โลกของ "ไก่-วรายุฑ" โลกนี้คือละคร

สัม
ช่างภาพ: 

(ตีพิมพ์เมื่อ ๑ พฤศจิกายน ๒๐๑๒)

"All The World's a Stage"

"โลกนี้คือโรงละคร"

เจ้าของประโยคอมตะข้างต้นนี้คือ เช็คสเปียร์ นักเขียนบทละครชาวอังกฤษผู้โด่งดังก้องโลกมานานกว่าศตวรรษ เป็นประโยคที่แสดงถึงสัจธรรม ความแจ้งแห่งชีวิตมนุษย์ที่ยังคงวนเวียนในวัฏฏะความรักโลภโกรธหลง

ตราบใดที่มนุษย์ยังครอบครองอารมณ์ 'รักโลภโกรธหลง' เป็นดั่งอาภรณ์ห่อหุ้มใจกาย ตราบนั้นโลกนี้ย่อมถือเสมือนว่าเป็นโรงละครโรงใหญ่ที่โลดแล่นด้วยเรื่องราวต่างๆนานา สุขทุกข์ซับซ้อนสลับกันไปตามกงเกวียนกำเกวียนแห่งสีสันชีวิต

ดังนั้นแล้ว 'คน' กับ 'ละคร' หรือ 'ละคร' กับ 'คน' ย่อมแยกไม่ออกจากกัน

ชื่อ ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากละคร และกล่าวได้ว่าเขาคือคนละครแถวหน้า ทำงานคร่ำหวอดอยู่กับละครโรงใหญ่ (สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓) มายาวนาน ๔ ทศวรรษ ถ้าเปรียบโลกนี้คือโรงละคร "ไก่-วรายุฑ" ก็คือผู้สร้าง ผู้จัดละครทีวี มาไม่น้อยกว่า ๑๓๐ เรื่อง

อะไรที่ทำให้หนุ่มช่างศิลป ผันตัวเองจากงานกราฟฟิคดีไซน์มาสู่ 'ชื่อชั้น' ดังคับฟ้า ตลอดจนทัศนคติที่มีต่องานอันเป็นที่รักประหนึ่งชีวิตจิตใจของเขาทั้งหมดรวมอยู่ที่จุดๆเดียว นั่นคือ การสร้างสรรค์งานละครโทรทัศน์ด้วยหัวใจรักอย่างคนมืออาชีพ

เส้นทางเดินในโลกละครของ "ไก่-วรายุฑ" มีที่มาที่ไปอย่างไร และจะมีจุดสิ้นสุดหรือไม่? ต้องติดตามพร้อมกันไปกับบทสนทนา...

อยากทราบถึงชีวิตส่วนตัวก่อนก้าวเข้าสู่วงการละครทีวี

เริ่มแรกเลยผมได้รู้จักกับ คุณน้ำตาล พ-วงเดือน อินทราวุธ (ยนตรรักษ์) ตอนนั้นผมเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป สังกัดมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วพอดีมีละครการกุศลเรื่อง มัทนะพาธา บทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖ ทางผู้จัดละครเรื่องนี้ก็มาชักชวนนักศึกษาช่างศิลปให้ไปทำฉาก ผมก็อยากลองไปทำงานนี้เพื่อหาประสบการณ์ ทำให้ได้พบและรู้จักกับพี่น้ำตาล

นอกจากออกแบบฉากแล้ว ทีมงานละครเขายังขอให้ช่วยแต่งหน้าพี่น้ำตาลด้วย แต่งออกมาแล้ว เขาเห็นว่าสวย ไปๆมาๆก็เลยต้องช่วยเป็นช่างแต่งหน้าด้วย และทำฉากละครด้วย ต่อมาตัวละครขาดอีก ทางทีมงานเขาก็บอก 'เอ้า ไก่ลองเล่นละกัน' ก็เลยได้เล่นเป็นตัวเทวดา

ตอนนั้นทำงานหลายหน้าที่ รู้สึกว่าสนุกดี แต่ยังไม่ได้คิดอะไรมาก ทำงานจนจบเสร็จสิ้น ผมก็กลับมาเรียนตามปกติ จนกระทั่งเรียนจบ ไปสมัครทำงานที่โรงแรมมณเฑียร เป็นกราฟฟิคดีไซน์ แต่ก็ยังติดต่อพูดคุยกับ คุณน้ำตาล พ-วงเดือน มาโดยตลอด พี่น้ำตาลเป็นผู้หญิงเรียบร้อย รูปร่างบอบบาง ลักษณะกิริยามารยาทผู้ดี สมกุลสตรีไทย วันหนึ่งพี่น้ำตาลก็โทรศัพท์มาบอกว่า 'ไก่ คุณเล็ก-ภัทราวดี อยากได้ผู้ช่วยทำละคร' คือบ้านพี่น้ำตาลกับบ้าน คุณเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน จึงมีความสนิทสนมชอบพอกันอยู่

เมื่อพี่น้ำตาลบอกมาอย่างนี้ ผมชั่งใจว่างานละครน่าจะแปลกและท้าทายดีนะ ก็เลยตัดสินใจลาออกจากงานที่โรงแรมมณเฑียร มาทำงานละคร ซึ่งพลิกแตกต่างจากกราฟฟิคดีไซน์ เวลาในการทำงานก็ต้องเข้าเช้าและเลิกดึก แรกๆคุณเล็กยังไม่ได้สอนอะไรมาก ให้ลองทำไปก่อน แต่ผมได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนศิลปะมาทั้งหมด ไม่ว่าด้านการทำฉากละคร ส่วนประกอบ แสงเงา การจัดฉาก รวมทั้งที่ได้เรียนด้านตกแต่งภายในมาด้วย ก็ได้นำความรู้เหล่านี้มาใช้อย่างเป็นประโยชน์กับงานละครมาก

