เปลี่ยนแปลงโลกด้วยความรัก ดร.ประมวล เพ็งจันทร์

สัมภาษณ์พิเศษ

       

        ๖ ปีที่แล้ว กลางป่าอันร่มครึ้มและสงัดเงียบของวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ เคยถ่ายทอดประสบการณ์จากการเดินเท้าจากเชียงใหม่สู่สมุย เป็นการเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์อันล้ำค่าจากการเดินเท้าเป็นระยะทางอันยาวไกลเพื่อค้นหาความหมายของชีวิตบางประการ...

ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ เป็นชาวเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เคยเป็นเด็กรับจ้างกรีดยางที่เรียนจบเพียงชั้นป.๔ ต่อมาจึงได้ตัดสินใจบวชเณรเพื่อหลีกหนีภาวะความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ๒๕๑๔ ต่อมาเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย จนจบปริญญาเอก สาขาปรัชญาจากมหาวิทยาลัยไมซอ ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นจึงกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อมาจึงลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และเริ่มต้นวันคล้ายวันเกิดปีที่ ๕๑ เพื่อออกเดินเท้าจากเชียงใหม่กลับสู่บ้านเกิดที่เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี การเดินทางในครั้งนั้นสำเร็จลงด้วยดี และประสบความสำเร็จในเชิงรูปธรรมอย่างยิ่งกับหนังสือ "เดินสู่อิสรภาพ" ที่เขียนโดย ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านอย่างกว้างขวาง และเป็นนัยะว่าสังคมไทยยังคงต้องการคำตอบในอิสรภาพและการค้นหาความหมายของชีวิต

อาจมีคำถามว่าการเดิน จะทำให้ค้นพบสิ่งใด? จะสามารถตอบคำถามมากมายอันเกี่ยวกับสุขและทุกข์ในชีวิตได้จริงแท้แค่ไหน? หลายปีผ่านไปหลังจากการเดินทางครั้งแรกจากเชียงใหม่ไปสู่สมุย ดร.ประมวลเดินทางไปยังประเทศอินเดียเพื่อเดินเท้าแสวงหาเป้าหมายในทางจิตใจ ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง และด้วยสายตาอันงามในการมองโลก ทำให้เรื่องราว "เปลี่ยนแปลงโลกด้วยความรัก" อาจเปลี่ยนแง่มุมวิธีคิดในการมองโลกของใครหลายคน...

เวลา ๖ ปีที่ผ่านไป หลายอย่างอาจเปลี่ยนแปลง แต่ ๖ ปี เหมือนไม่มีความหมาย เมื่ออาจารย์ประมวล นั่งลงเล่าเรื่องราวหลังจากพบกันเมื่อครั้งโน้น ต่อเนื่องพรั่งพรูราวกับไม่มีกาลเวลามาคั่นกลาง...

"หลังจากที่พบกันครั้งนั้น ผมก็เดินทางไปอินเดียอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะว่าหลังจากที่ผมเดินทางจากเชียงใหม่ไปสมุย มันเหมือนมีความรู้ชุดหนึ่งเกิดขึ้นในใจแต่ความรู้ชุดนั้นมันยังไม่สมบูรณ์ และผมคิดว่าผมควรจะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม แต่ผมไม่สามารถจะใช้ชีวิตเหมือนตอนเดินทางในเมืองไทยได้แล้วละ เพราะเดินไปที่ไหนก็มีคนรู้จักทักทายผม ความจริงผมอยากอยู่กับตัวเองให้มากและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงเป็นเหตุที่มาทำให้ผมเดินทางไปอินเดีย

ผมมีความปรารถนาอยู่ในใจลึกๆมานานแล้วว่า ถ้าเป็นไปได้ ในชีวิตนี้ผมอยากกลับไปขอบคุณอินเดียอย่างแท้จริงและลึกซึ้งสักครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแค่กล่าวถ้อยคำว่าขอบคุณแต่เป็นการขอบคุณจากใจและมอบกายมอบใจนี้เป็นเครื่องสำแดงออกถึงการขอบคุณนั้น ประกอบกับตัวเองคิดว่าความรู้ที่ตัวเองได้มา ควรต้องนำมาใช้เพื่อเดินต่อไป มันเหมือนเรารู้เทคนิคการเดิน ครั้งหนึ่งเราเคยปีนเขาเล็กๆ มันมีภูเขาสูงอยู่นี่ ถ้าเราปีนข้ามลูกนี้ได้ เราก็น่าจะข้ามลูกนั้นได้ ภูเขาที่ผมพูดถึงนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องกายภาพข้างนอกแต่หมายถึงสภาวะด้านจิตใจภายใน ผมจึงตัดสินใจเดินต่อโดยการใช้อินเดียเป็นฉาก และถือโอกาสขอบคุณอินเดีย

เมื่อสักครู่อาจารย์บอกว่าได้รับชุดความรู้หนึ่งที่ได้รับจากการเดินในเมืองไทย ชุดความรู้นั้นคืออะไร

ผมเคยเชื่อมั่นในชุดความรู้ที่ถูกผลิตขึ้นโดยความคิด โดยความที่ผมเรียนมาทางปรัชญา ความคิดที่เรามีการขัดเกลา ทำให้มันมีการใช้ตรรกะเหตุผลอย่างเป็นระบบ นี่คือชุดความรู้ที่ผมผลิตขึ้นจากความคิดเชิงปรัชญาและผมก็มีความภาคภูมิใจตลอดเวลาในช่วงที่เป็นอาจารย์ ภาคภูมิใจที่นำไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ของผม แต่มาถึงจุดจุดหนึ่ง ชุดความรู้นั้นไม่สามารถพาผมไปถึงเป้าหมายปลายทางที่แท้จริงในชีวิตของผมได้ เหมือนผมเดินทางโดยรถที่รวดเร็วแต่มันก็ไม่สามารถพาผมไปถึงบ้านได้ ผมต้องลงและต้องเดินเข้าบ้าน

ตอนที่ผมเดินจากกรุงเทพฯไปสมุย ผมได้ความรู้อีกชุดหนึ่ง เป็นความรู้จากจิตที่มันรู้อารมณ์ที่เป็นความรู้สึกจริงๆ และความรู้ประเภทนี้ไม่ได้ใช้ความคิดปรุงแต่งความหมายเลย มันเป็นจิตที่พอเราไปรู้อารมณ์ สภาวะที่ปรากฏขึ้นในใจเราแล้ว มันจะรู้สภาวะที่เป็นปัจจุบัน ณ ขณะนั้น และความรู้ชุดนี้มันไปตอบสนองส่วนที่ผมขาดหายไปตอนที่ผมใช้ความรู้จากความคิด ตอนที่ผมใช้ความรู้ที่ผลิตขึ้นโดยความคิด ผมรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว ผมรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ แต่ชีวิตที่ยังดำเนินไป ผมก็ไม่สามารถทำสิ่งที่ผมควรทำให้สมบูรณ์ได้ ผมไม่สามารถละสิ่งที่ผมรู้ว่าควรจะละได้ เช่น ความโกรธ ผมรู้มันเป็นสิ่งไม่ดี ผมควรจะละมันให้ได้ ผมควรจะไม่ต้องโกรธใครอีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่เวลาเรามีอะไรขึ้นมา เราก็โกรธ ความรักผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการได้รับกลับคืนเป็นสิ่งที่ดี โดยความคิดเรารู้แต่เราไม่สามารถทำได้ แต่ตอนที่ผมผละออกจากระบบคิดแบบนั้นโดยที่ไม่สนใจที่จะบอกว่าอะไรดีอะไรชั่ว มาอยู่กับจิตของผมที่รับรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน โดยที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน

ปรากฏว่าสภาวะที่ผมเคยคาดหวังว่ามันจะเป็น มันเกิดขึ้น ความโกรธที่มันติดแน่นอยู่ในใจผมมาเป็นเวลานานมันหายไปตอนไหนไม่รู้ ความกลัวที่มันเกาะกินผม...นึกถึงภาพออกไหมครับ อย่างเรากลัวผี เรารู้ว่าเราไม่ควรกลัวและเราก็รู้ว่าผีไม่มีโดยหลักวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนมา แต่พอเราไปอยู่ในห้องมืดๆที่มีความเชื่อว่ามีผี เราก็นอนตัวสั่นหลับไม่ลง แม้เราจะพยายามไม่กลัวแต่ก็ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากความกลัวได้ ความรู้สึกของผมตอนที่ใช้ความรู้ชุดที่ได้จากการเดิน ผมไม่มีความรู้สึกว่าต้องเพียรพยายามอะไรมากมายเลย ตอนที่ผมมานอนอยู่ที่วัดอุโมงค์หรือวัดผาลาด ตอนที่กลับมาจากการเดิน ที่วัดผาลาดมีกุฏิหลังหนึ่งที่พระบอกว่าผีดุ ผมก็ต้องไปนอน แต่เวลานอนบางทีผมก็ต้องสวดมนต์ด้วยความรู้สึกกลัวผีเหมือนกันนะ แต่พอกลับมาจากการเดิน ผมไปนอนที่นั่น ผมรู้สึกแปลกไป ถ้ามีผีจริง ผมอยากจะพบ อยากจะสื่อสารด้วย และความรู้สึกอยากจะพบนี้ทำให้ผมไม่รู้สึกกลัวเลย รู้สึกดีมากๆกับการนอนในกุฏิผีดุ แม้กระทั่งพระท่านบอกว่าอยากคุยกับอาจารย์ ผมก็บอกว่ามาคุยสิ ตอนหัวค่ำ ท่านบอกว่าแต่กลัว... (หัวเราะ)

ความรู้ที่ได้จากการเดินจากเชียงใหม่ไปสมุยมันเป็นความรู้อีกชุดหนึ่ง ถามว่าแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงไหม มันก็เป็นความรู้ที่เคยมีอยู่แต่มิติของมันลุ่มลึกกว่า เป็นมิติที่ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก ความรู้นี้ควรจะสมบูรณ์มากขึ้น ผมจึงกลับไปอินเดียโดยใช้ความรู้ชุดนี้ และมันทำให้ผมพบสิ่งที่มหัศจรรย์มาก

อาจารย์ได้พบอะไรที่อินเดียบ้างคะ

สิ่งที่เกิดในใจผมคือผมรู้สึกถึงความหมายว่าที่ผ่านมาผมใช้สิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ในตัวผมเองเป็นบทเรียน ก็ทำให้ผมพยายามข้ามพ้นความทุกข์นั้นให้ได้ แต่มาถึงวันหนึ่งผมกลับพบว่าความทุกข์ที่ปรากฏในแววตาของผู้อื่น มันเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าไม่น้อยกว่าความทุกข์ที่มีในตัวผมเอง

ความหมายที่ยิ่งใหญ่ไปปรากฏชัดตอนที่ผมไปคารวะพระแม่คงคาที่พาราณสี ผมตื่นมาแต่เช้าตอนตีห้า และอธิษฐานว่าผมจะก้าวเดินทีละก้าวไปคารวะพระแม่คงคาด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพ พอผมเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ก็มีสามล้อถีบคันหนึ่งเขาก็เหมือนกับเหยี่ยวเห็นเหยื่อเลย โฉบเข้ามาถึงตัวผมแล้วก็ดีดกระดิ่ง แล้วก็ถามว่าจะไปไหน เขาไปส่งได้ ผมก็บอกว่าผมจะไปพาราณสี มันไกลเกินไป ตั้ง ๑๔ กิโล เขาไม่สามารถถีบสามล้อไปได้หรอก เขาก็บอกว่าเพราะมันไกลตั้ง ๑๔ กิโล คุณเดินไม่ได้หรอก ควรขี่สามล้อดีกว่า ผมก็ไม่รู้จะตอบโต้เขาอย่างไร เพราะจิตของผมต้องการทำสมาธิ ผมก็เลยยิ้มแล้วก้มหน้าเดินต่อ เขาก็ถีบสามล้อประกบผมไปเรื่อยๆ แล้วก็ดีดกระดิ่งไปเรื่อยเพราะกลัวผมลืม บางครั้งไม่ใช่ดีดกระดิ่งเฉยๆ ร้องเพลงด้วย ช่วงขณะที่ผมทำสมาธิ ผมก็ไม่ได้คิดเรื่องสามล้อ คิดแต่เรื่องการเดิน

​ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งเหมือนมีอะไรมาจี้ใจ ผมหยุดกึกเลย สามล้อไม่คิดว่าผมจะหยุดทันที เขาถีบล้ำหน้าผมไปแล้วก็กระโดดลงมายืน ผมยิ้มให้เขาแล้วบอกว่าเราไปพาราณสีด้วยกัน เขาดีใจมาก รีบเชื้อเชิญให้ผมไปนั่งแล้วก็ถีบไปอย่างมีความสุข

สิ่งที่ผมอยากอธิบายตรงนี้คือผมรู้สึกสะเทือนใจมาก ผมเดินทางเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อหาความหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ ช่างน่าละอายที่ผมคิดแต่เป้าหมายของตัวเองและผมไม่ใส่ใจคนอื่นเลย ทำไมล่ะ สามล้อคนนี้เขาก็มีเป้าหมายของเขา ทำไมผมจึงไร้น้ำใจเหลือเกิน

ก็เลยถามเขาด้วยภาษาง่ายๆว่าหาเงินได้ดีไหม เขาบอกว่าช่วงนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย เขาหาเงินไม่ได้เลย ไม่มีใครขี่สามล้อมา ๓ วันแล้ว ถ้าวันนี้ยังไม่ได้เงินไม่รู้จะกลับบ้านได้ยังไง เพราะไม่รู้จะเอารูปีที่ไหนไปซื้อแป้งข้าวเจ้าให้ภรรยาและลูกกิน ตอนนั้นผมก็พูดไม่ค่อยออก แต่ก็พูดว่า วันนี้พี่จะมีเงินแล้วนะ พอเข้าเขตชานเมืองพาราณสี มีร้านค้าเปิดแล้ว ผมบอกให้เขาหยุดแล้วก็รีบลงไป ผมซื้อของพวกขนมปัง น้ำตาล หยิบแล้วมาวางที่สามล้อ ผมบอกว่าของทั้งหมดนี้ขอให้เขานำไปให้ภรรยาที่บ้าน แล้วก็ให้เงินมากกว่าที่เขาควรจะได้ เขายืนนิ่ง ผมเอามือไปบีบไหล่เขาและบอกว่าขอบคุณมากที่พาผมมาส่ง ผมหันหลังเดินจากไปไกลแล้ว

พอหันกลับไปมองเขาก็ยังยืนมองผมอยู่ ที่พูดถึงตรงนี้เพื่อจะบอกว่าสุดท้ายจริงๆแล้วความหมายที่ยิ่งใหญ่ มันไม่ได้สถิตในตัวเราเองเท่านั้นแต่มันมีความหมายตรงที่เรามีชีวิตอยู่และทำให้เกิดความหมายที่งดงามขึ้นในใจผู้อื่นด้วย พอเราคิดถึงแต่เป้าหมายของตัวเราเอง ทำให้ความหมายของเราเป็นความหมายส่วนตัว และทำให้โลกเราแคบ ไม่มีพื้นที่ให้แก่คนอื่น

มีคนจำนวนมากในปัจจุบัน ชีวิตคู่จำนวนมากอยู่ด้วยกันแล้วแต่ก็ต่างมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่มีพื้นที่ให้แก่คู่ชีวิต หรือคนรัก น่าเสียดายเป็นที่สุด ถ้าผมมีพลังอำนาจได้ ผมอยากพูดให้คนเข้าใจว่าแม้เราไม่สามารถจะมีพื้นที่ให้แก่คนทั้งโลกได้ แต่โปรดมีพื้นที่ให้แก่คนที่เป็นที่รักของเราเถิด เขาควรมีพื้นที่อยู่ในหัวใจเราอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่บีบคั้นจนทำให้เขารู้สึกอึดอัด และสุดท้ายสิ่งที่มันเป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์คือเราต่างมีพื้นที่ให้แก่กันและกันและความหมายของความเป็นมนุษย์ สุดท้ายมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ที่ซับซ้อนเพราะเราพยายามทำให้มันมีโลกส่วนตัวของเราและกีดกันคนอื่นออกไป ถ้าจะมีคนอื่น คนอื่นเป็นเพียงเครื่องมือเครื่องใช้ของเรา เมื่อไรที่เราลดคนอื่นมาเป็นเครื่องมือของเรา สิ่งแบบเดียวกันนี้เขาก็ทำกลับกับเรา

