"พระบรมธาตุเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์" วัดป่าเขาน้อย บุรีรัมย์

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เจดีย์รูปทรงปราสาทหินสีส้มอ่อน สูงสง่า ตั้งตระหง่านอยู่บนลานวงกลมกว้าง มีสีเขียวขจีอ่อนเข้มของพงไพรเป็นฉากหลัง ส่งให้ภาพแรกเห็น "พระบรมธาตุเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์" เมื่อเข้าไปใน "วัดป่าเขาน้อย" ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ เป็นศิลปกรรมงดงาม รูปลักษณ์วัฒนธรรมอีสาน เป็นเจดีย์อนุสรณ์สถานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อัฐบริขาร และอัฐิธาตุของพระโพธิธรรมาจารย์เถร (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ)

พระอริยสงฆ์ผู้เป็นลูกศิษย์ต้นของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่สุวัจน์ได้รับแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตจากคณะสงฆ์ไทย เพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมีวัดสาขาของท่านในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

วัดป่าเขาน้อย ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นวัดป่ากรรมฐานสาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ได้พัฒนาขึ้นตามปณิธานของ พระโพธิธรรมจารย์เถร (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ) อดีตเจ้าอาวาส และวิปัสสนาจารย์ ผู้เป็นที่เลื่อมใสเพื่อให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่มีความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไป เป็นวัดเก่าที่อยู่ใกล้ตัวเมือง สะดวกแก่การเดินทาง มีสภาพเป็นป่าเขาเหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นศูนย์รวมศรัทธาแก่คณะศิษย์และประชาชนในการปฏิบัติจิตภาวนา ดังคำของหลวงปู่เคยปรารภไว้ก่อนท่านละสังขารว่า "วัดป่าเขาน้อยนี้ หวังจะให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรม ให้ช่วยกันรักษาเอาไว้เน้อ ถ้าผมตาย ผมไม่ได้เอาไปด้วยดอก ที่สร้างก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเพื่อลูกหลานผู้อยู่ข้างหลังนั่นเอง"

"หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ'" มีนามเดิมว่า สุวัจน์ ทองศรี เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2462 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม ณ ตำบลตากูก กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ บิดาชื่อ บุตร มารดาชื่อ กิ่ง ทองศรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 5 คน โดยมี พี่ชาย 2 คน และน้องสาว 2 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก จนจบชั้นประถม (ชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น) ท่านมีโอกาสเรียนวิชาชีพกับช่างตีทอง จนมีความรู้พอประกอบอาชีพช่างทอง

วันหนึ่งท่านนั่งอยู่กลางทุ่งนา เห็นพระธุดงค์เดินผ่านมา เมื่อได้สนทนาเกิดความเลื่อมใส จึงตั้งความปรารถนาไว้ว่า "กาลข้างหน้าจะต้องออกบวชเป็นพระธุดงค์" ยิ่งท่านได้เห็นผู้หญิงท้องแก่คลอดก่อนกำหนด ไม่มีใครอยู่ในหมู่บ้าน เธอร้องขอความช่วยเหลือ น้ำคร่ำไหลออกมาเต็มไปหมด ท่านเข้าไปช่วยเหลือ ช่วยจับ ดึง และบอกให้ เบ่ง ๆ ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็นตั้งแต่เกิดมาประจักษ์แก่ใจ สงสารก็สงสาร เห็นทั้งเลือดทั้งคนปะปนกันออกมา เกิดปลงธรรมสังเวชในมนุษย์เป็นๆ ความเกิดเป็นทุกข์ประจักษ์แก่ใจแบบไม่มีวันลืม เกิดความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลาย คิดในใจว่า "สักวันหนึ่งต้องออกบวชอย่างแน่นอน"