คุณเล็กสอนแบบเปิดโอกาสให้เราทำเองคิดเอง อย่างเช่น มีอยู่เรื่องหนึ่ง 'เทพบุตรผู้ไร้ทวน' คุณเล็กบอกว่า อยากแต่งหน้าแต่งตัวดาราตลกให้เป็นมนุษย์งู มนุษย์แมงมุม และตือโป๊ยก่าย คุณเล็กบอกกับผม 'เธอเรียนช่างศิลปมา ลองคิดซิ' เราก็ต้องคิดละ นี่คือการสอนงานของคุณเล็ก โดยที่ให้ผมได้มีโอกาสฝึกทำงานไปด้วย และคุณเล็กยังสอนเกี่ยวกับการอ่านบท การพิจารณาบทละคร การวางคาแร็คเตอร์ตัวละคร การเลือกตัวละคร จนกระทั่ง สอนและเปิดโอกาสให้ผมพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ช่วยกำกับการแสดง

ทำงานอยู่กับ คุณเล็ก-ภัทราวดี กี่ปีคะ

๕ ปี ต้องเรียนรู้และได้เรียนรู้อะไรต่างๆจากคุณเล็กเยอะมาก ต้องตื่นนอนตั้งแต่เช้า เพราะบ้านคุณเล็กอยู่ที่ซอยโชคชัย ๔ ลาดพร้าว ขณะที่บ้านผมอยู่แถวพหลโยธิน ซอย ๒๔ ผมก็ต้องไปยืนรอหน้าโรงเรียนเซนต์จอห์น เพื่อรอคุณเล็กผ่านมารับ ส่วนขากลับ คุณเล็กก็ขับรถกลับมาส่งที่หน้าโรงเรียนเซนต์จอห์นเหมือนเดิม เป็นวัฏจักรแบบนี้ทุกวัน ถ้ามีเวลาว่างคุณเล็กก็จะสอนผมเกี่ยวกับเรื่องการอ่านบทละคร หรือถ้านักแสดงคนไหนยังอ่านบทไม่คล่อง จำบทละครไม่ได้ คุณเล็กก็จะแนะนำเคล็ดลับวิธีการจำบทละคร ซึ่งผมได้ความรู้ตรงนี้มาเยอะมากจากคุณเล็ก เธอสอนโดยที่เราไม่รู้ว่านั่นคือการสอน ผมเองก็ซึมซับมาโดยปริยาย

จำได้ว่าคุณเล็กมาทำภาพยนตร์เรื่อง 'รักริษยา' ดังมากๆ มี คุณธิติมา สังขพิทักษ์ แสดงนำ มีอยู่วันหนึ่งเกิดเหตุขัดข้อง ช่างผมกับช่างแต่งหน้าเดินทางมาที่กองถ่ายไม่ได้ เพราะรถเสียอยู่กลางทาง สมัย ๓๐ ปีก่อน รู้สึกว่าพัทยาอยู่ไกลมาก และตอนนั้นผมก็อยู่ในกองถ่ายที่พัทยาแล้ว คุณเล็กตัดสินใจหยิบรูปคุณแหม่ม-ธิติมาให้ดู แล้วบอกว่า 'ไก่เธอต้องไปทำหน้าแหม่มให้เป็นเหมือนในรูปนี้' คุณเล็กไม่ได้ใช้คำว่า 'แต่งหน้า' นะ

ผมนึกในใจ เอาวะ ต้องทำให้ได้ ซึ่งคราวนั้นผมต้องถามคุณแหม่ม-ธิติมาว่า แต่งหน้านี่ เขาต้องลงอะไรก่อน คุณแหม่มก็แนะนำจากการที่ได้เห็นอาจารย์ช่างแต่งหน้า แต่งหน้าให้เธอ ผมได้ทำตามที่คุณแหม่มบอก ซึ่งเราชอบพอถูกอัธยาศัยกันอยู่แล้ว ความจริงตอนนั้นผมได้รับหน้าที่ให้ทำงานอยู่ในฝ่ายเซตฉาก แต่คุณเล็กให้ช่วยงานอื่นด้วย

ตอนแต่งหน้าให้คุณแหม่ม-ธิติมา ผมก็คิดว่าเหมือนเรากำลังวาดรูปเขียน เสร็จจากเรื่องแต่งหน้า ก็ต้องทำผมด้วย ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน ไม่ได้ชำนาญเลย แต่ตัดสินใจกล้าๆทำไป เป็นไงเป็นกัน

แล้วหลังจากนั้นมา คุณเล็กให้ผมช่วยแต่งหน้าทำผมด้วย ทำให้มีความรู้เรื่องศิลปะการแต่งหน้าเพิ่มขึ้นมาอีก ขณะเดียวกันคุณเล็กได้สอนแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิควิธีการแต่งหน้าแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้าของดารานักแสดง

แต่งานที่ทำให้ผมตื่นเต้นและสั่นที่สุด คือครั้งหนึ่ง คุณเล็กเล่นละครเอง เรื่อง 'ความรัก' แล้วผมต้องแต่งหน้าคุณเล็ก-ภัทราวดีให้เป็นผู้หญิงอายุ ๘๐ ปี แต่ก่อนจะแต่ง คุณเล็กแนะนำให้รู้หมดว่าเครื่องสำอางแต่ละอย่างมีอะไรบ้าง และใช้ทำอะไรบ้างบนใบหน้า โอ้โห ผมสั่นมาก เหงื่อแตก ประหม่า กลัวทำได้ไม่ดี เนื่องจากเราต้องแต่งหน้าในการแสดงให้กับผู้ที่เป็นเสมือนอาจารย์ของเรา สุดท้ายก็คิดว่า เป็นไงเป็นกัน ผมค่อยๆแต่งไป ใช้เวลานานมาก ปรากฏว่าทำออกมาดี เฮ่อ! โล่งอก ขวัญกำลังใจเริ่มมา อ้ะ แต่งผิวมืออีกหน่อยละกัน ผมก็ค่อยๆทากาว ลงครีม แล้วเอากระดาษทิสชูลงเพื่อทำให้ดูเหมือนผิวหนังเหี่ยวย่น