...เมื่อก่อนเวลาผมอยู่ในอินเดีย ผมจะรู้สึกหวั่นกลัวว่าผมจะถูกโกง ถูกเอาเปรียบ กลัวทรัพย์สินมีค่าจะสูญหาย ผมไปอินเดียครั้งที่ผ่านมา ผมตั้งจิตไว้แน่วแน่เลยว่าทุกสิ่งที่มีค่า หากแม้นมีผู้ใดปรารถนา เชิญมาหยิบฉวยเอาไปเถิด ไม่เฉพาะทรัพย์สินซึ่งเป็นเรื่องภายนอก แม้กระทั่งชีวิตผม หากว่ามีค่าสำหรับเขาผมก็มอบให้ด้วยความรู้สึกเป็นสุขเหลือเกินถ้าอินเดียจะรับเอาชีวิตนี้เป็นเหมือนเครื่องสังเวยบูชาที่ผมจะน้อมคารวะถวาย และความรู้สึกแบบนี้ทำให้ผมเดินทางบนแผ่นดินอินเดียได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ผมไม่เคยรู้สึกกังวล ผมไม่เคยถูกหลอก ไม่เคยรู้สึกถูกเอาเปรียบ

ของไม่หายเลย

มันก็ไม่มีของจะหายอยู่แล้วนะแต่ที่สำคัญคือเมื่อก่อนเรารู้สึกว่าเราจะถูกเอาเปรียบ เช่น เราเคยคิดว่าแม่ค้าที่ขายของจะโก่งราคาเรา คนถีบสามล้อปั่นจะโก่งราคาเรา แต่วันนี้ผมกลับมีความรู้สึกเป็นล้นพ้นเมื่อสามล้อถีบที่ควรจะคิดเงินแค่ ๕-๑๐ รูปีแต่เขาบอกว่าขอ ๕๐ รูปี ผมมีความสุขเพราะผมรู้ว่ามีเงินมากพอจะแบ่งให้เขา หลายหนที่เหมือนมีเทพเจ้าดลบันดาลให้เกิดปรากฏการณ์ ขณะที่ผมหยิบเงิน ๔๐ รูปี แล้วหาเหรียญ ๑๐ อีกหนึ่งเหรียญ เขามองหน้าผมด้วยสายตาที่แปลกใจแล้วก็บอกว่าเขาคงพูดผิด ผมก็นึกในใจว่าตอนแรกเขาคงคิดว่าผมมีเงินเยอะ ตอนนั้นผมก็มีเงินเยอะจริงๆเนื่องจากว่าผมได้เงินจากการขายหนังสือเดินสู่อิสรภาพ แต่เขาบอกว่าภาษาอังกฤษเขาไม่ดี เขาไม่ต้องการพูดว่า ๕๐ เขาต้องการพูดว่า ๑๕ ทันทีที่ผมได้ยิน ผมรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต มันเหมือนเราสะดุ้งทางความรู้สึก จิตของเรายังหยาบ ในขณะที่เราเห็นเพื่อนมนุษย์ เรายังคิดว่าเขาปรารถนาอะไรจากเรา แต่แท้จริงแล้วเพื่อนมนุษย์คนนี้ เขาไม่ต้องการอะไรจากเราเลย ผมพยายามยัดเยียดเงิน ๒๐ รูปีสองใบให้ เขาก็ไม่ยอมรับ ผมต้องจับข้อมือเขาไว้แล้วเอาแบงก์ ๒๐ สองใบ ใส่ไปในฝ่ามือเขา แล้วก็ยกมือไหว้เขาเพื่อบอกให้เขารับไปเถิด

เรามักจะอยู่กับความคิดประเมินคนอื่น

ใช่ การประเมินคนอื่นว่าเขาจะเอาจากเรา เราจะสูญเสีย และความรู้สึกกลัวสูญเสียทำให้เราสูญเสียความหมายที่งดงามในใจเราเอง และความหมายแบบนี้ที่ผมเข้าไม่ถึงเมื่อสมัยผมยังอยู่กับความคิด มันมีความขัดแย้งในระบบความคิดอยู่ตลอดเวลา เช่น เราบอกว่าการให้เป็นสิ่งที่ดี แต่พอเราให้ไปแล้ว มันก็มีความรู้สึกเหมือนกันว่าเราให้ไม่จริง เรายังคาดหวังผลอะไรเล็กๆน้อยๆจากการให้นั้น เรานึกว่าเราให้เงินขอทานสักบาทแล้วเขาจะยิ้มกับเรา เขาอาจจะไม่ยิ้มกับเราก็ได้ แสดงว่าแม้แต่การให้เงินขอทานเรายังคาดหวังสิ่งตอบแทนเลย

ผมไปอ่านคัมภีร์ของลัทธิตันตระ เขาพูดเป็นเชิงปริศนาธรรมว่า เมื่อเรามีหม้อน้ำที่ต้องการจะรักษาน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ไว้นั้น ให้ชำระล้างหม้อให้สะอาดเสียก่อน เพราะหม้อนี้อาจจะเคยผสมยาพิษหรือของสกปรกแม้เราจะเทมันออกไปแล้ว ต้องดูหม้อนี้ให้ดีว่ามันมีรอยรั่วหรือไม่ ต้องหงายหม้อขึ้น ความหมายของเขาคือต้องกลับไปสู่จิตของเรา ในจิตของเราอาจจะมีสิ่งที่เรียกว่ามลพิษ ความโลภ ความโกรธ ความหลงที่มันตกตะกอนอยู่ในใจเรา มันจะเป็นเครื่องปรุงความคิด เมื่อเราถูกปรุงด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ความคิดที่ปรากฏขึ้นจึงเป็นความคิดที่มีความกลัว คับแค้น ความคิดไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายแต่ถ้ามันถูกทำให้เกิดจากฐานตรงนี้ เช่นถ้าเราคิดจากความกลัว ได้ยินเสียงอะไรขณะที่เรากลัวอยู่ เราก็คิดว่าเสียงนั้นคือเสียงที่น่ากลัวทันที

การเดินทางในอินเดีย อาจารย์ได้พบสิ่งที่ต้องการไหมคะ

คิดว่าได้พบ ผมเริ่มต้นระยะแรกด้วยการเดินไปสู่สถาบันการศึกษาที่ผมเคยศึกษาทุกแห่ง เริ่มต้นจากชั้นปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก ผมใช้รูปแบบของการกลับไปสู่ที่เดิมเพื่อสำรวจตรวจสอบว่าเวลาที่ผ่านไป...เช่นสถาบันการศึกษาที่ผมเรียนปริญญาตรีมันก็ผ่านมา ๓๐ ปีพอดี ผมกลับไปดูว่า ๓๐ ปีที่ผ่านไปมันเกิดอะไรขึ้นใหม่ในใจของผมบ้าง ผมคิดง่ายๆแค่นั้นแต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดความหมายที่ยิ่งใหญ่ เช่น เมื่อผมกลับไปที่วิทยาลัยที่ผมเรียนชั้นปริญญาตรี ผมอยากจะกลับไปหอพักที่ผมเคยอยู่ แต่บังเอิญว่าหอพักนั้นชำรุดจนเขาเลิกใช้งานไปแล้ว ผมก็ไปแค่ยืนเคารพหน้าหอพักเก่าๆก็พอ แต่วันสุดท้ายที่ผมไปลาวิทยาลัยเพราะจะเดินทางต่อเช้ามืดวันนั้น มีอาจารย์ท่านหนึ่งเขาเดินมาเจอผม พอเขารู้ว่าผมต้องการเช่นนี้ เขาบอกเลยว่าถ้าคุณยังต้องการจะเข้าไปฉันจะจัดการให้เพราะฉันเป็นอาจารย์ผู้ดูแลหอทั้งหมดของวิทยาลัย

