สายสุนีย์ จ๊ะนะ ผู้หญิงหัวใจแกร่ง

นัดพบ

ถามเธอว่ารู้สึกเหน็ดเหนื่อยบ้างมั้ยต่อการทำเพื่อคนอื่น สายสุนีย์ จ๊ะนะ หรือ แวว เจ้าของเหรียญทองฟันดาบ ประเภทเอเป้ จากพาราลิมปิกเกมส์ ที่ลอนดอน ตอบว่าไม่เคยมีความรู้สึกนั้นมาแผ้วพานชีวิต หลังจากที่เธอสามารถสวมเสื้อได้ด้วยตัวเอง และออกไปพบที่ชีวิตใหม่ที่บ้านหยาดฝน ทำให้เธอได้รู้ว่าความพิการไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จ

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับเหรียญทองฟันดาบ ประเภทเอเป้ จากการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ ที่ลอนดอน ด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ แต่ต้องบอกว่าเป็นการแข่งขันที่กดดันมากที่สุด เพราะเรารู้อยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องแข่งขันกับชาติใดบ้าง แล้วฝืมือด้อยหรือเหนือกว่า เพราะเราอยู่อันดับ 7 และกลัวที่จะอยู่สายเดียวกับฮ่องกง ซึ่งเราเคยแพ้เค้า เชื่อมั้ยคะว่าตั้งแต่เล่นกีฬามาตั้งแต่ปี 2541 ไม่เคยแพ้ใครนอกจากคนนี้คนเดียวแค่ 2 ครั้ง เขาแพ้เรา 10 กว่าครั้ง แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกเกร็ง ตื่นเต้น เพราะเกิดความรู้สึกว่าเราเคยแพ้คนนี้มาแล้ว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยกำจัดออกไปไม่ได้เลย มันฝังใจมาตลอดตอนปี 2004 ที่เอเธนส์ เราได้ครองเหรียญทอง ตอนนั้นเขาแพ้แวว

เชื่อมั้ยคะว่าตอนเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายก็หัวใจจะวายอยู่แล้ว ความเครียดสะสมอย่างหนัก กินอะไรเข้าไปก็จะอาเจียน โค้ชต้องบังคับให้กิน เตือนสติทุกอย่าง บังคับให้เราจับดาบให้มั่น เธอต้องกินนะแววไม่เช่นนั้นเธอจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสู้กับเขา เคราะห์ดีที่ติดมาม่าไปด้วยเลยพอกินได้บ้าง เพราะอาหารที่เขาจัดให้เรากินไม่ได้เลย ยิ่งเวลาแข่งคะแนนบี้กันมาตลอด ณ เวลานั้นแววบอกได้เลยว่าไม่ได้ยินเสียงเชียร์รอบข้างเลย ต้องใช้สมาธิให้มากที่สุดเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย คือ เหรียญทอง

ณ วินาทีที่รู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของเหรียญทองรู้สึกอย่างไร

บอกได้คำเดียวว่าโล่งมากๆ เพราะแววทำได้ตามที่ทุกคนหวังไว้ เพราะก่อนเดินทางไป ทุกคนมองที่สายสุนีย์ กับ ประวัติ จึงเป็นสิ่งที่หนักและกดดันเราอย่างมาก และที่สำคัญแววก็คาดหวังกับเหรียญทองเหรียญนี้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ว่าจะต้องเจอกับฮ่องกงตั้งแต่รอบแรกๆ จึงกดดันอย่างมาก

หลังจากได้ครองเหรียญทองแล้วนึกถึงอะไรบ้าง

แววนึกถึงหลายๆ ด้านนะคะ โดยเฉพาะพ่อกับแม่เรา อยากให้ทั้งสองคนมีความสุขอีกครั้ง เพราะส่วนหนึ่งแววรู้ว่าจะต้องได้เงินอัดฉีดก้อนใหญ่ นึกถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่นเมื่อกลับถึงเมืองไทย แต่ตอนนี้สิ่งที่เราได้รับมันกลับเหนือจินตนาการขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเรื่องการต้อนรับอบอุ่นมาก พอได้เหรียญทองนักข่าวถามว่าต้องการอะไร แววบอกว่าต้องการได้รับการต้อนรับจากพี่น้องชาวไทยเช่นเดียวกับนักกีฬาโอลิมปิกปกติ และฝากไปถึงผู้ใหญ่ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนด้วยว่า แววสามารถทำให้เพลงชาติไทยดังกระหึ่มทั่วลอนดอน พร้อมๆกับการเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา

กว่าชีวิตจะเดินทางมาถึงวันนี้ ชีวิตต้องผ่านอุปสรรคมาอย่างไรบ้าง

เยอะมากๆค่ะ อย่างแรกก็คือต้องสู้กับชีวิตตัวเอง เพราะหลังจากประสบอุบัติเหตุ จำได้ว่าเป็นวันที่ 9 พ.ค.2535 ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปทำงานตามปกติ ตอนนั้นทำงานฝ่ายผลิตอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ที่เชียงใหม่ เพราะบ้านอยู่ที่นั่น เพราะมีความรู้แค่ชั้น ม.3 กศน. ครอบครัวถือว่ายากจนต้องหาเช้ากินค่ำ อุบัติเหตุเกิดจากการถูกเฉี่ยวชนแล้วหนี 1 เดือนเต็มที่แววต้องทุกข์ทรมานอยู่กับอาการบาดเจ็บของตัวเอง อีก 3 เดือนต่อมา จึงรู้แน่ชัดว่าไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป เพราะกระดูกสันหลังหัก เส้นประสาทถูกทำลาย ต้องผ่าตัดกระดูกสะโพกไปต่อตรงส่วนกระดูกสันหลัง ทุกวันนี้ตรงกระดูกสันหลังก็ยังใส่เหล็กอยู่ เพราะโดนชนแรงมาก หลังหัก

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตก็จมอย่ากับความทุกข์ ร้องไห้ทุกวัน เพราะรับกับสภาพของตัวเองไม่ได้ อยากตายอย่างเดียว เคยคิดด้วย แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่มีความสามารถในการช่วยให้ตัวเองตายได้ เนื่องจากช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จำได้ว่ามองไปที่หน้าต่างแล้วอยากจะกระโดดลงไป สภาพร่างกายตอนนั้นมันแย่สุดๆ คิดดูขนาดคิดจะค่าตัวตายยังไม่มีปัญญาเลย เพราะตอนนั้นต้องกินนอนอยู่บนตียงเพื่อทำกายภาพบำบัด

แต่ก็มาได้สติ ตอนที่เราพิการแม่ก็ลำบากแล้ว ใยเราจะมาคิดฆ่าตัวตายเพื่อให้ท่านเสียใจอีก แล้วที่สำคัญที่สุด คือ แม่พูดกับแววว่า "เลี้ยงมาตั้ง 17 ปีแล้ว ทำไมเขาจะเลี้ยงต่อไปอีกไม่ได้" แววจึงมีความรู้สึกว่าเราต้องอยู่เพื่อแม่ หลังจากนั้นก็ไม่เคยคิดฆ่าตัวตายอีกเลย ตั้งหน้าตั้งตาทำกายภาพบำบัด เพื่อให้กลับมาช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด เริ่มตั้งแต่ใส่เสื้อผ้าให้กับตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ 3 เดือนแม้จะใส่เสื้อให้กับตัวเองยังทำไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นเราลุกขึ้นนั่งไม่ได้เลย แต่แววก็ใช้เวลาแค่ 11 เดือนที่ต้องอยู่โรงพยาบาลตั้งใจทำทุกอย่าง จนกระทั่งใส่เสื้อได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ไม่เป็นภาระต่อครอบครัว

พอออกจากโรงพยาบาลไปอยู่บ้าน ก็หมกตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหนเลยเพราะอาย ทุก 3 เดือนหมอจะนัดไปตรวจที่โรงพยาบาล ถ้าเวลาที่เขาเอารถมารับแล้วไม่เอาวิลแชร์คว่ำลงไปกับกระบะท้ายรถเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น แววจะไม่ยอมออกจากบ้าน จนมีปัญหาครอบครัว พ่อแม่เกิดหย่าร้างกันเนื่องจากภาวะหนี้สิน จนกระทั่งเกิดการทะเลาะวิวาทกันทุกวัน แววจะร้องไห้คนเดียวทุกวัน ทุกข์ทรมานกับวิบากกรรมของตัวเองอยู่เกือบ 4 ปี กับพ่อ เพราะพ่อไม่ยอมให้ไปอยู่กับแม่ 3 เดือนหลังจากที่แม่หายไป พ่อก็มาร้องไห้กับแววบอกว่าพ่อเลี้ยงไม่ไหวแล้วเพราะพ่อไม่มีเงิน หนี้สินเต็มไปหมด