มีความกดดันในการทำงานบ้างหรือไม่

ไม่กดดันเลย รู้สึกว่าเป็นการทำงานที่สนุก แต่กลัวนะ กลัวคุณเล็ก-ภัทราวดีมาก เพราะเธอทั้งดุ ทั้งเก่ง ทั้งเนี้ยบมากๆ เพราะฉะนั้น เมื่อทำงานอยู่กับคุณเล็ก เราต้องเข้าใจความคิดความต้องการของเธอให้ได้ สมมติว่ากำลังจัดฉากในห้องรับแขกอยู่ ซึ่งก็คือห้องส่งในสถานีโทรทัศน์สีช่อง ๓ แล้วคุณเล็กมาเดินดูทีมงานทำงาน บางทีเธอเกิดไอเดียในการตกแต่ง เธอจะบอกขึ้นมา 'ไก่เธอไปเอาไอ้นั่นมาซิ' ซึ่งเราต้องรู้ทันทีว่า 'ไอ้นั่น' น่ะคืออะไร แรกๆผมเดาใจไม่ถูก ไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอบอกให้ไปหยิบมาคืออะไร ก็ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้ใจ

บอกได้เลยว่าผมได้รับประสบการณ์การทำงานอันหลากหลายและมีคุณค่าต่อวิชาชีพจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้จากคุณเล็ก-ภัทราวดีเยอะมาก ผมคิดเสมอว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ทำงานกับคนเก่งอย่าง คุณภัทราวดี มีชูธน เธอทำให้เราได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการทำงานในวงการบันเทิง รู้กระทั่งด้านการแสดงละครเวที ทั้งงานเบื้องหน้า เบื้องหลัง รู้หมดทุกซอกทุกมุมของการทำงาน

จากนั้นยังได้เล่นละครโทรทัศน์อีก

เล่นละครซีรี่ส์เรื่อง 'ประชาชนชาวแฟลต' เนื่องจากนักแสดงตัวจริงที่เลือกไว้แล้ว เขาไม่มา คุณเล็กบอกเลยเดี๋ยวนั้น 'ไก่เธอมาเล่น' ผมสะดุ้ง รีบปฏิเสธ 'คุณเล็ก ไก่ทำไม่ได้ ไก่เล่นละครไม่เป็น' แต่คุณเล็กสามารถพูดให้เรามีความมั่นใจ เธอบอก 'อยู่กับฉัน เธอต้องทำได้' ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีบ้างที่เล่นเป็นตัวประกอบ ออกหน้ากล้องแว้บๆ เช่น เล่นเป็นบริกรเสิร์ฟน้ำ หรือไม่ก็เล่นเป็นเสมียนนั่งโต๊ะทำงาน แค่นั้น ไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่สำหรับเรื่อง 'ประชาชาชนชาวแฟลต' เป็นละครเรื่องแรกที่ต้องแสดงจริงจัง มีเรื่องราวต่อเนื่อง มีบทพูดอยู่หลายตอน ทีนี้พอเล่นแล้วคนชอบ ตัวละครที่ผมสวมบทบาท คนดูชอบกันมาก ทำให้คนเขียนบทต้องขยายเรื่อง เขียนบทเพิ่มให้ผมแสดงต่อไปเรื่อยๆ จนความยาวเพิ่มเป็น ๑๐๐ ตอน

โอ้โฮ จำได้เหมือนกันค่ะ เรื่อง 'ประชาชนชาวแฟลต' สมัยนั้นเป็นที่นิยมมาก

จากเรื่องนี้แหละทำให้มีความรู้และเป็นประสบการณ์อันมีค่าเกี่ยวกับศิลปะการเล่นละครทีวี คุณเล็กแนะนำผมว่า 'ในเมื่อเธอต้องเล่นเป็นกะเทย เธอไม่ต้องไปดูกะเทย ขอให้เธอไปดูผู้หญิงที่เธออ่านบทออกมาแล้ว และคิดว่าตัวละครตัวนี้เหมือนใคร ใกล้เคียงใคร ให้ดูคนนั้น เวลาที่แสดงก็ให้เธอคิดถึงคนๆนั้น คิดว่าเธอคือคนนั้น แล้วนั่นก็คือตัวละครของเธอ' ผมจำได้แม่นยำ

รู้สึกหลงเสน่ห์แสงไฟหน้ากล้องบ้างหรือยัง

ยัง ยังไม่หลงเสน่ห์ ก็กลับไปช่วยงานละครคุณเล็ก อยู่เบื้องหลังเหมือนเดิม จนกระทั่ง...คุณเล็กสมรส เป็นภริยาทูต เธอต้องเดินทางติดตามสามีไปพำนักอยู่ที่ประเทศแคนาดา จึงต้องวางงานทั้งหมด ไม่ได้จัดละครอีก

ส่วนผมเอง เมื่อมีวุฒิบัตรครูมาก่อนแล้ว คุณเล็กจึงมอบหมายให้มาเป็นครูสอนหลากหลายวิชาในโรงเรียนสุภัทรา ก็คือโรงเรียนเอกชนที่คุณเล็กก่อตั้งขึ้นมา ผมสอนด้านศิลปะด้วย สอนวิชาหน้าที่พลเมืองด้วย สนุกดี แต่พอคุณเล็กต้องจากเมืองไทยเพื่อไปเป็นภริยาทูต ผมรู้สึกไม่สนุกกับการทำงานละ เพราะไม่มีคุณเล็ก แล้วยิ่งต้องทำงานรูทีนเป็นครูสอนในโรงเรียนสุภัทราอย่างเดียว เช้าไปเย็นกลับ แบบนี้เรารู้สึกไม่สนุก เพราะหลายปีที่ผ่านมาชินกับการทำงานที่ยุ่งวุ่นวาย ต้องไปนั่นมานี่ ต้องทำหลายอย่างหลายหน้าที่ พอมาเป็นครู ชีวิตสงบราบเรียบเกินไป ก็เลยคิดอยากจะลาออก