แล้วแกก็สั่งให้นักการภารโรงให้ไปหากุญแจมาเปิดประตูหอและเปิดห้องให้ผม ผมเลยได้มีโอกาสเข้าไปในหอพักที่เหมือนย้อนเวลาไปหาอดีต ช่วงขณะที่ผมไปอยู่ในห้องหมายเลข ๕๕ ซึ่งผมอยู่สมัยเรียน ผมบอกให้ภารโรงออกไป ผมจะอยู่ที่นี่สักพักหนึ่ง หอที่มันร้าง สภาพที่มันเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรมมันทำให้เกิดบรรยากาศของความหมายของชีวิตที่ผมซึ่งก็แก่เต็มทีแล้ว ได้กลับมาเห็นหอพักเก่าที่เราเคยอยู่ เหมือนได้กลับมาเห็นตัวเอง

วันนั้นเหมือนมีมนต์วิเศษ จากที่ผมยืนสำรวมนิ่งสงบ ตั้งใจว่ายืนนิ่งทำสมาธิ ผมไม่รู้ว่าผมเปลี่ยนเป็นท่านั่งไปตอนไหน น้ำตาผมไหลออกมาเพราะมันสุดที่จะระงับความหมายที่เกิดขึ้นในใจได้ มันรู้สึกถึงความหมายของชีวิตที่แสนมหัศจรรย์ ผมเกิดความสำนึกรู้อันหนึ่งซึ่งผมไม่สามารถใช้ภาษาพูดชัดๆได้ พูดไปแล้วคนอาจจะเข้าใจผิด คือผมมีความรู้สึกเหมือนว่าครั้งหนึ่งในอดีตผมเคยคิดว่ามันมีความจริงหรือมีความหมายที่ผมจะต้องมุ่งหน้าไปแสวงหามัน และผมก็วิ่งอย่างรวดเร็ว ไขว่คว้าไปหาความหมายที่มันอยู่ไกลนั้น ผมเหน็ดเหนื่อยเพื่อไปให้ถึง แต่มาถึงวันหนึ่งผมกลับรู้สึกว่าความหมายนั้นมันอยู่ในตัวผมเอง ความจริงที่มันมีอยู่นั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใครอื่นสร้าง ผมต่างหากที่เป็นผู้สร้างความหมายนั้นขึ้นมา ความรู้สึกแบบนี้มันปลดปล่อยสิ่งที่คาอยู่ในใจผมมานานจากการที่ผมผลิตความรู้เชิงความคิดไว้เยอะ ยากมากที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้เป็นถ้อยคำแต่สามารถพูดได้ว่ามันเหมือนกับได้ทะลุผ่านมิติ จากห้องมืดไปสู่ห้องสว่าง

นึกถึงภาพว่าเราผ่านความทุกข์ยากมามากมาย ทำให้ผมรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เต็มไปด้วยความขมขื่นในชีวิตว่าทำไมเราจึงโชคร้าย แต่วันนั้นมันเหมือนกลับพลิกตาลปัตรว่าทำไมเราโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาในสถานการณ์เช่นนั้น ผมโชคดีเหลือเกินที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ โชคดีเหลือเกินที่อายุแค่ ๑๑ ปีก็ต้องออกไปหาเงิน ขายแรงงานราคาถูกๆในท่ามกลางความโหดร้ายรุนแรงของสภาพแวดล้อม ผมโชคดีทุกๆเรื่องมาเลยจนกระทั่งมาเป็นผมในปัจจุบันนี้ ผมรู้สึกได้ว่าเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ผมเคยนอนร้องไห้ในห้องนี้ด้วยความเจ็บปวดขมขื่น แต่วันนี้ผมนั่งน้ำตาไหลพรากในห้องนี้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน ไม่น่าเชื่อ

พอผมมีประสบการณ์จากตรงนี้ แทนที่ผมจะออกจากวิทยาลัยปริญญาตรีไปที่ที่ผมเรียนปริญญาโท ผมกลับมีความคิดวูบขึ้นมาเลย ผมเดินทางไปยอดเขาหิมาลัยซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำคงคา ตอนนั้นผมไปพบครูคนแรกที่สอนหนังสือผมที่อินเดีย โชคดีที่ครูยังมีชีวิตอยู่และแก่มากแล้ว ภรรยาครูบอกว่าครูหลงๆลืมๆแล้ว ภรรยาท่านก็บอกให้ผมมายามบ่าย ถ้าครูได้นอนหลับสักพัก ตื่นขึ้นมาความคิดจะแจ่มใส

พอท่านนั่งคุยกับผม มันสุดแสนมหัศจรรย์ คำพูดของครูเป็นคำง่ายๆ เช่น ผมเล่าให้ครูฟังว่าผมเชื่อว่าอินเดียนี้มีความรู้ชุดหนึ่งที่สูงส่งมาก ผมอยากเข้าถึงความรู้นั้น ท่านพูดยังไงรู้ไหมครับ

ท่านว่า "เมื่อคุณสมาทานพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง นั่นคือวิถีที่ถูกต้องแล้ว ดำเนินไป ชีวิตนี้เปรียบประดุจวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ มีประตูเข้าหลายทาง จะเข้าทางไหนไม่ใช่ประเด็น เมื่อเราเข้ามาสู่วิหารนี้แล้ว เราอยู่ในที่เดียวกัน" คำพูดแบบนี้ช่างประเสริฐ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่าผมอยากจะสำรวจประตูอื่นๆ ที่สำคัญผมมีอะไรคาอยู่ในใจ

สมัยผมเป็นนักศึกษา ผมดูหมิ่นดูแคลนแบบฮินดูว่าเป็นความเชื่อที่งมงาย และเพราะความเชื่อนี้ทำให้พุทธศาสนาค่อยๆเสื่อมไป ผมจึงอยากทบทวนใหม่ และเดินทางไปถึงต้นน้ำคงคา ตอนนั้นผมตั้งใจจิตปรารถนาว่าในเมื่อผมเคารพอินเดีย ผมต้องเคารพด้วยจิตใจที่น้อมไปเพื่อเรียนรู้โดยไม่มีอะไรขัดขืน ผมทำตัวเหมือนชาวฮินดูที่จาริกแสวงบุญคนหนึ่ง และขณะที่ผมไปอยู่ที่นั่นผมก็ได้พบความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย วันหนึ่งเมื่อผมนั่งทำสมาธิภาวนาในตอนเช้า ยังไม่ทันสว่าง ผมต้องการใช้ชีวิตเหมือนชาวฮินดูที่ ต้องตื่นแต่เช้ามาบูชาเทพ ขณะที่ผมนั่งสมาธิภาวนา ก็เริ่มรู้ด้วยความรู้สึกว่ามันเริ่มมีไออุ่น แสดงว่าความเย็นจากค่ำคืนมันหายไป เมื่อผมลืมตาขึ้นมองไปบนยอดเขาหิมาลัย ยอดเขามีหิมะสีขาวปกคลุม ตอนที่ผมมองไป มันมีส่วนยอดที่ต้องแสงอาทิตย์ มันเป็นสีทองสุกปลั่ง ผมขนลุกซู่และจิตมันบอกไม่ถูกว่าคืออะไร ทำได้เพียงแค่ว่าก่อนที่พระอาทิตย์จะปรากฏว่า อุษาเทวีจะปรากฏมาก่อน ผมนึกถึงบทสวดสรรเสริญอุษาเทวีที่ผมสวดมาหลายเช้าแล้ว ความหมายของบทสวดนั้นคือกล่าวคำสดุดี ขอบพระคุณอุษาเทวี เทวีแห่งท้องฟ้า ที่อุษาเทวีนำความงดงามมามอบให้ นึกถึงภาพสิครับ ผมมีชีวิตมาห้าสิบกว่าปีแต่ไม่เคยสัมผัสความงามที่มันงามแบบนี้ ผมรู้เลยว่าทำไมชาวฮินดูเขาจึงมีชีวิตแนบสนิทอยู่กับธรรมชาติ ความรู้สึกแบบนี้ผมไม่สามารถสื่อสารเป็นคำพูด แต่พูดในเชิงเหตุผลได้เลยว่านี่คือความรู้สึกที่ทำให้ความเคลือบแคลงว่าฮินดูไร้สาระ ไม่มีเหตุผล มันหายหมดเลย ผมไม่มีข้อคำถามในคติความเชื่อแบบฮินดู ความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเทวีที่ปรากฏในธรรมชาติอีกแล้ว

