สึกอย่างไรต่อการเข้ามาเป็นอาสาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

คนทั่วไปอาจจะคิดว่ามูลนิธิป่อเต็กตึ๊งทำเรื่องเก็บศพเพียงอย่างเดียว ความจริงไม่ใช่ตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) ทำงานด้านการกู้ภัยทุกอย่าง รวมกระทั่งงานบุญ เช่น การทำบุญเด็ก 2,200 ศพ ที่วัดไผ่เงิน เจมี่ก็ไปด้วย ตอนนั้นตึ๊งทำอาหารไปเลี้ยงตั้งเป็นโรงทาน

มีคนถามเจมี่ว่า มาทำงานเก็บศพไม่กลัวเหรอ!!! เจมี่บอกได้เลยว่าเวลาที่เราอยู่หน้างานไม่มีอะไรน่ากลัวเลย เพราะอาสาจะเยอะมาก ทุกคนอยากช่วยกันหมด เพราะรู้สึกถึงกระแสบุญ ทำแล้วเกิดความปีติ อิ่มใจ แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงขนาดไหน

อุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่เจมี่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์

จำได้ว่าเป็นครั้งที่แท็กซี่ถูกผู้โดยสารยิงตายเข้าที่กกหูแถวถนนรามอินทรา เป็นงานแรกที่เจมี่ไปแล้วเห็นศพคนตาย หลังจากตำรวจพิสูจน์หลักฐานเสร็จเรียบร้อย เจมี่ได้ช่วยเขาใช้ผ้าดิบห่อให้แล้วก็ยกขึ้นรถของมูลนิธิ ตื่นเต้นมาก เพราะปกติต้องเป็นรุ่นพี่ที่เขามีประสบการณ์มากกว่า วันนั้นเขาเห็นว่าเราอยากทำก็เลยให้ลอง มีความสุขสุดสุดเลย

เจมี่มาทำงานกับป่อเต็กตึ๊งเพราะเรารู้สึกว่ามันมีเรื่องของบุญด้วย แต่งานแรกจริงๆของเจมี่คือ อุบัติเหตุรถชน แล้วมีคนติดอยู่ในรถ เมื่อถึงที่เกิดเหตุภาพแรกที่เจมี่เห็นคือทุกคนพากันกรูเข้าไปที่รถอยากจะช่วย เล่าแล้วขนลุกแต่จะอยากจะบอกว่ามันประทับใจมาก เจมี่คิดว่าตรงนี้คือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดจิตอาสาอยากเข้ามาทำงานป่อเต็กตึ๊ง

เจมี่รู้จักและเข้ามาเป็นอาสากู้ภัยของป่อเต็กตึ๊งได้อย่างไร

มีอยู่วันหนึ่งเจมี่ขับรถมาจากอยุธยา แล้ววันนั้นไม่รู้เพราะอะไรเกิดอยากกินกาแฟ เจมี่ก็เลยจอดรถแวะซื้อกาแฟแก้วหนึ่ง หลังจากนั้นก็ขับมาเรื่อยๆ มาทางบางบัวทอง มีรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งสวนมาทางขวา แล้วไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จู่ๆรถก็พลิกคว่ำต่อหน้าต่อตาเรา ที่เราได้เห็นภาพนี้เพราะกาแฟแก้วนั้นเชียว เจมี่นึกเอาเองนะ สิ่งที่ทำในวันนั้นคือจอดรถแล้วพาคนเจ็บส่งโรงพยาบาล

หลังจากนั้นก็ได้เจอกับพี่แฮ็ก ชวนชื่น ตอนนั้นเล่นละครด้วยกันเรื่อง "ไฟอมตะ" เขาก็มาชวนว่าเจมี่ไปเป็นอาสากู้ภัยกับป่อเต็กตึ๊งกันมั้ย ภาพของอุบัติเหตุรถสิบล้อก็แวบผ่านเข้ามาในความรู้สึกทันที แล้วตอนนั้นพี่ๆเขาก็เพิ่งเข้ามาทำกันใหม่ๆ ตอนแรกก็ยังลังเล เจมี่เลยตอบเขาไปว่า พี่มันเป็นงานเก็บศพไม่ใช่เหรอ (หัวเราะ) เขาก็งอนๆกันไป แต่ตอนหลังก็ตัดสินใจมาลองทำดู ยิ่งได้มาเห็นการทำงานของอาสากู้ภัยก็ยิ่งประทับใจ