อยู่มาวันหนึ่ง ช่างทำผมของช่อง ๓ จำได้ว่าชื่อพี่จึง โทรศัพท์มาหาผม ถามว่าไก่อยากทำละครมั้ย คุณจิ๋ม-มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ต้องการคนทำหน้าที่ธุรกิจกองถ่าย เพราะเธอจะเปิดกล้องละครเรื่อง 'คนเริงเมือง' ผมก็ตอบรับทันที 'ไป อยากทำ' แล้วเดินไปบอกคุณเล็ก-ภัทราวดี ขอลาออกจากโรงเรียนสุภัทรา คุณเล็กงอน มีเคืองเล็กน้อย (หัวเราะ) เพราะเธออยากให้ผมช่วยดูแลโรงเรียนในระหว่างที่เธอต้องเดินทางไปต่างประเทศ

ผมอธิบายให้คุณเล็กเข้าใจ 'เพราะว่าไก่ชอบละคร รักงานละคร คุณเล็กทั้งสอนทั้งปลูกฝังงานละครให้กับไก่ เพราะฉะนั้น ไก่อยากไปทำงานนี้มากกว่าการเป็นครูในโรงเรียน' คุณเล็กก็เพียงแต่ตอบสั้นๆ 'ตามใจ' ตอนเขียนจดหมายลาออก ผมยังไม่กล้านำไปให้คุณเล็กด้วยตัวเอง กลัว วานเพื่อนช่วยเอาจดหมายลาออกนี้ไปให้คุณเล็ก ได้ข่าวว่าเธอโกรธ และจากนั้นไม่ได้พบกันเลยอีก หลายปีมาก

ต่อมาคุณเล็กได้กลับสู่เมืองไทย ผมกับคุณเล็กพบกันบ่อยๆ ก็ไม่มีอะไร เหมือนเธอคืออาจารย์ ส่วนผมเป็นลูกศิษย์

พอลาออกจากโรงเรียนสุภัทรา ผมมาทำงานละครกับคุณจิ๋ม-มยุรฉัตร เคยมีความรู้จากที่คุณเล็ก-ภัทราวดีสอนมามากเท่าไหร่ ผมดึงออกมาใช้หมด อะไรที่เกี่ยวข้องกับงานละคร คุณเล็กได้สอนมาหมดแล้ว แม้กระทั่ง การจัดฉากบ้านเรือนให้ดูเหมือนอยู่ในช่วงสงครามโลก การทำระเบิด ฯลฯ คุณเล็กสอนและให้ทำเพื่อใช้ในงานถ่ายทำจริงด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อมาทำงานละครเรื่อง 'คนเริงเมือง' ต้องมีฉากอีพริ้ง วิ่งหนีหลบระเบิด เราทำได้หมด ทำงานด้วยความสนุกสนานมาก

มีความฝันหรือวางเป้าหมายอนาคตในการทำงานสำหรับตนเองไว้อย่างไรหรือไม่ในตอนนั้น

ไม่มีความฝันเลย มีแต่ความสุขที่ได้ทำงาน เพราะว่าเริ่มรักละคร ถ้าไม่รัก ผมคงไม่ลาออกจากการเป็นครู

พอช่วยด้านธุรกิจกองถ่ายละครเรื่อง 'คนเริงเมือง' ซึ่งงานใกล้สำเร็จแล้ว ใจก็ตุ๊มๆต่อมๆว่าคุณจิ๋ม-มยุรฉัตรจะจ้างเราช่วยงานละครเรื่องต่อไปมั้ย เพราะผมกับคุณจิ๋ม ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ตัดสินใจถามคุณจิ๋ม 'จะจ้างไก่ต่อมั้ย...' คุณจิ๋มตอบ 'จ้างสิ กินเงินเดือนเลยแล้วกัน' เอ้อ...โชคดี ได้รับทั้งเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง ทำให้ช่วยงานละครของคุณจิ๋มต่อไปอีกหลายๆเรื่อง จนกระทั่ง คุณก้อย-ทาริกา ธิดาทิตย์ เข้ามาร่วมหุ้นส่วนทำละครกับคุณจิ๋ม-มยุรฉัตรด้วย แล้วหลังจากนั้น คุณจิ๋มแยกออกไปทำงานละครกับน้องสาวของเธอเอง ส่วนผมก็ไปทำงานอยู่กับคุณก้อย-ทาริกา ช่วยด้านธุรกิจกองถ่าย หลายปีมากทีเดียว

จนกระทั่ง บริษัทของคุณก้อยใหญ่ขึ้น งานละครมีมากขึ้น ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ ก็เข้ามาดูแลละครที่ออนแอร์ทางช่องมากขึ้น ได้เข้ามาเป็นผู้จัดละครด้วย จึงเสนอว่าทำละครให้ด้วยสิ ผมก็เลยได้ทำธุรกิจละครแทนผู้จัดซึ่งคือช่อง ๓ มีหน้าที่ความรับผิดชอบสูงขึ้นคล้ายกับเราเป็นผู้จัดละครเอง มีเงินทองจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนนั้นได้ทำละครให้ทางช่อง ๓ อยู่หลายเรื่องมาก กระทั่ง 'อาก๊อง' หรือ คุณเกียรติก้อง วัฒนสุข สมัยนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตรายการ จุดประกายถามผมว่า 'ไก่ ทำไมไม่ทำละครเองบ้างล่ะ' ผมก็ถามอาก๊องกลับ 'ได้เหรออา' อาก๊องบอก 'ทำไมจะไม่ได้ ก็ไก่ทำให้ช่อง๓ อยู่เนี่ย ก็เหมือนตัวเองเป็นผู้จัดอยู่แล้ว เพียงแต่เงินทุนไม่ใช่ของตัวเองเท่านั้น'

ผมจึงไปขอคำปรึกษาจากคุณจิ๋ม-มยุรฉัตร และผู้ใหญ่อีกหลายท่าน ทุกคนต่างสนับสนุน บอกว่าเอาเลย ทำเลย

เส้นทางงานละครก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น โดยไม่ได้วางแผนอะไรในชีวิตมาก่อน...?