ดังนั้น ในพ.ศ.2481 เมื่อท่านอายุได้ 19 ปี ก็ขออนุญาตบิดา มารดา บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก ท่านได้ตั้งใจศึกษา และประพฤติปฏิบัติธรรม จนเมื่ออายุใกล้ครบบวช จึงขออนุญาตบิดา มารดา อุปสมบท แต่เป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าวพอดี ท่านจึงได้ลาสิกขาบทจากสามเณรเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อมาช่วยบิดา มารดาเกี่ยวข้าว พ.ศ.2482 ท่านมีอายุครบ 20ปี จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก ซึ่งเป็นวัดมหานิกาย ได้รับฉายาว่า "สุวโจ" โดยมี พระครูธรรมทัศน์พิมล (ด้น) เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย (เมื่อครั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เคลือบ วัดดาวรุ่ง บ้านขาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์อุเทน เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ในพรรษาแรกของการเป็นพระภิกษุ ชาวบ้านบุแกรง อำเภอท่าตูม (ปัจจุบัน คืออำเภอจอมพระ) จังหวัดสุรินทร์ มาอาราธนาท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบุแกรง ซึ่งเป็นวัดร้าง ไม่มีพระจำพรรษา ต่อมา ในพ.ศ.2483 หลังออกพรรษา ท่านได้เดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดป่าศรัทธารวม ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี และโท พ.ศ.2483 และ พ.ศ.2484 ตามลำดับ ในพ.ศ.2484 หลังจากสอบพระปริยัติธรรม ได้นักธรรมชั้นโทแล้ว ท่านเกิดมีศรัทธาหนักไปในทางปฏิบัติภาวนา จึงเดินทางแสวงหาครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทั่งได้พบกับ "พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร" ณ วัดป่าศรัทธารวม ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เกิดความเลื่อมใสข้อวัตรปฏิปทาของ ท่านพระอาจารย์ฝั้น เป็นยิ่งนัก ท่านจึงได้ขอญัตติใหม่ในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ณ พัทธสีมาวัดสุทธจินดา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี ท่านเจ้าคุณพระธรรมฐิติญาณ (สังข์ทอง นาควโร พันธ์เพ็ง ป.ธ.5) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูธรรมธร (ทองดี) วัดศรีจันทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า "สุวโจ" อันมีความหมายเป็นมงคลว่า "ผู้ว่ากล่าวตักเตือนง่าย"

ญัตติแล้วท่านได้กลับไปจำพรรษา ณ วัดป่าศรัทธารวม จังหวัดนครราชสีมา เป็นเวลา 2 พรรษา โดยได้อยู่จำพรรษา และศึกษาธรรมกับ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และ พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล หลังจากนั้น ใน พ.ศ.2486 ได้ติดตาม พระอาจารย์ผั่น ปาเรสโก ออกเดินธุดงค์ไปทางพระธาตุพนม ในพ.ศ.2488 เมื่อออกพรรษาแล้วท่านได้ธุดงค์ไปทางจังหวัดกาฬสินธุ์ ขึ้นเทือกเขาภูพาน ไปจำพรรษา ณ วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) จังหวัดสกลนคร เพื่อกราบนมัสการขอโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรม กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เมื่อได้พบท่านพระอาจารย์มั่น ครั้งแรก ได้รับโอวาทธรรมจากท่านว่า "คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเล่น ถ้าทำเล่นจะไม่เห็นของจริง" และ "อาจารย์ของเธอ คือพระอาจารย์ฝั้น ตอนนี้แก่มากแล้ว สมควรที่เธอจะต้องทดแทนบุญคุณ เธอไม่ต้องมาอยู่กับเราที่นี่ ให้ไปปฏิบัติท่านอาจารย์ฝั้น ศึกษาและปฏิบัติกับท่านอาจารย์ฝั้น ก็เป็นที่เพียงพอแล้ว" หลังจากนั้น ท่านก็กลับมาติดตามอุปัฏฐากดูแล พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จนพระอาจารย์ฝั้น ได้ละสังขาร

อุปนิสัยหลวงปู่สุวัจน์ ท่านชอบจาริกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆทั่วประเทศ และต่างประเทศ ไม่ยึดติดในหมู่คณะ บางปีท่านเดินธุดงค์ถึง 2 รอบ จากจังหวัดสกลนคร ไปทางจังหวัดอุบลราชธานี ลงไปทางจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็ย้อนกลับมาทางจังหวัดอุดรธานี แล้วเข้าสู่จังหวัดสกลนครตามเดิม บางครั้งท่านเป็นผู้นำพระกรรมฐานรุ่นน้องออกเดินธุดงค์ เช่น คราวที่ถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นเสร็จ พระกรรมฐานระส่ำระสายขาดที่พึ่ง ท่านจึงเป็นผู้นำออกเดินธุดงค์ไปทางเขตอำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี โดยมี พระอาจารย์วัน อุตฺตโม พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร พระอาจารย์คำพอง ติสฺโส พระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต และ พระอาจารย์ประยูร เป็นผู้ติดตาม