อาสาสมัครกู้ภัยหน้าใหม่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างไรบ้าง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดโอกาสให้ทุกคนอยู่แล้ว สเต็ปแรกของคนที่มาคือลงพื้นที่เลยทันทีเพื่อสังเกตการณ์ ถ้าเป็นบุคคลทั่วไปก็จะต้องผ่านการฝึกตามขั้นตอน แต่พวกศิลปินเรายังไม่ถึงขั้นนั้น เราจะอยู่ในส่วนของงานประชาสัมพันธ์เสียส่วนใหญ่ ยกเว้นนักแสดงคนไหนต้องการลงพื้นที่ช่วยเก็บศพก็ทำได้

ส่วนวิธีการฝึกของเจมี่คือลงพื้นที่จริงไปเลย ดูว่าเขาทำอย่างไรกันเพราะมันต้องมีสักครั้งที่คนไม่พอ ซึ่งเมื่อถึงจังหวะนั้นเราจะต้องทำแทนได้ เช่น ครั้งหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถชนกันที่นวมินทร์ คนขับกระเด็นออกมานอนหมดสติอยู่กลางถนน เจมี่ก็ยังไม่กล้าทำอะไร จนพี่ศิลปินที่ไปด้วยกันก็ร้องเรียกให้เข้าไปช่วยล้างแผล

ประสบการณ์ครั้งนั้นให้อะไรกับเจมี่บ้าง

เจมี่ว่าถ้าไม่มีป่อเต็กตึ๊งคนเจ็บอาจจะไม่รอดก็ได้ เพราะตอนนั้นเขาสลบอยู่กลางถนนซึ่งตรงนั้นมืดมาก รถที่วิ่งตามมาอาจจะทับร่างเขาเข้าก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการดีมากที่บ้านเรามีมูลนิธิต่างๆ คอยช่วยกัน

ก่อนหน้านี้เจมี่มีทัศนคติต่อมูลนิธิกู้ภัยต่างๆ อย่างไรบ้าง

พูดจากใจจริงเลยนะคะว่า ก่อนหน้านี้เจมี่ไม่ค่อยได้สนใจเลย แต่เจมี่จะไปเน้นกิจกรรมทางด้านการช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนอาหารหรือเด็กด้อยโอกาสเสียมากกว่า แต่กับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งภาพลักษณ์จะออกมาในเรื่องการเก็บศพจึงอยู่นอกเหนือความสนใจ

เมื่อได้เข้ามาสัมผัสมุมมมองของเราเปลี่ยนไปมั้ยคะ

เปลี่ยนอย่างมาก ที่นี่ทำให้เชื่อว่าคำว่า "บุญ" มีจริง และผลบุญนั้นจะปรากฏแก่เราในชาตินี้เลยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เจมี่รู้สึกอย่างนี้จริงตลอด 2 ปี ที่ได้เข้ามาช่วยงานป่อเต็กตึ๊ง

ทุกคนที่เข้ามาจะต้องมีรหัสประจำตัวด้วย

ใช่คะ ของเจมี่ใช้รหัสว่า "ศิลปิน 104" ยังไม่ออกสักงวดเลยค่ะ ( หัวเราะ)

เล่าเรื่องการทำงานเวลาลงพื้นที่ให้ฟังบ้างซิคะ

เจมี่จะไปประจำอยู่ที่ปั๊ม ปตท.แถวนวมินทร์ วิธีการทำงานคือเราจะวิทยุถึงกันเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้น เพื่อแจ้งพิกัด หลังจากนั้นเราก็จะนั่งรถไปยัง ณ จุดเกิดเหตุพร้อมด้วยอุปกรณ์และรถพยาบาล ช่วงหัวค่ำไม่ค่อยมีเหตุ แต่พอหลังผับปิด ก็จะเริ่มมีวิทยุเข้ามาเรื่อยๆ