ไม่เคยวางแผน เส้นทางการทำงานตรงนี้มันดำเนินของมันไปเรื่อยๆ แต่ที่โชคดีที่สุดสำหรับผม คือผมมีโอกาสทำงานกับคนเก่งๆระดับอาจารย์ของวงการละคร อย่างคุณเล็ก-ภัทราวดี คุณจิ๋ม-มยุรฉัตร คุณก้อย-ทาริกา ซึ่งต่างมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน และแต่ละท่านก็เก่งมาก มีชื่อเสียงมีผลงานเป็นที่ยอมรับ แต่ผมโชคดีที่สุดที่ได้รับประสบการณ์ได้รับการเรียนรู้งานจากความเก่งทั้งสามแบบ

เมื่อเกิดไฟในการทำงาน อยากทำละครของตัวเองโดยที่ผลงานต้องไม่เหมือนใคร และไม่เคยมีใครทำมาก่อน ความอยากเกิดขึ้นละ ผมจึงไปเสนอทางช่อง ๓ ว่าอยากทำละครเรื่อง 'ทะเลเลือด' ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ อกาธา คริสตี ชอบพล็อตเรื่องนี้ตั้งแต่อ่านหนังสือแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนที่ทำละครอยู่กับคุณจิ๋ม คุณก้อย ผมก็จะต้องอ่านบทประพันธ์ทุกเรื่อง ไม่ว่าผลงานนามปากกา กฤษณา อโศกสิน ทมยันตี ว.วินิจฉัยกุล ฯลฯ แต่ที่คิดหยิบเรื่อง'ทะเลเลือด' มาสร้างเป็นละคร เพราะงานแบบนี้ยังไม่เคยมีใครทำ เป็นแนวสืบสวนสอบสวนฆาตกรรม แล้วพระเอกนางเอกก็คือตัวฆาตกร ต้องออกไปถ่ายทำนอกสถานที่กันจริงๆจังๆ จึงนำเสนอทางช่อง ๓ สุดท้ายทางช่องก็อนุมัติให้ทำ

ละครเรื่อง 'ทะเลเลือด' จึงถือเป็นละครเรื่องแรกที่ผมได้เป็นผู้จัดของบริษัทตัวเอง จากนั้นก็ติดต่อหาคนเขียนบท ผมทาบทาม คุณเอื้อง-ภาสุรี ภาวิไล บอกว่า 'เอื้องมาช่วยเขียนบทเรื่องนี้ให้พี่หน่อยสิ' พอคุณเอื้องเห็นว่าเป็นเรื่องทะเลเลือด ของ อกาธา คริสตี เธอร้อง 'ยากนะพี่ไก่' แต่ผมอยากทำละครเรื่องนี้มาก สุดท้ายคุณเอื้องจึงไปชวน คุณตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง กับ คุณต้อ-มารุต สาโรวาท มาช่วยเขียนบทกัน ๓ คน ทำให้บทละครออกมาดี สนุก และเข้มข้นมาก ส่วนผมก็ติดต่อหาผู้กำกับฯ และวางตัวนักแสดง

เรายกกองออกไปถ่ายทำกันบนเรือสำราญ ถ่ายทำกัน ๗ วันกลางทะเล บางวันมีมรสุมเข้า ผจญภัยกันมากทั้งดาราและทีมงาน ผมเกาะติดอยู่กับกองถ่ายด้วย ทำงานดูรายละเอียดทุกอย่างเหมือนกับที่เราเคยทำละครมาก่อนหน้านี้ เรื่องเสื้อผ้าเข้าฉากสำหรับนักแสดง ผมเริ่มศึกษามากขึ้น เพราะสมัยก่อนนั้น ในส่วนของเสื้อผ้า ทางผู้จัดละครเขาจะให้นักแสดงนำมาเอง เพราะละครช่อง ๔ แต่ละเรื่องมีความยาวเพียงไม่กี่ตอน ดาราก็ใช้เล่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ บางทีชุดซ้ำ หรือถ้าตัดเสื้อผ้าใหม่ ได้เพียงไม่กี่ชุด ทีนี้พอทางช่อง ๓ มาบุกเบิกงานละคร และเป็นละครยาว ๑๐-๒๐ ตอน จึงต้องใช้ชุดเสื้อผ้าเยอะมาก ผมจึงเป็นคนแรกทางช่อง ๓ ที่เริ่มติดต่อหาเสื้อผ้ามาให้นักแสดงสวมใส่เวลาเข้าฉาก แรกๆใช้วิธีเอ่ยปากหยิบยืมจากร้านเสื้อ แล้วก็จะขึ้นไตเติ้ลให้ ซักแห้งส่งกลับให้อย่างดี

ตอนนั้นผมอาจหาญมากไปขอยืมเสื้อผ้าจากร้านไข่ บูติค (หัวเราะ) ไปอ้อนวอนด้วยตัวเอง 'พี่ไข่ขา ละครเรื่องนี้ ตัวละครเป็นเศรษฐีร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย เพราะฉะนั้น เสื้อผ้าที่ใส่ต้องสวยมาก' คุณไข่ก็แสนใจดี ตัดชุดให้ใหม่หมดเลย หลายชุดสำหรับดาราหญิงหลายคนที่ต้องใส่เข้าฉากบนเรือสำราญ อันเลิศหรูหรา

นับแต่นั้นมา...เมื่อใจมุ่งมั่นกับการสร้างสรรค์งานละคร และพิสูจน์ฝีมือมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

วันนี้...ชื่อ "ไก่-วรายุฑ" จึงกลายเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในฐานะผู้จัดละครมือหนึ่ง หลายคนแทบจะตั้งฉายาให้ว่า "เจ้าแม่ละคร"

กว่าจะประสบความสำเร็จ รุ่งเรืองในอาชีพการงาน มีอะไรเป็นเคล็ดลับ

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่ต้องมีคือความรัก รักในงานที่ตัวเองทำอยู่ ทำให้เกิดความสนุก และต้องไขว่คว้าหาความรู้หรือเรียนรู้หาประสบการณ์เพื่อเอามาต่อยอดในงานที่ทำ