ในระหว่างปี 2515-2524 หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ท่านถึงที่สุดแห่งธรรมด้วยอิริยาบถเดิน ขณะกลับกุฏิ ณ ถ้ำศรีแก้ว บ้านภูพานทอง ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ท่านเล่าว่า "คำเทศน์ของหลวงปู่ฝั้น และหลวงตามหาบัว เป็นหัวใจอันสำคัญที่นำท่านไปสู่อุดมธรรม" ท่านได้ทำประโยชน์ตนถึงที่สุดแล้ว ก็ยังทำประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ท่านได้นำพระธรรมที่บรรลุรู้เห็นแจ้งไปประกาศไกลถึงต่างแดน เป็นที่เลื่อมใสของชาวต่างชาติ โดยได้รับแต่งตั้งเป็น พระธรรมทูตจากคณะสงฆ์ไทย ในพ.ศ.2525 เพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านปฏิบัติศาสนกิจที่ได้รับมอบหมายนี้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในบางครั้งท่านต้องเดินทางไปแสดงธรรมยังที่ไกลๆ เช่น ในช่วง พ.ศ.2533-2534 ท่านเดินทางไปแสดงธรรมและอบรมจิตตภาวนา ตามคำอาราธนาของสมาคม IMS (Insight Meditation Society) ที่เมืองบอสตัน (Boston Town) มลรัฐแมสซาชูเซ็ทท์ (Massachusetts State) 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อมุ่งเผยแพร่พระธรรมคำสอนในภาคปฏิบัติภาวนา และการวางระเบียบข้อวัตรปฏิบัติตามแบบอย่างของวัดกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

มีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายให้สร้าง วัดวอชิงตันพุทธวนาราม เมืองออเบิร์น มลรัฐวอชิงตัน เลขที่ 4401 South 360th Street Auburn, WA 98001. มีเนื้อที่ 7 เอเคอร์ (ประมาณ 17.5 ไร่) พ.ศ.2528 สร้าง วัดป่าธรรมชาติ เมืองลาพวนเต้ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีเนื้อที่ 5เอเคอร์ (ประมาณ 12.5 ไร่) และ พ.ศ.2530-2535 สร้าง วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีเนื้อที่ 4.68เอเคอร์ (ประมาณ 12 ไร่) ต่อมา มีพุทธศาสนิกชนชาวอเมริกันท่านหนึ่งมีจิตศรัทธา ถวายปัจจัยเพื่อซื้อที่ดินบนเขา ในเมืองแวลเลย์เซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีเนื้อที่ 60เอเคอร์ (ประมาณ 150 ไร่) คิดเป็นเงิน 700,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 17,500,000 บาท ให้เป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนา ซึ่งต่อมาได้จัดตั้งเป็น วัดเมตตาวนาราม ในพ.ศ.2536ท่านได้มอบหมายให้ พระอาจารย์เจฟฟรี ฐานิสฺสโร รับเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา

หลวงปู่สุวัจน์เคารพพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และเคารพรัก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ช่วงที่ท่านไปปฏิบัติหน้าที่เป็นธรรมทูตในประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกครั้งที่ท่านเดินทางกลับมาเมืองไทย ไม่ว่าหลวงตามหาบัวอยู่ที่สวนแสงธรรม หรือวัดป่าบ้านตาด ท่านก็จะเดินทางไปกราบองค์หลวงตา ก่อนกลับวัดของท่านเอง หลวงปู่สุวัจน์ เมตตาญาติโยมมาก มากราบท่านแค่สองสามคน ท่านก็นำทำวัตร แสดงธรรม และปฏิบัติภาวนาทุกวัน ท่านให้ความสำคัญกับการภาวนามาก ท่านมีเมตตาแม้กับคนที่ไม่น่าจะเอาดีด้านการภาวนา ท่านก็หาหลักในการภาวนาให้ จนภาวนาเป็น เคยมีผู้ตกทุกข์ดั้นด้นไปกราบหลวงปู่ ท่านเมตตาให้ทั้งที่พัก ทั้งปัจจัย ท่านเมตตาสัตว์ชนิดต่างๆ ทั้งปลา นกกะทา ไก่ป่า นกกาเหว่า และรักต้นไม้มาก ท่านมักหาพันธุ์ไม้แปลกๆมาปลูกที่เขาน้อยเสมอ

เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2539 หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นเวลานาน ประกอบกับหลวงปู่มีปัญหาเรื่องปอดไม่แข็งแรงมานานแล้ว ในช่วงระยะ 1 ปีที่ผ่านมา หลวงปู่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคปอดติดเชื้อมาโดยตลอด (ประมาณ 4-5 ครั้ง) ในช่วงที่หลวงปู่เดินไม่ได้ ทุกๆเช้า ท่านลงมาที่ศาลาโรงฉัน และบิณฑบาตในรถเข็น เพื่อให้ญาติโยมได้สร้างบุญกุศลโดยทั่วหน้า หากสังขารเอื้ออำนวย หลวงปู่จะแสดงธรรมสั้นๆก่อนฉัน โดยเน้นให้หมั่นอนุโมทนาบุญเพื่อสร้างเสริมกุศลจิตในใจ และอานิสงส์ของการแผ่เมตตา หลวงปู่เน้นให้สร้างสมความดี ละชั่ว หมั่นตรวจสอบตนเอง และปฏิบัติภาวนาอย่างสม่ำเสมอว่า "การปฏิบัติภาวนานั้น เราจะเลือกปฏิบัติเฉพาะเวลาสุขไม่ได้ เราต้องปฏิบัติภาวนาให้ได้ทั้งในเวลาสุข และทุกข์" ทั้งพระ ทั้งโยม เมื่อปฏิบัติภาวนาติดขัด เพียงเข้าไปให้ท่านเห็น ท่านก็แก้ไขข้อข้องใจให้โดยที่ยังไม่ได้บอกท่านด้วยซ้ำ

ครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะละสังขาร หลวงปู่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ หัวใจท่านหยุดเต้นไป แต่คณะแพทย์ และพยาบาลได้ถวายการรักษาได้ทันท่วงที จึงสามารถช่วยท่านไว้ได้ ตลอดระยะเวลาที่ทำการรักษา หลวงปู่มักปรารภอยู่เนืองๆว่า ท่านอยากกลับไปวัด จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2545 หลวงปู่แข็งแรงสดใสขึ้นมาก คณะแพทย์จึงเห็นสมควรให้ท่านเดินทางกลับบุรีรัมย์ได้ เมื่อกลับไปที่วัดป่าเขาน้อย อาการท่านก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แข็งแรงมากพอที่จะไปพำนักโปรดญาติโยมที่วัดป่าปราสาทจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ได้ ประมาณ 1 อาทิตย์ จึงได้กลับเดินทางกลับมายังวัดป่าเขาน้อย หลังจากนั้น หลวงปู่มีอาการอ่อนเพลียมาก ท่านเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนบุรีรัมย์ หลังจากที่ท่านได้เข้าไปรักษาตัวได้ 2 วัน อาการดีขึ้นมาก แต่แล้วอาการของหลวงปู่ก็เริ่มทรุดลง และอาการหนักในคืนวันที่ 3 เมษายน เนื่องจากโรคปอดติดเชื้อที่แทรกซ้อนขึ้นมา หลวงปู่ละสังขารจากไปด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เวลา 13.12 น. สิริรวมอายุได้ 82 ปี 7 เดือน 7 วัน พรรษา 61 วันที่ 18พฤษภาคม 2545 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุชั่วคราว วัดป่าเขาน้อย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นประธาน และองค์จุดไฟพระราชทานเผาสรีระสังขารหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

หลังจากได้พระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่แล้ว คณะศิษย์ยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดสร้าง "พระบรมธาตุเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์" เจดีย์พระโพธิธรรมาจารย์เถร (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ) เป็นเจดีย์อนุสรณ์สถานเพื่อบรรจุอัฐบริขารและอัฐิธาตุของหลวงปู่สุวัจน์ให้ประชาชนได้สักการะ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นประธานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเปิดเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2550 งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างประมาณ 15 ล้านบาท ออกแบบโดย เทียนชัย ให้ศิริกุล และคณาจารย์จากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม แขนงสถาปัตยกรรม สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์

คำหลวงปู่สอน " ...เราสวดมนต์ไหว้พระอยู่เสมอ ก็อย่าไหว้แต่วาจา อย่ากราบแต่ด้วยมือ ตั้งจิตใจน้อมระลึกถึงความจริงด้วย ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ให้มีศรัทธาความผ่องใสในจิตในใจ จะเห็นอานิสงส์ จะได้เกิดความอุตสาหะพยายาม เกิดความพากเพียร เกิดสติระลึกคุ้มครองรักษาตัวเรา ให้เป็นผู้หมดจดสะอาดไปถึงสภาพแห่งความบริสุทธิ์ ให้จิตตั้งมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ได้ชื่อว่าเราเจริญรอยตามเป็นสาวกของพระองค์ ผู้เชื่อฟังผู้ทำตามพระองค์..."


(ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์www.dhammajak.net)