แล้วกับศิลปินด้วยกันล่ะคะได้มีการคุยกันบ้างมั้ย

เจมี่จะสนิทกับแก๊งชวนชื่น หยวน ดราก้อนไฟว์ พี่เก๋-ชลลดา พิมพ์-พิมพ์พรรณ แก๊งขุนศึก แม่ปุ๊-ปิยะมาศ แม่อำภา ภูษิต ฯลฯ

งานหลักจริงๆ ของอาสาศิลปินมีอะไรบ้างคะ

หลักจริงๆของเราคือช่วยงานเรื่องประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิ เพื่อสร้างความเข้าใจว่ามูลนิธิตั้งขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ใด มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมิได้ทำเรื่องเก็บศพเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีงานสังคมสงเคราะห์ งานสาธารณกุศล เช่น งานเทศกาลตรุษจีน งานทิ้งกระจาด งานมอบทุนการศึกษา ศิลปินจะเข้าไปช่วยตรงส่วนนี้เป็นหลัก นอกจากนี้เจมี่ยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องจิตอาสาเพื่อช่วยปลูกฝังให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้มีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม

ศิลปินบางคนเมื่อได้ลงพื้นที่แล้วรู้สึกดีที่ได้ช่วยคน แล้วขออบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็มี ซึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นใจมากเพราะกลุ่มนักแสดงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีเวลาแต่เขาก็ยังมีจิตวิญญาณของการเสียสละ แต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เราจะไม่เข้าไปในส่วนของการเคลื่อนย้าย เพราะอาสากู้ชีพกลุ่มนี้เขาต้องได้รับการติวเข้มเรื่องทักษะการช่วยชีวิตและผ่านการอบรม แต่เราอาจจะช่วยเรื่องการล้างบาดแผล ช่วยส่งอุปกรณ์ หรือคอยให้กำลังใจ

หรือแม้บางครั้งเราจะอบรมก็จริง แต่ความชำนาญเราสู้เจ้าหน้าที่ตัวจริงไม่ได้ สำหรับเจมี่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่เสี่ยงเพราะมันหมายถึงชีวิตคน เพราะงานกู้ชีพต้องอาศัยประสบการณ์ไม่ใช่ใครก็ทำได้

ตอนน้ำท่วมป่อเต็กตึ๊งนำของไปบริจาคด้วย ทราบว่าเจมี่เองก็มีประสบการณ์เรื่องน้ำท่วมอยู่พอสมควร

ใช่ค่ะ เมื่อน้ำท่วมตอนปี 2553 ที่อยุธยา จำไม่ได้ว่าที่บางไทร หรือบางบาล ตอนนั้นเราไปตั้งโรงทานช่วยชาวบ้าน เหนื่อยมากแต่มีความสุขมาก แต่พอปี 2554 เจอเข้ากับตัวเองน้ำท่วมบ้านจนต้องย้ายออกมาอยู่อพาร์ตเม้นต์ บ้านเจมี่ก็อยู่อยุธยา ซอยน้องแดง อยู่ติดสายเอเชียแถวโลตัส ซึ่งอยู่ในโซนที่น้ำท่วมหนักมาก มิดหัวเลยนะเกือบสองเมตร ทีวีทุกช่องต้องเข้าไปแถวนั้น กรุงศรีอยุธยาแตกเป็นคำรบ 3 ด้วยถูกน้องน้ำโจมตี (หัวเราะ) ทำให้เจมี่เข้าใจคนที่น้ำท่วมบ้านเป็นอย่างดี