นอกเหนือจากเป็นผู้จัด บางครั้งก็เห็นมีงานแสดงหน้ากล้องด้วย

งานแสดงก็ชอบ เคยเล่นละครเรื่อง 'สงครามพิศวาส' เรื่องนี้ดังมาก ในฉากผมต้องโดนหนามทุเรียนตบ (หัวเราะ) ปรากฏว่าได้รับรางวัลตุ๊กตาทองขวัญใจมหาชน รู้สึกภูมิใจกับรางวัลที่ได้มา พอตอนหลังละครที่เราทำอยู่เบื้องหลัง หลายเรื่องได้รับรางวัลเมขลาบ้าง รางวัลโทรทัศน์ทองคำบ้าง ก็ถือเป็นกำลังใจในการทำงานที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งปี

คิดอย่างไรกับความสามารถของตนเองที่มีศักยภาพทั้งงานเบื้องหน้าและงานเบื้องหลัง

ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนะ ว่าจะมีความสนใจกับสิ่งที่ทำตรงนั้นขนาดไหน แล้วกระตือรือร้นจะเรียนรู้กับสิ่งรอบตัวขนาดไหน แต่สำหรับผม ข้อแรก ผมรู้สึกโชคดีที่ตนเองเรียนจบด้านช่างศิลปมา เพราะช่างศิลป สอนทุกอย่างในความเป็นคน และยังได้รับโอกาสทำงานร่วมกับผู้ใหญ่แห่งวงการฯที่เก่งฉกาจทั้ง ๓ ท่าน อย่างที่เล่าไปแล้ว

ขณะเดียวกันโลกทัศน์ก็สำคัญ การทำงานตรงนี้ ทำให้ผมได้เห็นโลกกว้างขึ้น มองเห็นมนุษย์ในมุมที่กว้างขึ้น เข้าใจโลกเข้าใจคนที่มีหลากมิติมากขึ้น ประกอบกับความรักต่องาน เพราะเรารักงาน เรารักละคร เรารักบทประพันธ์ จึงทำให้สนุกกับการสร้างสรรค์งาน และอยากทำงานออกมาให้ดี ถ้าเราไม่มีคุณลักษณะแบบนี้ เราก็อาจเป็นเพียงผู้จัดละครที่จ้างคนอื่นเขาทำ

การทำงานละครของ ไก่-วรายุฑ บอกได้เลยว่าเป็นงานแฮนด์เมด สร้างสรรค์ทำด้วยมือจริงๆ ตั้งแต่อดีตตราบทุกวันนี้ก็ยังทำด้วยมือ ไม่ชอบจ้างคนอื่น เพราะอยากทำด้วยมือของเราเอง แม้กระทั่งเสื้อผ้าสำหรับนักแสดงเข้าฉากก็ออกแบบเอง โดยให้ช่างช่วยตัดเย็บออกมา ใส่ใจดูแลทุกรายละเอียด สิ่งของประกอบฉากต่างๆ ก็คิดเองว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีภาพในจินตนาการ และไปเดินซื้อด้วยตัวเอง มีความสุข

ผมถือว่างานละครของผมที่ออกสู่สายตาสาธารณชน เป็นงานที่มีลายเซ็น หมายถึงแทบไม่ต้องบอกว่าจัดโดย ไก่-วรายุฑ เมื่อผู้ชมดูแล้วก็รู้ว่านี่คืองานของเรา เพราะเป็นงานที่มีแบบฉบับของตนเอง มีต้นแบบเฉพาะของตนเอง

ถ้าอย่างนั้นอยากให้อธิบายถึงสไตล์การทำงานในแบบฉบับ "ไก่-วรายุฑ"

การทำงานละครของผม ถ้าสวยต้องสวยจริง ถ้าจนต้องจนจริง คืออยากให้คนดูเห็นแล้วเชื่อว่า 'เอ้อ สวยจริง' หรือ 'เอ้อ จนจริง'

ถึงปัจจุบันนี้ ผมทำละครมาทั้งหมด...๑๓๐ เรื่อง...เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด คือประสบการณ์และการพัฒนางานขึ้นไปเรื่อยๆ โดยธรรมชาติ ผมเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่ง และชอบเปิดรับไอเดียของคนรุ่นใหม่ ตอนนี้ทีมงานของผมหลายคนก็เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มาช่วยงาน เช่น จัดฉาก จัดสิ่งของประกอบฉาก และอื่นๆ ทำให้เราได้ศึกษาความคิดของคลื่นลูกใหม่ไปด้วย ต้องยอมรับว่าเด็กยุคนี้เขามีความทันสมัยกว่าเรา

อย่างเมื่อก่อน ผมจะชอบวางตัวละครเองทั้งหมด พอมาในระยะ ๕-๗ ปีหลังนี้ จะใช้วิธีเรียกทีมงานมาประชุมร่วมกัน แล้วก็อธิบายบุคลิกตัวละครให้ทุกคนไปคิด และให้บทประพันธ์เรื่องนั้นไปอ่าน เพื่ออยากให้ทีมงานแต่ละคนลองวางตัวละครออกมาซิ เพื่ออยากดูว่าความคิดของเขากับความคิดของเราเป็นอย่างไร ไปด้วยกันได้ไหม บางครั้งความคิดตรงกัน บางครั้งไม่ตรง ถ้าไม่ตรงกัน ผมจะถามเหตุผล ทีมงานเขาก็อธิบายเหตุผลให้ฟัง หากเป็นเหตุผลที่ดีกว่า ผมยอมรับในความคิดนั้น

การทำงานของผม โดยมากจะฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ของทีมงาน ถ้าเสียงโหวตของทีมงานมีมากกว่าเสียงผมซึ่งมีเสียงเดียว เราก็ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่

นอกจากเรื่องการวางตัวละครแล้ว การเลือกบทประพันธ์เพื่อมาทำละครล่ะคะ ทราบข่าวว่าต้องแข่งขันกันค่อนข้างสูง