ความรู้สึกนี้ผมรู้สึกได้ว่ามันส่งผลก็ต่อเมื่อผมไปพาราณสีแล้ว คือหลังจากนั้นผมก็เดินทางไปเรื่อยๆ ผ่านไปเดือน สองเดือน สามเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งผมไปอยู่พาราณสี ตอนนั้นผมมีเจตจำนงว่าผมจะเดินทางไปคารวะสังเวชนียสถาน ผมคิดว่าควรจะเดินไปคารวะพระแม่คงคาที่พาราณสี ด้วยความเชื่อว่าฮินดูทุกคนต่างมีความปรารถนาว่าในชีวิตหนึ่งควรจะได้ไปคารวะพระแม่คงคาที่ท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองพาราณสี หรือถ้าจะตาย ศพของเขาควรจะได้ไปเผาและลอยอังคารที่นั่น วันที่ผมไป ผมก็ไปเดินทุกๆท่า ขณะนั้นเป็นฤดูร้อน ร้อนมาก ช่วงที่ผมไปยืนดูเขาเผาศพ ทั้งเปลวไฟ เปลวแดด เหงื่อผมโซม แต่ผมก็รู้สึกเลยว่าความร้อนก็เผากิเลสผมไปในตัวด้วยนะครับ แต่สิ่งมหัศจรรย์คือเมื่อผมเดินครบทุกท่าแล้ว ความรู้สึกศรัทธาที่เกิดในใจผม ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะทำอย่างนี้ ผมคุกเข่าลงที่ท่าน้ำสกปรกๆในสายตาคนทั่วไป แล้วผมก็เอามือทั้งสองข้างช้อนลงไปในกระแสน้ำแล้วยกขึ้นดื่ม แล้วเอามาลูบศีรษะ ตอนที่ผมดื่มน้ำ ผมขนลุกซู่ ชั่วขณะนั้นผมรู้ได้เลยว่าความหมายของความศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงไหน

สมัยก่อนผมเคยรังเกียจมาก ผมเคยไปงานศพของแม่เพื่อน ทุกคนที่ไปร่วมเผาศพต้องจบพิธีกรรมด้วยการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตอนนั้นผมฝืนใจทำเพื่อรักษาประเพณีของเขา แต่พอน้ำเข้าไปในปากมันอ้วกออกมา มันสะอิดสะเอียน ทั้งกลิ่นเหม็นอะไรบอกไม่ถูก แต่ตอนที่ผมนั่งดื่มน้ำ ผมรู้เลยว่าที่ผ่านมาความสะอาด สกปรก ความศักดิ์สิทธิ์ ความเสื่อมทั้งหมดทั้งปวงอยู่ที่ใจเราแท้ๆเลย ใจสำคัญที่สุด

นี่เป็นตัวอย่างว่าพอมาถึงจุดจุดหนึ่งผมมีความรู้สึกได้ถึงความหมายถึงจิตที่ไม่ได้ถูกแบ่งแยก คำพูดของครูที่ว่าวิหารแห่งชีวิต เข้าประตูไหนก็ได้ กลายเป็นความหมายที่ทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นจริงได้

สภาวะที่อาจารย์พบ อาจารย์อยากบอกเล่าแก่คนอื่นอย่างไร

บางช่วงผมคิดถึงนักศึกษา ผมอยากเล่าให้ฟังมากแต่ไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร เช่น ช่วงหนึ่งที่ผมไปที่ Khajuraho ผมเกิดความรู้สึกอันหนึ่งที่เกิดจากบทเรียนในชีวิตของผมเอง ที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องภาพแกะสลักทางกามารมณ์ที่วิจิตรอลังการมาก ผมก็เห็นว่ามันน่าตื่นตาตื่นใจ ในการไปครั้งนั้น วันที่ ๒ ที่ผมเจริญสมาธิภาวนา ผมพบความหมายบางอย่างว่าแท้จริงแล้วเรื่องเพศมันเป็นส่วนหนึ่งของความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต ถ้าวิหารแห่งชีวิตที่ผมพูดกับครูมันเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเพศก็คือองค์ประกอบที่วิจิตรอลังการในวิหารนี้ ไม่ใช่สิ่งต่ำช้า แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกรังเกียจเพราะมันมีอะไรบางอย่างที่เราเข้าไม่ถึง และความหมายนี้เป็นความหมายที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมอยากจะสื่อสารความหมายนี้กับหนุ่มสาว เพื่อให้เขารู้ว่าจริงๆแล้วความรู้สึกหรือสัญชาตญาณทางเพศที่เขามีอยู่ ถ้าเขาทำให้มันตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสม ไม่ใช่สิ่งที่เป็นมารที่จะขัดขวางการเข้าไปสู่ความหมายที่สูงส่งแห่งชีวิตเลย นอกจากไม่เป็นมารแล้วยังเป็นเทวีที่จะเชื้อเชิญเราเข้าไปสู่วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ได้

เมื่อวานนี้มีลูกศิษย์คนหนึ่งอยากพบผมมาก เขาพูดถึงเรื่องความรู้สึกของเขาที่มีต่อเพื่อนผู้ชาย มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เขารู้สึกลำบาก ยุ่งยาก เจ็บปวด ผมบอกเขาว่าสถานการณ์ที่คุณเผชิญเป็นปัญหาก็ได้ เป็นโอกาสก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณทำความเข้าใจกับสถานการณ์นั้นอย่างไร ความรู้สึกทางเพศอาจจะเป็นมารขัดขวางเราก็ได้ อาจจะเป็นเทวีหนุนเสริมให้เราเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ ขอให้ทำความเข้าใจและอย่าทำให้สิ่งนี้เป็นมาร

คนที่มีความทุกข์มาหาอาจารย์เยอะไหมคะ

ครับ ถ้าผมอยู่ในเชียงใหม่ ถ้าไม่วิกฤติจริงเขาก็ไม่ค่อยนะครับ (หัวเราะ) อย่างคนเมื่อวานนี้เขาบอกว่าเขาหมดความสดชื่นรื่นเริงในชีวิต ชีวิตตกต่ำมืดมนไปหมด ผมก็บอกว่ามาเลย ไม่ต้องเกรงใจ เราไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันมากแต่ผมเชื่อว่าเขามีศักยภาพเพียงพอที่จะรู้ความหมายที่ผมจะสื่อสาร ขอให้บอกว่ามีปัญหาอะไร เขาก็พูดไปร้องไห้ไป

ผมบอกว่าคุณเคยรู้สึกไหม วันหนึ่งเมื่อเราเดินทางออกจากบ้านแล้วฝนตก เราจะเกิดความรู้สึกหวั่นกลัว กลัวจะเปียกฝน โทรศัพท์จะเสียหาย ความรู้สึกกลัวทำให้การตกลงมาของฝนเป็นสิ่งที่น่าหวั่นพรั่นพรึงเป็นที่สุด แต่คุณเคยเห็นไหมว่ามีคนบางคนเขาก็เดินไปท่ามกลางสายฝนอย่างมีความสุข ถามว่าอะไรคือความต่างระหว่างคนคนหนึ่งที่เดินไปท่ามกลางสายฝนอย่างมีความสุข...ใจไงครับ ใจที่เขามีความรู้สึกเบิกบานกับสายฝนกับใจที่หวั่นกลัวสายฝนเพราะไปหวงแหนอะไรบางอย่าง ฝนตกไม่ใช่ปัญหา แต่ใจของเราต่างหากที่เป็นปัญหา จริงๆถ้าเรากลัวเราก็จัดการได้ โทรศัพท์จะเปียกฝนเราก็ใส่ถุงพลาสติกได้

...การพูดคุยกับคนหนุ่มสาว บางเรื่องเราไม่สามารถพูดคุยในเรื่องทฤษฎีได้ เราต้องคุยผ่านประสบการณ์หรือความทุกข์ของเขา เมื่อเขารู้สึกว่าเขาทุกข์เหลือเกิน ตรงนั้นเป็นโอกาสที่ทำให้ผมสามารถสื่อสารอะไรบางอย่างผ่านความทุกข์ของเขาได้