น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมาทำให้เจมี่เห็นชัดเลยว่านรกกับสวรรค์มันอยู่ใกล้กันมาก น้ำท่วมสูง 2 เมตร ภายในวันเดียว คนรวยคนจนน้ำท่วมโดยทั่วถึงกันหมด ทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลัว โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เจมี่ได้รับแจ้งจากท้ายหมู่บ้านว่าต้องการถุงยังชีพมากเพราะขาดแคลนอาหารและน้ำ ไม่มีความช่วยเหลือเข้าไปถึงเลย เพราะทุกครั้งที่มีถุงยังชีพเข้าไปแจกชาวบ้านที่อยู่ต้นซอยจะคอยดัก และกักตุนอาหารไว้ เพราะเขากลัวว่าพรุ่งนี้ไม่รู้จะเป็นอย่างไร จะมีใครเอาอาหารมาแจกหรือไม่ คนปลายซอยเขาก็พยายามประสานกับเจมี่ว่าพยายามเข้ามาถึงท้ายซอยให้ได้นะ ระหว่างที่ล่องเรือเข้าไปแล้วเราไม่แวะก็มีเสียงตะโกนแสดงความไม่พอใจมาเป็นระยะๆ แต่ก็ต้องพยายามทำหูทวนลม เพื่อไปให้ถึงท้ายซอย เพราะทุกคนรอคอยความช่วยเหลืออยู่

ขณะที่บ้านเราก็โดนน้ำท่วมอย่างหนัก แต่เราก็ยังมีใจมาช่วยคนอื่น

พอรู้ว่าเอาไม่อยู่แน่เจมี่ก็ปล่อยเลย แล้วรีบย้ายออกมาข้างนอก เพราะเห็นแล้วว่าอันตรายมาก โดยเฉพาะเรื่องกระแสไฟฟ้า เพราะการไฟฟ้าเขาเข้าไปตัดไม่ทัน พอทราบว่ามูลนิธิจะนำของเข้าไปช่วยก็เลยอยู่ต่อหลังจากนั้นจึงย้ายมาตั้งหลักที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่าเข้ากรุงเทพฯก็มาช่วยงานที่ช่อง 3 เพราะมูลนิธิมาตั้งกองอำนวยการรับสิ่งของบริจาคอยู่

น้ำท่วมครั้งนี้มันทำให้ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างนะคะ โดยเฉพาะน้ำใจคนไทย บางคนที่เราคิดว่าชอบช่วยเหลือแบบสร้างภาพ แต่ความจริงไม่ใช่ ทำให้ตอนนี้เจมี่รักเขามากเพราะเห็นเขาขนของไปช่วยชาวบ้านทุกวัน ถ้าคิดจะสร้างภาพคงทำไม่ได้สม่ำเสมอขนาดนี้

ตอนมารับของบริจาคที่ช่อง 3 ซึ่งเป็นศูนย์รับบริจาคขนาดใหญ่ก็ได้เห็นอีก จากที่ปกติต่างคนต่างอยู่แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทุกคนช่วยกันหมดคนไทยกลับมารักกันชั่วขณะ มันเป็นภาพที่ประทับใจมากสำหรับเจมี่ แล้วก็ทำให้คนไทยลืมความโลภไปชั่วขณะ คนไทยไม่ได้จนนะคะ แต่คนไทยกลัวจนเราเลยยื้อแย่งกัน น้ำท่วมทำให้เราได้ทิ้งขยะที่เรารู้สึกเสียดายเวลาจะทิ้งไปหลายอย่าง

การสละเวลามาเป็นจิตอาสากู้ชีพให้อะไรกับเจมี่บ้าง

อย่างแรกเลยคือให้ความสุขทางใจ จากปกติที่เรานอนตีสองตีสาม เพราะนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ แต่พอเรามาทำตึ๊งเราแล้วออกมา ทำให้เราได้ทำประโยชน์ต่อสังคม มีค่าดี ถ้าป่อเต็กตึ๊งไม่ดีจริงคงไม่อยู่มาได้นานถึง 100 ปีหรอกค่ะ