การเลือกเรื่องที่จะมาสร้างเป็นละคร เดี๋ยวนี้ค่อนข้างยากมาก (ลากเสียงยาว) สังเกตดูสิ ปัจจุบันนี้ละครรีรันเยอะ หมายถึงที่เคยเป็นละครมาแล้ว และผู้จัดก็นำกลับมาสร้างใหม่ มีเยอะหลายเรื่อง

แต่สำหรับผม บอกอย่างหนึ่ง ผมจะไม่ทำละครที่ตัวเองเคยทำมาแล้ว และจะไม่ทำละครของคนอื่นที่เคยดังมาแล้ว เนื่องจากกลัวทำได้ดีไม่เท่าเขา ก็จึงไม่กล้าทำ ส่วนละครของตัวเองที่เคยทำไปแล้ว คิดว่าดีที่สุดในช่วงนั้นแล้ว ก็จะไม่หยิบมาทำใหม่อีก เพราะกลัวทำดีไม่เท่าที่เราเคยทำมาก่อน

ระยะตั้งแต่ ๓ ปีก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าหานักเขียนยากมากๆ แต่ปัจจุบันนี้ที่ยุคคอมพิวเตอร์มาแรง มีนักเขียนออนไลน์รุ่นใหม่เกิดขึ้นมาเยอะมาก เยอะจริงๆ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่สดดีมาก แต่โครงเรื่องมักจะหลวม ไม่ค่อยมีพรรณนาโวหาร อ่านแล้วไม่เคยรู้สึกซาบซึ้ง ไม่เหมือนกับที่เราเคยอ่านนวนิยายของ กฤษณา อโศกสิน ทมยันตี ว.วินิจฉัยกุล วราภา รวมถึงนักเขียนท่านอื่นๆที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนจริงๆ เพราะท่านเหล่านี้สามารถทำให้เราร้องไห้กับตัวหนังสือได้ มีความสุขกับตัวหนังสือได้ แต่สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ๆที่เกิดในยุคนี้ ผมก็อ่านนะ แต่ตัวหนังสือของเขายังไม่เคยทำให้เราน้ำตาร่วงได้ ยังไม่เคยเจอ แต่ได้แค่โครงเรื่อง ได้แค่พล็อตเรื่อง แล้วคนเขียนบทเขาจะต้องแต่งเติมเสริมต่ออีกมาก

ถ้าถามว่าปัจจุบันนี้มีพล็อตเรื่องเยอะมั้ย เยอะมาก (เน้นเสียง) แล้วก็คนเขียนเขียนมาเพื่อให้ทำละครโดยเฉพาะ แต่สมัยก่อนนักเขียนเขียนเพื่อผู้อ่าน อ่านแล้วเกิดจินตนาการ ถ้าคนทำละครได้อ่าน ก็เกิดจินตนาการอีก มันจึงเป็นความสุขกับการที่ได้อ่านได้จินตนาการตามตัวหนังสือ นวนิยายยุคก่อนจะบรรยายฉาก สถานที่ ให้คนอ่านเห็นภาพตาม คนทำละครก็สร้างฉาก สร้างตัวละคร ละม้ายว่าเดินออกมาจากในหนังสือ และมีความสุขที่ได้ทำละครจากบทประพันธ์ที่ดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว (เน้นเสียงอีก) ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร หรืออาจจะเป็นเพราะวิวัฒนาการของยุคสมัย หรือว่าค่านิยมของคนดูละครเปลี่ยนไป ก็ไม่ทราบได้ หากเรายังบ้าอยู่ในแนวเดิม เราก็จะเชย แต่เราก็ยังเก็บความเป็นเราเอาไว้เพื่อใส่ในละครของเรา เรายังรักการทำละคร

แฟนๆละครที่ติดตามชมผลงาน ไก่-วรายุฑ ที่อายุ ๕๐ ขึ้น แฟนๆยังมีความซาบซึ้งในละครที่เราทำไว้

เคยรู้สึกมีแต้มต่อหรือเปล่าว่า ชื่อ "ไก่ -วรายุฑ" ได้วิ่งนำคนจัดละครรุ่นใหม่มาไกลหลายก้าว

ไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย คิดอยู่เสมอว่าเราต้องวิ่งนำตัวเอง ไม่ใช่วิ่งนำคนอื่น ละครของผู้จัดคนอื่นเขาก็ดีในแบบฉบับของเขา เพราะตัวตนในงานเขาคือแบบนั้น ผมก็ดูงานละครของคนอื่น แต่ดูเพื่อเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ดูเพื่อเอางานของเราไปแข่งกับเขา ไม่เคยแข่งกับงานของคนอื่น แข่งกับงานของตัวเองดีกว่า ขณะเดียวกันก็ต้องตามยุคสมัยให้ทันด้วย

เป็นผู้จัดละครโทรทัศน์ในยุคนี้มีความหนักใจบ้างไหมคะ

หนักใจมาก (ตอบทันควัน) เพราะว่าดาราน้อยลง เนื่องจากผู้จัดละครให้ช่อง ๓ มีมากราวๆ ๓๐ ราย ขณะที่ดารานำพระเอก นางเอกมีไม่มาก อย่างพระเอกมีแค่ ๑๐ คน ก็ไม่พอละนะ นางเอก ๑๐ คน ก็ไม่พอ พระเอกนางเอกจึงวนเวียนกันอยู่แค่นั้น แถมเรื่องต้องดีจริง สนุกจริง ในตัวงานต้องมีอะไรดี นั่นละถึงจะเปิดกล้องถ่ายทำได้

จุดสำคัญคือการย่อเรื่อง การตีความเรื่อง ให้ทางช่อง ๓ เกิดความสนใจ มั่นใจว่าสนุกแน่ ดีแน่ เขาจึงจะอนุมัติให้ผ่าน ให้เปิดกล้องได้ มีเหมือนกันที่ต่างผู้จัดกัน แต่เสนอเรื่องในการทำละครเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้น ไคลแม็กซ์จึงอยู่ที่ใครย่อเรื่อง ตีความเรื่อง และมีจุดเด่นในการสนับสนุนเรื่องให้น่าสนใจกว่ากัน ถ้าทางช่องอนุมัติ ผู้จัดรายนั้นก็ได้เรื่องนั้นไปทำละครเปิดกล้องถ่ายทำ ซึ่งการนำเสนอเรื่องผ่านช่องว่าจะได้รับอนุมัติหรือไม่นั้น ตรงนี้แหละทางผู้จัดก็ต้องมีกลเม็ดในการนำเสนอ

กลเม็ดที่ว่า คือ?

บทละครและเรื่องย่อเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำละคร หัวใจของละครคือบทละคร แล้วปัจจุบันนี้ คนเขียนบทละครก็หายากมาก ต้องต่อคิวกัน แค่ถ้ามีคนเขียนบทละครซัก ๒๐ คน ก็ทำงานให้ผู้จัดได้ไม่ทันละ ในเมื่อผู้จัดมีมากกว่าถึง ๓๐ ราย และถ้ายิ่งต้องการคนเขียนบทละครมืออาชีพจริงๆ เหลือเพียง ๑๐ คนละมัง หากจะควานหาคนเขียนบทละครแบบมือทองจริงๆ ก็คงเหลือเพียง ๓-๕ คน

มุมมองในการเลือกบทประพันธ์มาทำละครทีวี?

ผมมีเกณฑ์ที่ใช้มาตลอดในการเลือกบทประพันธ์ คือเลือกด้วยความรักความชอบของตัวเอง ผมจะอ่านเรื่องเอง ทุกวันนี้ก็ยังอ่านเอง ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าสนุก! การดำเนินเรื่องดี เห็นทางละคร สามารถเสริมเติมแต่งให้เข้มข้นทันสมัยได้อีก อ่านแล้วรู้สึกรักในตัวละคร อ่านแล้วอยากทำให้เป็นละคร ผมก็จะนำเสนอทางช่อง ๓ ต่อไป

เรื่องการอ่านบทประพันธ์เอง ตรงนี้ผมเน้นมาก ไม่ว่าใครมาแนะนำว่าทำเรื่องนั้นสิเรื่องนี้สิ สนุก เพราะเขาอ่านมาแล้ว ผมจะไม่รับทันที ถ้าตัวเองไม่ได้อ่านนวนิยายเรื่องนั้นซะก่อน แม้แต่บางครั้งทางช่อง ๓ เอง ส่งเรื่องมาให้ทำละคร ผมก็จะยังไม่รับปาก เพราะผมต้องได้อ่านเรื่อง ได้อ่านบทประพันธ์นั้นก่อน

การจะทำละครให้คนดูอินกับเรื่องของเราได้ เห็นความสวยงามจากเรื่องของเราได้ เราเองต้องอินก่อน ต้องเห็นภาพก่อน ถึงจะทำออกมาได้ ถ้าไม่เกิดจากความรักข้างในว่าอยากทำ ผมจะไม่ทำ

หลายคนบอกว่าผมหยิ่ง ทำไมไม่ทำละครทีละ ๒-๓ เรื่อง ผมบอกผมทำไม่ได้ ผมทำได้ทีละเรื่อง ทำแล้วมีความสุข อยากให้คนดูอิ่มเอมกับงานของเรามากกว่า

การทำละครในยุคสมัยนี้ ต้องปรับตัวเอง ปรับวิธีคิดในการทำงานแค่ไหนเพียงใดคะ

เมื่ออดีตยอมรับว่าเราทำละครเหมือนทำงานศิลปะจริงๆ แต่ปัจจุบันต้องมีเรื่องของการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ต้องปรับตัวเอง ปรับทัศนะของตัวเองมากทีเดียว มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยสอนว่าอย่าหลงระเริงกับความสำเร็จในอดีต เพราะว่านั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ขณะที่เดี๋ยวนี้มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย เราจึงควรเรียนรู้ศึกษาสิ่งใหม่เพื่อให้ทันกับยุคสมัย

ยิ่งเวลานี้ผู้จัดละครของทางช่อง ๓ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก อายุอ่อนกว่าผมมาก แทบจะเป็นรุ่นลูกเราได้ อย่าประมาทว่าเขาเด็ก เพราะความทันสมัย ความสดใหม่ในความคิด มุมกล้อง เทคโนโลยี หรืออะไรต่างๆของเขามีมากกว่าเรามาก บางสิ่งบางอย่างต้องยอมรับเลยว่าเราตามไม่ทัน

ไม่ใช่ประสบการณ์มากยิ่งเก๋าหรือคะ

สมัยก่อนเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว อาจจะใช่ ยิ่งแก่ยิ่งเก๋ายิ่งลายคราม แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะว่าวิวัฒนาการของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเรายังทำงานในแบบเดิมๆ ก็ไม่รู้ว่ายังจะมีใครดูละครของเราหรือเปล่า ทุกวันนี้ผมต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้ตัวเองแก่กะโหลกกะลา (หัวเราะ) แม้จะไม่ใช่ลายคราม แต่อย่างน้อยเป็นจานสังกะสีก็ยังดี

ความยืนยงยาวนานของชื่อ "ไก่-วรายุฑ" ในวงการละครโทรทัศน์ไทย คงจะไม่ใช่ 'จานสังกะสี' อย่างที่เจ้าตัวกล่าวถ่อมตนเพราะผลงานที่ออกสู่สายตาประชาชนคนดู ตลอดจนครองความนิยมมาตลอด ๔ ทศวรรษ พอจะรับประกันได้ว่าเขาก็คือ 'ลายคราม' หนึ่งในวงการ

มีเหตุผลเพียงสั้นๆ ง่ายๆ แต่บอกลึกได้ถึงวิธีคิดและเคล็ดลับความสำเร็จ

"ผมทำงานละครทุกเรื่องด้วยความรัก"

โลกนี้คือโรงละครดังที่เช็คสเปียร์กล่าวไว้ ความรักในหัวใจของคนที่ทุ่มเททำงานเพื่อความสุขของผู้อื่น ก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้โรงละคร