มันน่าเสียดายอย่างหนึ่งว่าความรักที่ปรากฏขึ้นในใจคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน มันให้ผลหอมหวานเพียงช่วงสั้นๆ ถ้านึกภาพชีวิตมนุษย์ว่าเราเริ่มมีคนรักอายุ ๒๐-๒๕ ขึ้นไป แล้วมีอายุเฉลี่ยสัก ๗๐ ปี น่าเสียดายที่เราได้ลิ้มรสชาติของความหอมหวานเรื่องความรักแค่ช่วงสั้นๆ ที่เหลือกลับเป็นความรักที่จืดชืด พอผ่านไปก็กลายเป็นขมขื่น ทั้งๆที่ความจริงรสชาติที่แท้จริงของความรักเป็นรสชาติที่หอมหวานจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อวานลูกศิษย์ผม เขายกมือไหว้และสารภาพว่าตอนที่หนูฟังอาจารย์พูดซ้ำๆว่าอาจารย์มีความสุขเหลือเกินที่ได้ตื่นนอนตอนเช้าและชงกาแฟให้อาจารย์สมปอง (ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมปอง เพ็งจันทร์-ภรรยา) อาจารย์เป็นครูหนู หนูก็เอาไปพูดต่อ แต่หนูไม่เข้าใจ หนูเพิ่งเข้าใจวันนี้

เมื่อครั้งที่แล้วที่อาจารย์เดินจากเชียงใหม่ไปสมุย มีปัญหาเรื่องสุขภาพพอสมควร ที่อินเดียมีปัญหาไหมคะ

ไม่มีเลยครับ ตอนที่ไปสมุยมันเป็นเพราะผมไปตั้งเงื่อนไขบีบคั้นสภาวะความสัมพันธ์ของผมกับคนภายนอก ปณิธานของผมคือไม่ต้องการเบียดเบียนใคร คำว่าเบียดเบียนผมไปนิยามว่าผมต้องไม่ขอ เพราะถ้าขอ คนไม่พร้อมจะให้ เท่ากับเบียดเบียนเขานะครับ การกระทำเช่นนี้ทำให้เป็นเงื่อนไขบีบคั้นทำให้ผมต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดอาหาร บางครั้งก็เป็นลมหน้ามืดไป แต่พอไปอินเดียผมไม่ทำอย่างนั้น เพราะผมมีเจตนาว่าในสมัยผมเป็นหนุ่มนั้น ผมยากจนเหลือเกิน ผมเป็นหนี้บุญคุณชาวอินเดียมาก วันนี้ผมมีเงินผมจะจ่ายหนี้ให้คนอินเดีย ผมจะไม่ต่อรองราคาสินค้าไม่ว่าเขาจะบอกแพง ผมจะไม่ปฏิเสธการให้ถ้าสิ่งนั้นผมให้ได้ เพราะฉะนั้นตอนที่ผมเดินทางไปอินเดียผมจึงจ่ายเงินสนุกสนานแต่ไม่ได้หมายความว่าจ่ายเพื่อความสะดวกสบายนะ ผมนอนอยู่ริมถนนกับพวกขอทานแต่ถ้าผมไปซื้อของ เขาบอกราคาเท่าไร ผมไม่เคยต่อ

เมื่อก่อนตอนที่ผมอยู่อินเดีย ผมจะระมัดระวังไม่ให้พวกนักล่าเหยื่อตามสถานีรถไฟมาจับเหยื่อ คือผม แต่ตอนนี้ไม่ ผมไปที่ไหน ผมถือว่าเขาเป็นเทพแห่งอินเดียอวตารมารับผม แล้วมันมีสิ่งมหัศจรรย์นะครับ ผมไปที่เมืองมะนาลี มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ที่สถานีขนส่ง พอสบตากัน ผมก็กำหนดหมายว่านี่คือเทพที่มาต้อนรับผมละ(หัวเราะ) พอผมลงจากรถผมก็เข้าไปหาเขาเลย ผมเดินทางมาไกล เป็นผู้แสวงบุญ ช่วยกรุณาพาผมไปหาที่พักด้วย เขาถามว่าคุณต้องการที่พักแบบไหน แบบไหนก็ได้ เขาถามอีกว่าราคาสักเท่าไร ผมบอกว่าถ้าเป็นไปได้ ในเมืองอื่น ผมพักไม่เกิน ๒๐๐ รูปี

เขาก็ทำท่าคิดหนักเพราะเมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่พักจะแพงกว่าเมืองอื่น ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ผมเชื่อใจคุณว่าคุณจะพาผมไปสู่ที่ที่ผมต้องการ เขาก็พาผมไป เขาพาผมเดินขึ้นภูเขาไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะไม่เดินตามเพราะคิดว่าเขาจะพาผมไปปล้นแน่ พอผมหยุดเพราะเหนื่อย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ไกล ใกล้ถึงแล้ว เขาพาผมไปโรงแรมชื่อ Greenland เขาบอกให้ผมรออยู่ข้างนอก เข้าสูตรเลยเพราะเขาต้องไปเจรจาค่าคอมมิสชั่น เขาเข้าไปเจรจาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยกมือบ๊ายบาย บอกว่าโอ.เค. เพื่อน คุณพักที่นี่ได้ ๒๐๐ รูปี ตอนนั้นก็คิดว่าจะเอาเงินให้เขา แต่ไม่เป็นไร ดูเขาไม่สนใจเงินเลย เขาคงได้ค่าคอมมิสชั่นแล้ว ผมจึงเข้าไปที่โรงแรม พอเข้าไปถึงก็ลงทะเบียน ผมก็ถามเขาว่าที่พักปกติราคาเท่าไร เขาบอกว่าปกติช่วงท่องเที่ยวก็ ๘๐๐ รูปี แต่ตอนนี้โลว์ซีซั่น ลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอย่างนั้นก็ต้อง ๔๐๐ สิ ผมเลยถามว่าผมต้องจ่ายเท่าไร เขาบอกว่าปกติก็ ๔๐๐ แต่เพื่อนคุณมาขอ เขาบอกว่าเขาหาแขกให้โรงแรมนี้มากแล้ว วันนี้เขาขอห้องในราคา ๒๐๐ ให้กับเพื่อนสักห้องหนึ่ง ผมมือสั่นเลยครับ ผมรีบเอาเป้ขึ้นไปเก็บ แล้วก็วิ่งไปตามหาเขา ขาลงนี่ผมวิ่งไม่หยุดเลย จนไปถึง บขส.ไม่เห็นเขา ผมอยู่ที่เมืองมะนาลีต่ออีก ๒ วัน ด้วยเจตจำนงเพียงเพราะอยากพบเด็กหนุ่มคนนี้เพื่อขอบคุณเขา ไม่พบ เขาเป็นเทพแท้ๆ

แล้วเจอเทพที่มาทำให้ลำบากบ้างไหมคะ

ไม่มีครับ มีแต่เทพมาทดสอบความมั่นคง เช่นวันที่ผมจะกลับ ขณะที่ผมอยู่ในอินเดีย ผมซื้อหนังสือสวดเยอะเลย ตั้งใจว่าจะเอากลับเมืองไทย พอเอาขึ้นชั่ง เจ้าหน้าที่บอกว่าน้ำหนักเกิน ต้องเสียเงินเพิ่ม ๕,๖๗๐ รูปี ผมก็บอกว่าผมไม่มีเงินสดแต่มีบัตรเครดิต คุณช่วยรับบัตรเครดิตได้ไหม เขาบอกว่าได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ขอให้เอากระเป๋าออกจากเครื่องชั่งแล้วรอก่อน ผมเป็นผู้เช็คอินคนแรก เขาเปิดเคาน์เตอร์เช็คอินเมื่อหกโมงเช้า ผมยืนรอสวดมนต์ไปเรื่อยๆจนถึงแปดโมงจนผู้โดยสารคนสุดท้ายเช็คอินเสร็จ ผมก็รีบแสดงตนว่าที่ผ่านมา ๒ ชั่วโมง ผมยังไม่หนีหายไปไหนนะ เพราะเขาทำท่าจะปิดเคาน์เตอร์แล้ว เขาบอกว่าเขาออกเวรแล้ว แล้วก็ไม่ดูหน้าผมเลยนะ เอาละ ทีนี้ จะเอายังไงกับชีวิต