ได้ปรึกษาใครบ้างมั้ยคะกับการตัดสินใจเข้ามาเป็นอาสากู้ภัย

ไม่เลยค่ะ เพราะนี่คือการทำสิ่งที่ดี

คิดว่าจะทำไปอีกนานเท่าไหร่

ทำจนกว่าพี่ๆที่นี่เขาจะไม่เรียกใช้แล้ว เพราะจริงๆเป็นคนที่ชอบทำบุญอยู่แล้ว เพราะเจมี่เป็นทูตคุณธรรมของ กทม. กับทูตพุทธชยันตีด้วย เวลาที่ กทม. เขามีงานอะไรเจมี่ก็จะเข้าไปช่วยด้านงานประชาสัมพันธ์ พบสื่อมวลชน เช่นเดียวกับที่ป่อเต็กตึ๊งเราก็จะเข้ามาช่วยงานประชาสัมพันธ์เช่นกัน เช่น งานทิ้งกระจาดคนที่มาร่วมงานซึ่งมีความสุขทางใจ พอเขาได้มาเจอเราเขาก็ยิ่งมีความสุขขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เจมี่คิดว่าศิลปินที่มาเป็นอาสาก็คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่แล้วเจมี่จะได้ทำงานร่วมกับทีมงานชวนชื่น ซึ่งเขาก็ปีติกับการทำงานมาก

มีอยู่ครั้งหนึ่งเจมี่มาช่วยเขาตักสาคูน้ำขิงของมูลนิธิแจกให้กับชาวบ้านซึ่งมาเข้าแถวรอกันยาวเหยียด เพราะถือว่าเป็นสิ่งมงคล แต่ปรากฏว่าสาคูหมดเสียก่อน คนที่รอเขาก็เสียใจมาก เพราะหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว มีคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า หมดแล้วเขาคงไม่มีบุญ เจมี่ก็เลยเอาสาคูส่วนของตัวเองยื่นให้เขาไป เขาดีใจมากขอบคุณเป็นการใหญ่

การเข้ามาเป็นอาสากู้ภัยเราต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องเวลา

มีค่ะ เพราะมันจะคนละฟีลกับที่เราทำงานซึ่งความเข้มข้นทางอารมณ์ต่างกัน สังคมก็ต่างกัน แต่เจมี่กลับรู้สึกว่างานอาสากู้ภัยช่วยทำให้เจมี่เย็นลง เพราะการเป็นนักแสดงเราต้องอยู่กับแสงไฟ อยู่กับอารมณ์ที่ต้องเล่นไปตามบท แต่พอมาอยู่กับตึ๊ง รอบตัวเรามีแต่รอยยิ้มแห่งความสุข มวลสารแห่งบุญกุศลอวลอยู่รอบตัวเรา

เจมี่ว่าเป็นความโชคดีของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนะคะ ที่ศิลปินทุกคนที่มาเป็นอาสากู้ภัยเป็นกลุ่มศิลปินที่ไม่มีการถือตัวทุกคนเป็นกันเอง ทำให้เกิดเป็นครอบครัวได้ง่ายขึ้นเราอยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง แล้วเราก็รู้สึกว่าตึ๊งเป็นเหมือนครอบครัวของเราด้วย เวลาที่คนเราอยู่ในสังคมต่างคนต่างจะมีกำแพงและมีฐานะทางสังคม กั้นไว้กลายๆ แต่ที่ตึ๊งมีน้อยมาก มันเป็นความสบายใจอย่างหนึ่งที่เราได้ก้าวเข้ามา

โดยส่วนตัวแล้วเจมี่ชวนเพื่อนดาราด้วยกันเข้ามาเป็นอาสาบ้างหรือไม่คะ

ไม่ค่อยนะคะ เพราะเจมี่คิดว่า ถ้าเขาอยากมาต้องมาด้วยใจเหมือนกับตอนที่เจมี่เดินเข้ามา เขาต้องพร้อมจริงๆ เพราะบางคนเขายังมีความปรารถนาในสิ่งอื่นอยู่ เข้ามาก็เสียเวลาเปล่า เมื่อไหร่ที่เขารู้สึกอิ่มและอยากที่จะแบ่งปันค่อยเข้ามา