ได้ยินพ่อพูดแบบนี้แววรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร

รู้สึกว่าแย่ที่สุดในชีวิต แต่ไม่คิดฆ่าตัวตาย สิ่งที่คิดตอนนั้นคือทำอย่างไรก็ได้ที่สามารถทำให้แววออกไปจากบ้าน แล้วให้พ่อเลี้ยงน้องเพียงคนเดียว หลังจากนั้นแววก็เขียนจดหมายติดต่อไปยังศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน อยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งแววได้ที่อยู่มาจากการฟังวิทยุ ตอนนั้นแววเข้าใจว่าเป็นสถานสงเคราะห์ที่ให้เรากินอยู่ฟรี พอเขาตอบรับกลับมาแววก็เลยไปอยู่ที่นั่น โดยพ่อไปส่ง

บ้านหยาดฝนจึงเป็นที่ที่ให้ชีวิตใหม่กับแววและทำให้ก้าวมาถึงจุดนี้ เพราะที่นั่นมีนคนพิการเยอะมาก 100 กว่าคน ที่นั่นสอนวิชาอาชีพให้กับคนพิการ เช่น สอนวาดรูป สอนคอมพิวเตอร์ สอนเรื่องการเย็บเสื้อผ้า นอกจากตื่นเต้นแล้ว ยังมีคนในโลกนี้อีกเป็นจำนวนมากที่พิการเช่นเดียวกับเรา ทำให้หนูเริ่มปรับความคิด และเริ่มตั้งหน้าตั้งตาเรียนคอมพิวเตอร์ซึ่งเหมาะกับเรามากที่สุด แววอยู่ที่นั่น 1 เทอม ก็บังเอิญว่ามีกีฬาวิลแชร์บาสเกตบอลเข้ามา โดยชมรมกีฬาล้านนาเขาส่งคนมาทาบทามที่ศูนย์ฯ เพราะรัฐบาลมีนโยบายว่าในอีก 1 ปีข้างหน้า จะจัดให้มีการแข่งขันกีฬาคนพิการระดับชาติ แววเป็นคนแรกที่สมัครเข้าไปในเป็นนักกีฬา เพราะมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ และเป็นนักพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจมากระตุ้น ทีนี้พอเริ่มมีกลุ่มของเราไปไหนมาไหนก็จะไม่อายเพราะเริ่มมีสังคมของเราเก็บตัวอยู่ประมาณ 3 เดือนก็ได้ไปแข่งระดับชาติที่กรุงเทพฯ ในนามของชมรมล้านนาเชียงใหม่ ปรากฏว่าได้เหรียญทอง ซึ่งเป็นกำลังใจให้กับเราอย่างมาก พร้อมกับพยายามเรียนคอมพิวเตอร์ให้เก่ง หลังจากนั้นพอเรียนจบก็กลับไปอยู่บ้านหนึ่งเดือน เพราะยังไม่มีช่องทางเข้าไปเป็นทีมชาติ

นับว่าเป็นโชคดีของแววที่ชมรมล้านนาเชียงใหม่เขาเรียกตัวให้ไปอยู่ในสังกัดให้เงินเดือน 3,000 บาท ทำหน้าที่บัญชี แต่มีข้อแม้คือต้องเล่นกีฬาให้ทำได้เกือบ 6 เดือน ขณะเดียวกันก็เริ่มเปลี่ยนมาเล่นกีฬาฟันดาบ โดยได้รับการสนับสนุนจากฮ่องกงทั้งโค้ชและอุปกรณ์ และขอร้องให้ประเทศไทยเป็นผู้จัดการแข่งขันกีฬาเฟสปิกเกมส์ ชมรมก็ส่งให้แววกับเพื่อนอีก 6 คน ไปอบรมเป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้นก็กลับมาที่ชมรม ปรากฏว่าอีก 2 อาทิตย์มีจดหมายส่งมาบอกให้เราไปรายงานตัว เพราะติดทีมชาติสองชนิดกีฬา คือ ฟันดาบ กับบาสเกตบอลวิลแชร์ ซึ่งแววตัดสินใจเลือกกีฬาฟันดาบ

ทำไมแววจึงเลือกกีฬาฟันดาบ

ที่เลือกกีฬาฟันดาบ เพราะแววมองว่ากีฬาชนิดนี้จะทำให้แววเดินทางไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะถ้าเราจะประสบความสำเร็จทางด้านกีฬา เราต้องเลือกประเภทบุคคลไม่ใช่ประเภททีม และเป็นกีฬาที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทย ทุกประเทศเริ่มต้นพร้อมกัน เพราะเฟสปิกเกมส์ไม่เคยมีกีฬาฟันดาบ แววจึงไม่กลัวที่จะต้องนับหนึ่งใหม่ เพราะชีวิตที่ผ่านมาก็นับหนึ่งมาเสมอ แล้วก็ประสบความสำเร็จจริงๆ เพราะในการแข่งขันครั้งนั้น แววได้มา 2 เหรียญทอง จากการลงแข่งขันเฟสปิคเกมส์ครั้งแรก ที่กรุงเทพฯ

แต่ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วแววยังไม่ได้ประสบความสำเร็จแบบนี้ เพราะยังต้องแบ่งเวลาให้กับการทำงาน การรับผิดชอบครอบครัว เพราะแววจบแค่ ม.6 พอมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ทำงานทางด้านประชาสัมพันธ์อยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการสอนคอมพิวเตอร์ให้กับคนพิการ ทำดอกไม้ประดิษฐ์จากสบู่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง และเป็นทุนสำรองสำหรับนั่งแท็กซี่ไปซ้อมกีฬาที่ปากเกร็ด ชีวิตที่ผ่านมาแววไม่เคยมีวันหยุด ทำงานทุกวันเพราะต้องส่งเงินให้ทางบ้านด้วย หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสไปแข่งที่เอเธนส์แล้วซึ่งได้เหรียญทองมา ซึ่งแววบอกได้เลยว่าชีวิตเราเปลี่ยนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ปลดหนี้ปลดสินให้ครอบครัวจนหมดจากเงินอัดฉีด ซื้อที่ดินให้พ่ออีก 4 ไร่ เพื่อทำสวนลำใย ต่อเติมบ้าน น้องก็ได้เข้าที่มหาวิทยาลัยพายัพ ให้ตัวเอง 1 ล้านบาทฝากประจำไว้ แววจะอยู่อย่างพอเพียง เห็นคุณค่าของเงินมาก เพราะสมัยก่อนเราเหนื่อยมาก แววมามีบ้านเป็นของตัวเองตอนไปแข่งที่กวางโจว เพราะได้เหรียญทอง เนื่องจากแววแต่งงานแล้ว ตอนนั้นเงินก็หมดอีก จนกระทั่งมาเริ่มต้นใหม่ที่ลอนดอนเกมส์ และรับงานพิธีกรรายการกีฬาสำหรับคนพิการ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพื่อใช้เป็นทุนในการฝึกซ้อม

แววต้องควักทุนตัวเองเพื่อการฝึกซ้อม โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนมาสนับสนุนเลยหรือคะ

แววบอกได้เลยว่าการที่เราจะไปแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ แววได้เงินเบี้ยเลี้ยงจากภาครัฐเพียง 4 เดือนสุดท้ายก่อนไปแข่งขันเท่านั้น แต่การไปแข่งขันเพื่อเก็บคะแนนในแม็ตช์ต่างๆ ในแต่ละปีต้องไปแข่งขันต่างประเทศ 2 ครั้ง เขามีค่าลงทะเบียน ค่าเครื่องบินให้ แต่เงินเบี้ยเลี้ยงเราต้องจ่ายเอง เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานทุกอย่าง แม้กระทั่งเพ้นท์เสื้อขาย

การเป็นนักกีฬาแววต้องมีการออกกำลังเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเหมือนทั่วไปมั้ยคะ

เหมือนกันทุกอย่างค่ะ แววต้องมีตารางเวลาสำหรับการทำเวทเทรนด์นิ่งอาทิตย์ละ 3 วัน โดยยกดัมเบลข้างละ 3 กิโลกรัม ยืดพื้นด้วย เพื่อสร้างพลังกล้ามเนื้อแขนให้สามารถคอนโทรลดาบได้อย่างแม่นยำ แววต้องจับดาบนานๆ เวลาฝึกซ้อม คนเราจะประสบความสำเร็จทางด้านกีฬาได้เราต้องมีวินัยในการฝึกซ้อม

ถ้าไม่ได้มาซ้อมที่ปากเกร็ด แววก็จะซ้อมกับหุ่นที่บ้าน เพราะแววจ้างเขาทำหุ่นเหมือนจ่าเฉยมาโดยเฉพาะเพื่อการฝึกซ้อม ทุกวันนี้แววก็ได้หุ่นที่เพื่อนๆช่วยทำให้ในการฝึกซ้อม แต่หลังกลับมาจากลอนดอนเกมส์ยังไม่ได้ลงมือซ้อมเลย เพราะต้องเดินสายไปยังขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ

เทคนิคในการฟันดาบให้เหนือคู่ต่อสู้ของแววคืออย่างไร

แนวคิดของแววกับโค้ชจะไม่เหมือนคนอื่น แต่ละแม็ตช์เราจะเล่นแตกต่างกัน เพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้จับทางเราได้ ต้องค้นหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งวิธีการจับดาบเพื่อแทงคู่ต่อสู้ให้เข้าเป้า แต่ทุกครั้งที่เปลี่ยนวิธีจับเราก็จะเจ็บทุกครั้ง เพราะเกิดการกดทับจนกว่ามันจะด้าน นิ้วมือจะไม่สวยเลย แต่ที่สำคัญที่สุดคือสมาธิ ต้องฝึกความนิ่งให้ได้ สายตาต้องไวมองเห็นความเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ ทุกแม็ตช์แววจึงเล่นไม่เหมือนกันเลย เพราะสี่ปีเราจะต้องเจอกับคู่ต่อสู้คนเดิมๆตลอด นักกีฬาจึงขาดโค้ชไม่ได้ เพราะโค้ชจะช่วยเราคิดเทคนิคใหม่ๆให้เราอยู่ตลอด คู่ซ้อมก็สำคัญ ทุกวันนี้แววซ้อมกับนักกีฬาชายที่เก่งที่สุด เขาอยู่ในคลาส A อีกคนก็คือแฟนแววเอง

กีฬาฟันดาบโดยทั่วไปมีกี่ประเภท

เขาใช้คำว่าคลาสค่ะ คือ เอเป้ ฟรอยซ์ และเซเบอร์ เอเป้แทงตรงส่วนไหนของร่างกายหากไฟที่ปลายดาบขึ้นก็จะได้คะแนน แต่ถ้าเป็นประเภทฟรอยซ์สิทธิ์ขาดในการตัดสินอยู่ที่กรรมการ การแทงต้องอยู่เฉพาะบริเวณเสื้อกั๊กจึงจะได้คะแนน แต่ประเภทเซเบอร์จะสวมเสื้อแขนยาว ใช้กติกาเดียวกับฟรอยซ์ แต่ละประเภทก็จะมี คลาส A คลาส B คลาส C แต่แววถูกจัดอยู่ในคลาส B เพราะเดินไม่ได้ไม่มีการบาลานซ์อัมพาตครึ่งท่อน ใช้แต่กำลังแขน แต่กติกาทุกอย่างเช่นเดียวกับคนปกติ

เหนื่อยบ้างมั้ยคะ

มากเลยค่ะโดยเฉพาะก่อนที่จะไปลอนดอนเกมส์ เพราะหลังจากเลิกงานแววต้องขับรถไปซ้อมที่ปากเกร็ดทุกวัน แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เขาลำบากกว่าเรา ไม่เคยท้อนะคะเพราะแววรู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร

ตอนนี้ใครเป็นโค้ชให้เรา

อาจารย์คันฉัตร คงไพสันต์ เคยเป็นอดีตทีมชาติ ซึ่งทำให้แววประสบความสำเร็จที่เอเธนส์ และเป็นสุดยอดของโค้ชเพราะเขาเข้าใจคนพิการอย่างมาก ทั้งๆที่ก็สอนนักกีฬาปกติด้วยนะคะ

ทราบว่าแววเป็นนักพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้วย

ใช่ค่ะ แววได้มีโอกาสไปทำงานให้กับ เดอะมอลล์กรุ๊ป โดย คุณจุติลักษณ์ ไม้ไทย มาทาบทาม เพราะเห็นว่าการดำเนินชีวิตของเราน่าสนใจ น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายๆคนที่ชีวิตมีปัญหา แววน่าจะเป็นแบบอย่างของชีวิตที่ประสบความสำเร็จ แววเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีก็เลยตอบตกลงและเริ่มบรรยายให้คนทั่วไปฟัง ก็มักจะมีคนถามเสมอว่าทำได้อย่างไร แววจะตอบกับเขาว่า "ความเข้มแข็งกับความมุ่งมั่นจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในที่สุด" ชีวิตแววถ้าไม่ต้องห่วงคนข้างหลังแววคงสบายกว่านี้มาก แววพิการก็จริงแต่ต้องเลี้ยงครอบครัวอีก 4 ชีวิต

หลังกลับจากลอนดอนเกมส์เกิดความเปลี่ยนแปลงกับชีวิตอย่างไรอีกบ้าง

ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลง แต่มันเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต แววไม่เคยคิดว่าจะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเช่นนี้ ไม่ต้องถึงขนาดของ แก้ว พงศ์ประยูร หรอก ครึ่งหนึ่งก็พอแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนคนไทย ให้เกียรติแววอย่างมาก ไปเดินห้างสรรพสินค้าต้องก้มหน้า เพราะมีแต่คนเข้ามาทักมาขอถ่ายรูป แววเขินมากเลย บางครั้งก็เหนื่อยนะคะ แต่ก็ต้องยิ้มเข้าไว้ แต่มันก็ทำให้เรามีความสุข ความภูมิใจ

พ่อกับแม่พูดถึงลูกสาวคนนี้อย่างไรบ้าง

เขาไม่เคยพูดกับแววตรงๆนะคะ แต่พ่อจะภูมิใจมาก เพราะชาวบ้านพากันมาสรรเสริญเยินยอว่าลูกสาวเก่งนะ เกิดมามีบุญวาสนา แต่สิ่งที่แววจำไม่ลืมคือ 4 ปีที่แววจมอยู่กับความทุกข์ที่บ้านเวลามีคนมาที่บ้านแล้วเห็นสภาพเรา เขาก็จะพูดว่า "เป็นเวรเป็นกรรมของพ่อแท้ๆ อดทนเข้าไว้นะแววจนกว่าเวรกรรมมันจะสิ้นไป" จากกรรมจึงกลายเป็นบุญไปเพราะเราประสบความสำเร็จ แต่การที่คนอื่นมายกย่องพ่อแม่ เราก็รู้สึกดีแล้วล่ะค่ะ แววไม่สามารถอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา แต่เราก็สามารถทำให้เขามีความสุขได้ทั้งร่างกายและจิตใจ เกิดมาชาติหนึ่งเราได้ทดแทนบุญคุณบุพการีได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นบุญของแววแล้ว

ตอนนี้แววคงไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนพิการแล้ว แต่น่าจะคิดว่าตัวเองคือคนปกติ

ถูกต้องค่ะ เพราะว่าทุกวันนี้เวลาไปไหนแววไม่รู้สึกลำบากเลยเ พราะสามารถขับรถได้เช่นคนปกติ คิดและตัดสินใจเองทุกเรื่อง มันทำให้เราไม่มีปมเรื่องความพิการ แววสามารถสอนคนพิการด้วยกันขับรถได้ด้วย แม้ว่าจะเหนื่อยมากกับการสอนมากก็ตามแต่แววจะไม่เคยแสดงความรำคาญใส่คนที่เรากำลังสอน

ตั้งใจว่าจะจัดสรรเงินอัดฉีดที่ได้มาอย่างไร เห็นว่าจะไปเปิดร้านอาหารให้แม่

อย่างแรกคือจัดสรรปันส่วนให้ครอบครัว ส่วนรถยนต์เป็นของแวว เพราะทางโตโยต้าเขาให้มาหนึ่งคัน พ่อซื้อที่ไว้อีก 12 ไร่ ผ่อนอยู่แต่กะว่าจะปลดหนี้ให้ ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เพื่อการฝึกซ้อมไปแข่งขันที่บราซิลในอีก 4 ปีข้างหน้า ส่วนอีกก้อนหนึ่งจะกันไว้สำหรับทำธุรกิจร้านอาหาร หรืออพาร์ตเม้นต์ แต่ทั้งนี้ต้องปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน แบ่งส่วนหนึ่งให้น้องสาวด้วย เพราะแววอยากให้น้องรับราชการ เพื่อเป็นตัวแทนของเรา เพราะแววไม่สามารถทำได้ ตอนนี้กำลังหาโอกาสคุยกับผู้ใหญ่อยู่

ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนนักกีฬาเฟสปิกเกมส์อย่างไรบ้าง

แววต้องขอบคุณกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งที่ช่วยสนับสนุนพวกเรา ส่งไปแข่งขันตามแม็ตช์ต่างๆ เพื่อสะสมคะแนน ส่วนในเรื่องการเก็บตัวฝึกซ้อม ต้องขอบคุณบริษัทบุญรอด คือ คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ต้องบอกเลยว่าที่แววประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้ บริษัทบุญรอดคือพลังสำคัญ เพราะทางกกท. จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้เรา 4 เดือนก่อนการแข่งขัน แต่การเก็บตัวเพียง 4 เดือนมันน้อยไป ต้องใช้เวลาเป็นปี เราจึงจะสู้เขาได้ ซึ่งบุญรอดฯจะช่วยตรงนี้ นอกจากนี้แววต้องขอบคุณสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมวิลแชร์ฟันดาบคนพิการ สมาคมกีฬาคนพิการจังหวัดนนทบุรี รวมทั้งหน่วยงานภาคเอกชนอื่นที่สนับสนุนแววต้องขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย

แววคิดว่าปัจจุบันคนพิการมีโอกาสทางด้านการกีฬามากน้อยแค่ไหน

ค่อนข้างน้อยนะคะ แต่แววโชคดีเพราะการแข่งขันเฟสปิกเกมส์ครั้งแรกจัดขึ้นที่เมืองไทย แววเลยมีโอกาสติดทีมชาติ พอประสบความสำเร็จได้เหรียญทอง แววก็เลยใช้เงินทุนของแววต่อยอด แต่ปัจจุบันยากมาก เพราะหนึ่งเขาจะไปเริ่มต้นอย่างไร สังเกตว่าแทบจะไม่มีนักกีฬาหน้าใหม่เกิดขึ้นเลย ซึ่งตอนนี้เด็กใหม่ๆ ก็อยากได้รับโอกาสบ้าง คุณจุตินันท์ จึงพยายามผลักดันให้มีศูนย์กีฬาสำหรับคนพิการเพื่อสร้างนักกีฬาใหม่ๆ ขึ้นมาแทนพวกแววซึ่งที่สุดก็จะต้องโรยราไป

เพราะฉะนั้นจึงยากมากสำหรับนักกีฬารุ่นใหม่เพราะเขาขาดเบี้ยหวัดในการดำรงชีวิต ถ้าจะมาฝึกซ้อมก็ต้องควักทุนของตัวเอง ถ้าหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนยื่นมือเข้ามาช่วยแทบไม่มีทางเลย

คนอีกกลุ่มหนึ่งที่แววอยากให้นึกถึงคือคนดูแลที่ต้องพานักกีฬาไปแข่งขัน แววบอกได้เลยว่าเป็นงานที่หนักมาก นักกีฬาแต่ละคนขาดโค้ชไม่ได้เลย โค้ชนักกีฬาปกติได้ส่วนแบ่ง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่โค้ชนักกีฬาคนพิการทำงานหนักกว่า 2-3 เท่าได้ส่วนแบ่งแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแววคิดว่ามันน้อยไป ยกตัวอย่างโค้ชที่ดูแลนักกีฬาบอกเชียต้องดูแลทุกอย่างต้องอุ้มนักกีฬาอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวก็ต้องดูแล เมื่อไหร่ที่แววมีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่แววอยากให้มองความลำบากของโค้ชด้วย มีแต่บุญรอดเท่านั้นที่มองเห็นจุดนี้

ในแต่ละปีมีการแข่งขันเพื่อสะสมคะแนนมากมั้ยคะ

ประมาณ 7 รายการ แต่เราไปแข่งขันเพียง 2 รายการ ส่วนมากจัดอยู่ที่เยอรมัน อิตาลี โปแลนด์ ฮังการี ฝรั่งเศส อเมริกา แววไปแข่งทุกครั้งได้เหรียญทองหมด แววยังมีคะแนนสะสมเป็นที่ 7 ของโลกเลย เพราะเราไม่ได้ไปร่วมแข่งขันทุกแม็ตช์

เป้าหมายต่อไปคือคว้าเหรียญทองที่บราซิล

ไม่ได้ตั้งเป้าที่เหรียญทอง แต่ตั้งใจว่าจะต้องเก่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเราไม่รู้ว่าคู่ต่อสู้แข็งแกร่งขึ้นมากขนาดไหน เพราะมันต้องอีก 4 ปี แล้วถามว่าเมื่อไหร่จะหยุดเล่นกีฬา? เมื่อไหร่ที่แววไปแข่งขันแล้วไม่ได้เหรียญกลับมาแววจะหยุดทันที เพราะทุกวันนี้แววรู้สึกว่ากีฬาคนพิการคือผู้มีพระคุณ แววจึงตั้งใจว่าจะตอบแทนผู้มีพระคุณจนกว่าจะไม่ได้เหรียญกลับมาอย่างที่บอก แววทำเพื่อชาติ เพื่อคนไทยที่เชียร์เราเสมอมา

ทราบว่าแววมีความตั้งใจว่าจะนำเหรียญทองขึ้นทูลเกล้าฯถวายในหลวง

ตลอดชีวิตที่เกิดมาเป็นคนไทย แววอยากได้เข้าเฝ้าฯสักครั้งอยากเห็นพระพักตร์พระองค์ท่านใกล้ๆ ทุกครั้งที่แววได้เหรียญ แววจะให้สัมภาษณ์นักข่าวเสมอว่าอยากนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ก็ยังไม่มีโอกาส เพราะพระองค์ท่านทรงประชวร ทุกครั้งที่จะลงแข่งขันแววจะนึกถึงพระองค์ท่านเหนือสิ่งอื่นใด แววมีความเชื่อว่าพระองค์ท่านทรงทอดพระเนตรพวกเราอยู่ เมื่อเราได้เหรียญทอง พระองค์ท่านคงแย้มพระสรวลอย่างมีความสุข

วางเป้าหมายในอนาตคไว้อย่างไร

ถ้าเลิกเล่นกีฬาแล้วน่าจะซื้อที่ดินเก็บไว้เพราะอยากสร้างหอพักซึ่งต้องใช้ทุนสูงมาก และมีที่ดินอยู่ในทำเลที่มีลูกค้า

มีอะไรฝากไปเป็นกำลังใจกับคนพิการบ้างมั้ยคะ

ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ "เปลี่ยนความคิดสักนิดแล้วชีวิตเราจะเปลี่ยน" ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาหนักหาสาหัสอย่างไร อย่าท้อแท้ เริ่มใหม่บอกกับตัวเองว่าทำได้ ครอบครัวคือที่ปรึกษาที่ดีที่สุดของเรา คิดบวกเข้าไว้ให้มากที่สุดแล้ววันหนึ่งคุณจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับแวว อย่ามองตัวเองว่าไร้ค่า แต่จงมองตัวเองว่ามีค่า

"กีฬา" คือผู้มีพระคุณ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ดาบอยู่ในมือ มีคู่ต่อสู้อยู่ตรงหน้า สมาธิของเธอจึงแน่วแน่เพื่อช่วงชิงชัยชนะมาเพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณ คือกีฬาที่ให้โอกาสที่ดีแก่ชีวิต และเหนือสิ่งอื่นใดคือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้แผ่นดินเกิด