คือก่อนหน้าที่จะมาถึงวันนั้น ผมต้องการอ่านหนังสือปรัชญาปารมิตา ผมหามาตลอด สุดท้ายผมพบหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่มันอยู่นอกสต๊อคแล้ว ผมดีใจมาก แล้วก็เอาหนังสือเล่มนั้นและเล่มอื่นๆมาอ่านในคืนนั้น มันได้คำแนะนำอันหนึ่งว่าคนที่ภาวนาปรัชญาปารมิตามนต์นั้น ต้องภาวนาปรัชญาปารมิตามนต์ในความหมายที่เป็นอิทิลิน มนต์สำหรับบูชาพระแม่ปรัชญาปารมิตา วันที่ผมไปยืนท่องคาถาที่เคาน์เตอร์ ผมใช้อิทิลิน เมื่อบุรุษผู้นั้นจากผมไปแล้ว ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร เทวีแห่งอินเดียอาจจะอยากให้ผมอยู่อินเดียต่อ จนกระทั่งมีคนมาเปลี่ยนป้ายเที่ยวบินตรงเคาน์เตอร์ สักพักมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงมา ผมก็คิดว่าผมสวดสรรเสริญเทวี เมื่อตะกี้มันเป็นเทพ (หัวเราะ) ตอนนั้นแปดโมงกว่าแล้วและเที่ยวบินผมออกแปดโมงสี่สิบห้านาที ผมบอกว่าผมต้องการไปกรุงเทพฯ ด้วยเที่ยวบิน AI 318 ผมยื่นบัตรเครดิต ตั๋วเครื่องบิน พาสส์ปอร์ต ให้เขา พอได้ตั๋วแล้ว ผมถามว่าไม่เอาเงินเหรอ เขาโบกมือ เขาเอ่ยแค่ว่าให้ผมเดินทางโชคดี

ทำไมเทพตนนั้นไม่เช็คอินให้อาจารย์นะคะ

(หัวเราะ) ตอนที่ผมจะขึ้นเครื่องบิน ผมวิ่งเลยนะครับ ตอน security check ผมแซงคิวหมดเลย ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกว่า ตอนที่ผมขึ้นมานั่งบนเครื่องบินแล้ว ผมบอกไม่ถูกเลยนะ การมาอินเดียครั้งนี้ได้ความรู้อย่างสุดแสนจะพรรณนาได้

บทเรียนสุดท้ายที่สนามบินทำให้ผมรู้ว่าจริงๆในชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมมีจิตใจที่ขัดขืน เอาความอยากความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง เมื่อสิ่งใดไม่ได้ดังใจ ผมก็จะดิ้นรนทุรนทุราย ตำหนิประณามสิ่งที่เป็นอุปสรรคนั้นๆ ชีวิตผมตั้งแต่จำความได้จนถึงบั้นปลายชีวิต ผมมีเป้าหมายของผม ครั้งนี้ผมมีเป้าหมายจะขึ้นเครื่องบิน ผมไม่ดิ้นรนขัดขืนอะไร ผมสนุก ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมมีความรู้มากพอด้วยการจัดการสิ่งเหล่านี้ด้วยการไปหาใครก็ได้ แต่วันนั้นเหมือนเขาพิสูจน์อะไรผม ผมยืนนิ่งๆ มีคนหลายคนทั้งฝรั่งและไทยมาถามผมว่ามีปัญหาอะไร ผมบอกว่าไม่มีอะไร ผมต้องจ่ายเงินค่าน้ำหนักเกินด้วยบัตรเครดิต ตอนนี้เขาไม่มีเวลาทำให้ ฝรั่งถึงกับบอกว่าประเทศนี้ระบบมันแย่ ผมบอกว่าอย่าด่าเขาเลยครับ เขาเป็นประเทศใหญ่ คนเยอะ มีเจ้าหน้าที่คนไทยที่ทำงานที่รัฐสภา เขาเสนอว่าเอาน้ำหนักจากกระเป๋าคุณมาให้ดิฉัน ผมก็บอกว่าไม่อยากรบกวน แกไม่ได้พูดเปล่าๆนะครับ แกเสนอกระเป๋าให้ ทุกคนมีน้ำใจกับผม แต่ผมพร้อมจะรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีความรู้สึกจริงๆว่านี่คือบทเรียนที่เทพแห่งอินเดียกำลังสอนผม แล้วผมก็นิ่งสงบ

ความนิ่งสงบนี้ทำให้ทุกสิ่งมันรื่นเริงบันเทิงหมดเลยทั้งๆที่ผมกำลังจะตกเครื่องบิน แต่วันนั้นผมไม่ทุรนทุรายเลย นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ว่าชีวิตของเราเมื่อไปถึงจุดจุดหนึ่ง ความไว้เนื้อเชื่อใจ แน่นอนถ้าผมศรัทธาในเทพ ผมก็ไว้เนื้อเชื่อใจในเทพ แต่ผมไว้เนื้อเชื่อใจในความหมายที่ดีงามที่ปรากฏในทุกๆสถานการณ์ และความหมายแบบที่ว่านี้ พอเราสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ ความหมายนั้นก็ไม่ปรากฏ มันปรากฏแต่ความหมายจากความคิดที่หวั่นกลัว กลายเป็นอุปสรรค เป็นสิ่งที่บีบคั้นบั่นทอนความเบิกบานในใจเรา ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ถ้าเราเข้าใจประเด็นนี้ตั้งแต่ต้นนะครับ

เรียนถามถึงชีวิตในช่วงนี้บ้างค่ะ ทราบว่าหลังๆอาจารย์เข้ามาทำงานสาธารณะมากขึ้น

หลังจากการเดิน ผมก็ใช้ชีวิตที่วัดอุโมงค์มาก ตอนหลังทุกครั้งก่อนนอน ผมไหว้พระสวดมนต์สถานที่ที่ผมพักพาอาศัย จนกระทั่งผมคิดว่าน่าจะได้ทำอะไรเพื่อวัดอุโมงค์ได้บ้าง เมื่อได้ปรารภเรื่องนี้กับทายาทของเจ้าชื่น สิโรรส เขาก็อยากให้ผมเข้ามาช่วยเพราะมันคาราคาซังมานานแล้ว จริงๆแล้วปณิธานของเจ้าชื่นงดงามมากที่อยากให้มีวัดเป็นสวนพุทธธรรม ถึงกับลงทุนลงแรงทรัพย์สินส่วนตัวที่ควรใช้บำรุงบุตรหลานของตัวเองก็แบ่งปันมาดูแลสถานที่นี้ อยากให้มีศูนย์พระพุทธศาสนา เป็นที่ศึกษาปฏิบัติธรรม แล้วก็ยังไม่แล้วเสร็จเสียที ผมก็เลยเข้ามา พยายามจะทำให้สำเร็จในฐานะกรรมการจัดทำแผนแม่บทวัดอุโมงค์ แล้วก็ลงมาแก้ปัญหาทางกฎหมาย เราไม่เร่งรีบเพราะสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ต้องการพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้นแต่เราต้องการพื้นที่ทางจิตใจของประชาชนคนไทย ให้เขามีพื้นที่ที่เป็นสวนพุทธธรรม ทุกครั้งที่มีอุปสรรคปัญหาใดๆ เช่นเมื่อเราไปยื่นคำร้องขอให้ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่วัดอุโมงค์ก็จะถูกคัดค้านจากกรมอุทยานที่เขาใช้พื้นที่ตรงนี้อยู่ ผมก็บอกว่าอย่าไปคิดว่านั่นคือปัญหา นั่นคือโอกาสของเรา เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ของเขา แต่การโต้แย้งของเขาคือโอกาสให้เราได้เสนอความเห็นของเรา เพราะต่อไปเราก็ต้องชี้แจงว่าเราจะเอาพื้นที่มาทำอะไร หน้าที่ของเราคือตรงนี้ ทำไปอย่าท้อถอย ถ้าไม่เสร็จในชีวิตเราก็จะมีคนอื่นทำต่อ ผมไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้จะสำเร็จในวันพรุ่งนี้ แต่ผมมีความสุขในช่วงปลายของชีวิตที่ผมมาอยู่ในเชียงใหม่ ผมไม่เคยอยู่ที่ไหนนานเท่ากับเชียงใหม่ยี่สิบกว่าปีแล้วครับ ทำให้ผมมีความสำนึกว่าถ้าผมสามารถทำอะไรที่รับใช้เชียงใหม่แม้จะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆก็เป็นความหมายที่งดงามในชีวิต ผมฝันว่าสักวันหนึ่งจะมีพื้นที่ในเมืองเชียงใหม่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อผู้คนได้เสพอารมณ์ที่งดงามบริสุทธิ์ ผมถือว่าเป็นบุญของผมที่ได้ทำหน้าที่เหล่านี้

เคยมีคนถามไหมคะ ว่าสิ่งที่อาจารย์เป็น คิดและใช้ชีวิต เป็นอุดมคติมากเกินไป

มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งถามผมตรงๆเลยว่าสิ่งที่อาจารย์คิด พูด และทำ มันมีแต่สิ่งดีงามในโลกอุดมคติ อาจารย์ไม่มีสิ่งเลวร้ายเลยหรือ ผมบอกว่าฟังผมนิดเดียว สมัยผมเป็นเด็ก ตอนหัวค่ำเรามักจะชอบฟังผู้เฒ่าผู้แก่เล่านิทาน ผมจำได้ว่าคืนไหนที่เขาเล่านิทานผี ผมจะไม่กล้าลงไปฉี่ข้างล่าง ผมจะแอบฉี่ข้างบน ผมกลัวผี ผมมีความทรงจำเรื่องนี้มาตลอด ในสังคมเราปัจจุบัน เหมือนกับมีคนเล่าเรื่องผีให้เราฟังทุกวัน จนพวกเราเต็มไปด้วยความหวั่นกลัว ไม่กล้าจะทำอะไรบางอย่างที่ควรทำ ขอให้ผมได้ช่วยเล่านิทานที่ไม่มีผีเถิด เพื่ออย่างน้อยๆคุณจะได้ลงไปฉี่ข้างล่างได้ (หัวเราะ)

เรื่องจริงที่จะทำให้คนหวั่นกลัวก็มี ผมไม่หวั่นกลัวแต่ผมต้องแคร์ใจคนที่เขาหวั่นกลัว ผมมีเรื่องสะเทือนใจเรื่องหนึ่งว่าผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่งประมาณสองปีที่แล้ว เปิดจดหมายอ่าน ผมตัวสั่นเลย เขาแนะนำตัวว่าดิฉันเป็นพี่ของ มนัส กองสำราญ มนัสเสียชีวิตแล้ว มนัสเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ผมเคยพบตอนผมเดินทาง เขาถูกมองว่าเป็นคนบ้าแต่ผมสัมผัสว่าเขาไม่บ้าเพราะเขามีน้ำใจมาก พอผมไม่ได้รับอนุญาตให้พักที่วัด จะถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน เขาพาผมไปหาพ่อหลวงเพื่อไปขออนุญาต แต่ไม่พบ จนสุดท้ายเขาก็ประชุมทั้งหมู่บ้านว่าจะทำอย่างไร มนัสกังวลว่าผมจะถูกไล่ ผมขอบคุณเขามาก ผมเคยกลับไปหาเขา มอบหนังสือให้เขา เขียนชื่อที่อยู่ของผมให้เสร็จสรรพ จดหมายจากพี่สาวของเขาบอกว่ามนัสถูกประทุษร้ายจนเสียชีวิต เขาไปรับศพในฐานะเป็นญาติ มนัสออกจากบ้านไป ๕ วัน มีแต่เป้ใบเดียว ของเล็กๆน้อยๆ สมบัติติดตัวที่เป็นสิ่งที่แปลกสำหรับพี่สาวคือหนังสือ "เดินสู่อิสรภาพ" เมื่อเผาศพน้องชายเสร็จเขาจึงเอาหนังสือมาอ่านว่าทำไมมีหนังสือเล่มนี้ในเป้ เขาอ่านแล้วจึงคิดว่าสงสัยน้องชายอยากจะทำเหมือนคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้แหละ เขาจึงเขียนจดหมายมาหาผม ผมรู้สึกผิดที่ทำให้ มนัส กองสำราญ อยากทำเหมือนผม สุดท้ายเขาไปถูกประทุษร้ายแต่ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกได้ถึงความหมายอะไรบางอย่างเหมือนกัน ผมตอบจดหมายพี่สาวของเขาและส่งเงินไปช่วยทำบุญ บอกว่าจะนำเงินนี้ไปทำอะไรก็ได้ให้เกิดความรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ผมไม่สามารถจะแสดงออกโดยวิธีอื่นได้ดีไปกว่านี้แล้ว แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ มนัส กองสำราญคือเทพที่มาปรากฏ พาผมไปสู่หนทางที่ประเสริฐที่สุด ขอให้พี่สาวได้โปรดรับรู้ด้วยว่าผมเคารพเชิดชูเขามาก ขอโทษถ้าสิ่งที่เขาทำตามผมจะเกิดอันตรายแบบนี้แต่ขออย่าให้โกรธเคืองใครเลย ขอให้เข้าใจว่ามนัสได้ทำสิ่งที่ดีแล้ว

บางครั้งผมก็เล่าสิ่งที่ดีๆจนทำให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อนเหมือนกัน ผมก็ขอโทษแต่โปรดเข้าใจว่าผมเล่าเรื่องทั้งหมดเพื่อให้คนคลายความหวั่นกลัวในการดำรงชีวิตอยู่และดำเนินชีวิตไป ความกลัวคืออุปสรรค เมื่อใดที่เราทำให้ความกลัวลดลงไปได้ เราก็จะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างเบิกบานแจ่มใส แต่เราต้องใช้ปัญญาญาณอื่นอีกมากมายนะครับ ผมเพียงแค่อยากจะบอกว่าเพราะความกลัวทำให้เราประทุษร้ายผู้อื่น สัตว์อื่น ถ้าเราอยากจะมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่ประทุษร้ายกัน เราต้องลดความกลัวในใจ

เหมือนกับที่ผมมาทำงานให้เชียงใหม่ตอนนี้ เขาบอกว่าคั่วกาแฟอย่างหอมเพื่อชงกาแฟให้คนอื่นดื่ม ผมบอกว่าขอบคุณ ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่ผมเชื่อมั่นในความดีงามของมนุษย์ การเมืองที่เลวร้ายในอดีตเพราะคิดว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ผมต้องการจะบอกว่าการเมืองไม่ใช่การแย่งชิง ใครสามารถทำอะไรได้ก็ทำเถอะครับ ขอให้ทำสิ่งนั้นเพื่อความดีงามของประชาชน

เมื่อกี้ถามผมว่าอยากจะบอกอะไรแก่คนรุ่นใหม่บ้าง ผมอยากจะบอกว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกที่เลวร้ายให้เป็นโลกที่สวยงามได้ด้วยความโกรธเกลียด แต่เราสามารถเปลี่ยนโลกได้ด้วยความรัก พูดถึงโลก...มันใหญ่ไป อาจจะเป็นคู่รัก สามีภรรยา ให้เชื่อเถิดครับ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอีกคนหนึ่งได้ด้วยความโกรธและเกลียดเขา แต่เราสามารถเปลี่ยนเขาได้ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่บริสุทธิ์ในใจเรา ผมเชื่อในความหมายนี้และผมจะทำสิ่งนี้

...เหมือนเวลาแทบไม่ได้เคลื่อนคล้อยไปจากเดิม แม้แสงแดดยามเที่ยงวันจะเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออาจารย์ประมวลจบบทสนทนาลงอย่างนิ่มนวลแต่ทรงพลัง ให้ผู้ฟังได้ซึมซับรับรู้ถึงการมองโลกที่งามที่สุดในอีกรูปแบบหนึ่งและอาจเปลี่ยนแปลงโลกนี้ และ "โลก" ของใครบางคนก็เป็นได้