แสดงว่าเจมี่เองถึงจุดนั้นแล้วจึงอยากแบ่งปัน

มันเป็นสิ่งที่ฝังใจมาตลอดตั้งแต่เด็กๆแล้วนะคะ เจมี่อยากทำมูลนิธิเกี่ยวกับเด็ก แต่ไม่มีเวลาเพราะเราต้องทำงาน พอโตขึ้นทุกอย่างลงตัว มีคนมาชวนทุกอย่างจึงประจวบเหมาะกัน

เรื่องของการเข้ามาเป็นจิตอาสามันไม่ใช่เรื่องของกู้ภัยเพียงอย่างเดียว แต่งานจิตอาสามีรอบด้าน เช่น จิตอาสาเพื่อสังคม โรงเรียน ถ้าทุกคนขยันที่จะเป็นจิตอาสา คือ มีน้ำใจให้กันสังคมเราจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะมาก สมเด็จท่านรับสั่งว่า งานสาธารณภัยสำคัญมาก เพราะประชาชนเดือดร้อนมีจำนวนมากถ้ารอความช่วยเหลือเฉพาะหน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียวย่อมไม่ทั่วถึง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีจิตอาสาเข้ามาช่วยแบ่งเบา

เจมี่รู้สึกกลัวบ้างหรือไม่

พี่ดาวเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ ชอบแซวว่าดูทีท่าเหมือนจะกลัว แต่เอาเข้าจริงเจมี่ไม่เห็นกลัวอะไรเลย เวลาเกิดเหตุอยากช่วยคนเจ็บ เวลานั่งเรือไปแจกของน้ำเชี่ยวมากแต่ก็รู้สึกเฉยๆ เพราะคิดว่าเราไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ก็มีหลอนเหมือนกันบ้างนะคะ อย่างกรณีแท็กซี่ เจมี่นอนตะแคงไม่ได้ไป 2 อาทิตย์ เพราะกลัวเขามานอนข้างๆ (หัวเราะ) แต่ไม่กลัวที่ต้องนั่งไปในรถกู้ภัยที่ขับเร็วมาก เจมี่เข้าใจเพราะชีวิตคนเจ็บรอไม่ได้เราต้องไปถึง ณ จุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด

การได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งมักเป็นความสูญเสียทำให้มุมมองในการดำเนินชีวิตเราเปลี่ยนไปบ้างมั้ยคะ

เปลี่ยนเหมือนกันนะคะ ปลงมากขึ้น เจมี่คิดว่าคนเราควรบริหารเวลาของเราให้มีค่าที่สุด ตอนที่ยกศพแท็กซี่อยู่ดีๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า เขาจะรู้มั้ยว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาได้ใส่กางเกง เจมี่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้จะได้แต่งหน้าเป็นครั้งสุดท้ายหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่เราอยากทำอะไรก็ทำเลย เพราะชีวิตเป็นของเราถ้าไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น

แล้วตอนนี้เจมี่ใช้ชีวิตอย่างไร

ตอนนี้เจมี่ทำงานให้กับสองมูลนิธิร่วมกับงานศาสนา กลายเป็นว่าตอนนี้งานหลวงเยอะกว่างานราษฎร์

ตอนนี้ยังรับงานแสดงอยู่ใช่มั้ยคะ

ใช่ค่ะ ที่เพิ่งจบไปคือเรื่องคุณชายตำระเบิด ช่อง 7 ยังรับงานละครอยู่ เร็วๆนี้น่าจะมีละครเพราะคุยกันเรื่องบทอยู่ ชีวิตส่วนใหญ่ช่วยงานสาธารณกุศล อิ่มใจดีค่ะ

สังคมไทยเป็นสังคมของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอื้ออาทรต่อกัน แล้วคนไทยก็ไม่ได้จน แต่กลัวจน จึงต่างพากันยื้อแย่งกอบโกยทรัพย์สินเงินทองมากองไว้กับตัวเองให้มากที่สุดเพราะโลภ และหลงว่าสิ่งเหล่านั้นจะนำพาความสุขมาให้ แต่เจมี่กลับเห็นต่าง เพราะความสุขของเธอคือได้ทำงานจิตอาสา และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน