เราจะไปสุโขทัยด้วยกัน...

ฉันกับเพื่อนเตรียมการกันไว้นานนับเดือน ที่ว่าเตรียมการนั้นก็เพราะเราได้ข่าวสุโขทัยน้ำท่วม จึงคิดว่าเราควรไปสุโขทัยหลังน้ำท่วม เพราะอยากไปเห็นบรรยากาศของเมืองสุโขทัยตอนนั้น ไปตลาด ไปเมืองเก่า และอยากไปเพื่อเห็นภาพการขายปลาย่างที่ย่างกันควันลอยโขมงอยู่ริมถนน และไปเห็นสิ่งต่างๆอีกมากมาย...ที่สำคัญก็คือ ฉันอยากไปรำลึกถึงความทรงจำอันงดงามในวัยเยาว์ที่นั่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อ...

พ่อฉันเป็นคนสุโขทัย รูปร่างสูงใหญ่ ผิวเข้ม พูดเสียงเหน่อแบบสุโขทัยซึ่งฉันเองคุ้นมาแต่เด็ก เพราะพ่อมักพูดเหน่อกับพี่ๆน้องๆ ที่แวะมาเยี่ยมอย่างมีความสุขเสมอๆ

ฉันเคยบอกใครๆเสมอว่า ฉันเป็นคนของที่ไหนก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ ขอเพียงที่ตรงนั้นมีธรรมชาติที่สวยงาม ฉันก็คงอยู่ที่นั่นอย่างมีความสุข ฉันจึงย้ายบ้านได้ง่ายๆ อย่างไม่รู้สึกว่าห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนแต่อย่างใด จนมีเพื่อนบางคนกล่าวหาว่า ฉันทำตัวเสมือนคนไร้ราก

คำกล่าวหาเช่นนี้...เคยทำเอาฉันอึ้งไปพักใหญ่เหมือนกัน เพราะรู้สึกเป็นเสมือนคำกล่าวโทษ หรือคำตำหนิที่รุนแรงก็ว่าได้ ฉันใคร่ครวญโดยลำพังว่า จริงหรือที่ฉันใช้ชีวิตราวกับคนไม่มีราก แล้วฉันก็ตอบตัวเองและตอบเพื่อนอย่างมีความสุขและเชื่อมั่นเช่นกันว่า ฉันมีรากเพราะรากอยู่ในจิตใจ อยู่ในชีวิตฉันต่างหาก และไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ใด รากในหัวใจฉันก็จะฉายความเป็นฉัน เพราะรากสำหรับฉันนั้นไม่ใช่สถานที่และเวลา...ฉันเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

แต่แล้วการกลับมาสุโขทัยอีกครั้ง...ในคืนวันเช่นนี้ คืนวันที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผ่านเรื่องราว ผ่านชีวิตมาเกินครึ่งชีวิตแล้วก็ว่าได้ ฉันกลับรู้สึกเหมือนเห็นความเป็นสุโขทัยปรากฏอยู่ในเลือดเนื้อ อยู่ในชีวิตของฉัน แนบแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่ฉันขับรถเข้าสู่บรรยากาศของเมืองสุโขทัย บ้านช่อง รถรา ไร่นา ผู้คน อาหารการกิน อากาศและอะไรต่อมิอะไรล้วนมีความเป็นสุโขทัยอย่างที่ฉันเองก็ไม่อาจอธิบายให้หมดเท่าที่รู้สึกได้ เพียงแต่รู้ว่าฉันรู้สึกคุ้นเสียยิ่งกว่าคุ้นอย่างบอกไม่ถูก

เพื่อนสนิทของฉันอาสาเป็นคนขับรถให้ตลอดเส้นทาง เพราะต้องการให้ฉันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากมองจนเหลียวหลังได้อย่างมีความสุข ระหว่างผ่านทาง ผ่านเมือง ผ่านหมู่บ้านต่างๆรายทาง ภาพความทรงจำครั้งวัยเยาว์ผุดพราย แจ่มชัดราวกับเพิ่งผ่านไปไม่นานนัก โดยเฉพาะความทรงจำในช่วงฤดูน้ำหลาก ที่สายน้ำค่อยๆเอ่อท้นจากริมตลิ่งแล้วไหลล้นมาท่วมถึงบริเวณบ้านอย่างช้าๆ จากนั้นค่อยๆไหลลามเข้าใต้ถุนบ้านจนทุกคนต้องช่วยกันขนย้ายของขึ้นที่สูง จากนั้นก็ท่วมแปลงผักของย่า จนต้องช่วยกันเก็บลูกมะเขือสีม่วงๆ แตงกวา และบางครั้งก็มีทั้งถั่วฝักยาว ถั่วพูซึ่งกำลังติดฝักเต็มต้น และต้องเก็บทั้งที่บางฝักยังไม่โตพอ ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาสำหรับฉัน ซึ่งรู้สึกสนุกสนานมากกว่าเดือดเนื้อร้อนใจอย่างผู้ใหญ่

ทุกครั้งตั้งแต่เริ่มมีข่าวว่าน้ำกำลังจะท่วม เด็กๆมักตื่นเต้น เตรียมตัวเล่นน้ำบางส่วนซึ่งไหลมาตามท่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างฝั่งถนนหนึ่งยังไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งบางครั้งที่ตรงนั้น...เด็กๆ ก็จะเรียนรู้การใช้สวิงดักปลาตัวเล็กๆ ที่เด็กๆสุโขทัยเรียกว่า ปลาเงินปลาทอง ซึ่งไหลมากับสายน้ำหลาก แต่บางครั้งเมื่อน้ำท่วมหลายๆวัน เด็กๆก็มักถูกวางกฎเกณฑ์ไม่ให้ไปเล่นน้ำ เพราะน้ำเริ่มไม่สะอาดและแลดูไม่สดใหม่เหมือนช่วงแรกๆอีกต่อไป

เด็กๆอย่างฉันจึงมักออกอาการเบื่อแสนเบื่อ ตัวฉันเองมักแก้เบื่อในช่วงเวลากินข้าว ด้วยการเอาข้าวสุกที่เหลือๆจากจานแอบโรยลงไปตามร่องกระดานบนบ้านซึ่งมีช่องว่างให้บรรดาปลาเล็กปลาน้อยที่พล่าน (ปลาพล่าน หมายถึงปลาที่มากับน้ำหลาก) มากับสายน้ำแย่งกันกินผลุบผลับๆ แอบทำอย่างนี้ทุกๆวันจนรู้สึกว่าปลาเหล่านั้นเป็นเพื่อน เพราะพอได้ยินฉันเคาะจานข้าวเสียงดังก๊องแก๊งๆ ฝูงปลาเหล่านั้นก็จะพากันว่ายมารอคอยเมล็ดข้าวสุกตรงร่องกระดานกันเต็มไปหมด และท้ายที่สุดก็กลายเป็นความผูกพันแบบไม่รู้ตัว เมื่อถึงเวลาที่น้ำเริ่มแห้ง ปลาเหล่านั้นก็ค่อยๆหายไป ฉันเริ่มคิดถึงพวกมันอย่างบอกไม่ถูก แต่จะมีบางตัวที่หลงน้ำ ต้องอาศัยแอ่งน้ำขังเล็กๆตามที่ต่างๆในบริเวณบ้าน ฉันมักต้องค่อยๆใช้อุ้งมือจับพวกมันไปปล่อยลงแม่น้ำยมหลังบ้าน...ด้วยจิตใจอาวรณ์เล็กน้อย แต่ก็พอมีความสุขอยู่บ้างที่รู้ว่าพวกมันจะได้มีชีวิตต่อ...

ครั้งนี้ฉันกับเพื่อนมาสุโขทัยในช่วงเวลาที่น้ำลดไปพักใหญ่ๆแล้ว จึงไม่ค่อยเห็นร่องรอยความทรุดโทรมหลังน้ำลด เราเลือกหาที่พักเป็นโรงแรมเก่าแก่ลักษณะเป็นเรือนไทยหลายหลังติดกัน อยู่ติดโบราณสถานบางแห่งในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ที่กว้างใหญ่ แต่โรงแรมนี้ปัจจุบันได้เปลี่ยนเจ้าของเสียแล้ว และมีการปรับปรุงให้ดูทันสมัยสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เราเลือกที่นี่...เพราะอยากเดินเล่นในอุทยานประวัติศาสตร์ในตอนเย็น เพื่อซึมซับบรรยากาศยามค่ำคืนกับกลิ่นอายความเป็นเมืองเก่าของสุโขทัย...

กับคำกล่าวที่ว่า "ภูมิอากาศและภูมิประเทศมีส่วนสำคัญ ในการกำหนดวัฒนธรรมและบุคลิกภาพของผู้คน" ภาพปรากฏของหลายสิ่งหลายอย่างของสุโขทัยดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันคำพูดที่ว่านี้อย่างชัดเจน คนสุโขทัยมีบุคลิกเข้ม คล้ายดุ แต่แท้จริงแล้ว คือมีความซื่อ ตรงไปตรงมาเป็นธรรมชาติ ใจดี เอื้อเฟื้อ มากน้ำใจมากกว่าท่าทีที่ใครๆมักกังขา

เราตั้งใจเดินทางไปถึงที่พักด้วยบนถนนเลี่ยงเมืองในยามสาย ขณะเดียวกับเวลาที่แดดเริ่มร้อนแรง จัดจ้า ภาพทุ่งกว้างสุดสายตา ดอกอ้อสีขาวๆ ล้อลมไหวๆอยู่ริมทางตัดใหม่ใกล้ทุ่งทะเลหลวง ซึ่งเคยเป็นที่ลุ่มกว้างใหญ่มากมาตั้งแต่สมัยโบราณ น้ำท่วมถึง แต่เมื่อภายหลังบ้านเมืองถูกเปลี่ยนแปลง พื้นที่ทะเลหลวงจึงหายไปและต่อมาก็กลายเป็นพื้นที่แก้มลิงป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนและใช้เก็บน้ำในฤดูแล้ง ในปัจจุบันมีชาวบ้านตั้งร้านอย่างง่ายๆอยู่ริมทางสายนี้อยู่หลายร้าน สำหรับรับและซื้อขายปลา ภาพชาวบ้านทั้งขับรถอีแต๋น ทั้งขับมอเตอร์ไซค์กำลังนำปลาหลายชนิดจำนวนมากบ้างน้อยบ้างที่หามาได้มาส่งที่ร้านเล็กๆเหล่านี้ การซื้อขายเป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เสียงยายเจ้าของร้านพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่นว่า "แค่พอแบ่งกันกินได้บ้างเท่านั้น เขาเอามาส่งเราขายแบ่งกันพอได้กิน" ลูกค้าที่ผ่านทางไปมาหรือบางคนก็ตั้งใจมาที่ตรงนี้เพื่อมาหาซื้อปลาทั้งสด ปลาเกลือ (ปลาเคล้าเกลือแล้วผึ่งแดดพอแห้ง) และปลาย่าง ซึ่งมีหลายหลากแล้วแต่ชนิดของปลา สนนราคาก็ขึ้นอยู่กับปลาแต่ละประเภทว่ามีมากน้อยเพียงใด...

ถัดลงไปในที่ลุ่มข้างทางมีภาพลุงคนสุโขทัยแท้ๆ ผิวดำเป็นเหนี่ยงเพราะกรำแดดอยู่คนหนึ่ง นั่งควบคุมการย่างปลาซึ่งมีควันไฟลอยโขมงอยู่ลึกลงไปในไหล่ทางกับหญ้าที่ขึ้นปกคลุมที่รกร้างอย่างไม่มีระเบียบ ขณะเดียวกันมีเถาดอกไม้เพียงชนิดเดียวสีขาวๆ เลื้อยเลาะพาดเกี่ยวต้นหญ้าใกล้ๆเถา และดอกของมันอ่อนโยนสวยงามเหมือนดวงดาวห้อยต่องแต่งอยู่ใกล้ๆกองไฟย่างปลาของลุง ฉันเดินลงไปชมดอกไม้นั้นใกล้ๆ คุยกับลุงทั้งเรื่องดอกไม้และเรื่องของลุง ลุงบอกว่าเห็นดอกไม้ชนิดนี้หลังน้ำลดทุกครั้ง แต่ไม่รู้จักหรอกว่าดอกอะไร ? ฉันถือโอกาสพินิจดอกอย่างใกล้ชิด ดอกสีขาวเหมือนดวงดาว มีสีม่วงเรื่อๆ ในกลีบดอกคล้ายระบายด้วยสีน้ำ งดงามจนต้องกลับไปค้นหาชื่อเสียงเรียงนามเสียแล้ว...

จากนั้น...ฉันชวนลุงคุยต่อ ถามถึงระยะเวลาการย่างปลา ทั้งปลาตัวเล็กๆอย่างปลาสร้อยหรือปลาหลดซึ่งเสียบไม้เวลาย่างโดยภรรยาและลูกสาวลุงนั่งทำปลาทุกตัวด้วยความชำนาญอยู่ในเพิงร้านริมถนน ปลาเหล่านี้จะใช้เวลาย่างร่วมวันเต็มๆ ป้าภรรยาของลุงบอกว่า "วันยังค่ำนั่นแหละ ถึงจะได้กิน"

ส่วนปลาบางชนิดที่ตากแดดทำเป็นปลาเกลือนั้นเล่า ถ้าแดดดีๆ ก็ใช้เวลาร่วมวันเหมือนกัน...ฉันถือโอกาสชวนทุกคนพูดคุยถึงสารทุกข์สุกดิบของการทำมาหากิน ลูกสาวลุงเล่าว่า ตัวเธอเองไม่ได้มาขายปลาประจำหรอกนะ เธอจะมาต่อเมื่อช่วงที่มีปลาขึ้นเยอะๆเท่านั้น เพราะเธอจะต้องไปทำไร่ยาสูบ ซึ่งใช้เวลาหลายขั้นตอนจนกว่าจะตัดใบแล้วก็ตากก่อนส่งขายให้รัฐบาล เธอยังเล่าต่อว่า ทำไร่ยาสูบมีรายได้ที่แน่นอน เพราะรัฐบาลรับซื้อทั้งหมด ส่วนขายปลาขึ้นอยู่กับฤดูกาลเสียมากกว่า...

เรื่องเล่าของเธอ...ทำให้ฉันหวนคิดถึงบ้านย่า ในสมัยฉันเด็กๆ ฉันจำได้...ย่าเป็นคนขยันมาก และย่าก็มีที่ดินจำนวนมากจึงจัดสรรปลูกผัก ปลูกยาสูบ ปอกระเจา และพอถึงฤดูทำนา ย่าก็มีนาข้าวของตัวเอง และย่าก็เป็นชาวนาเองด้วย ย่าเป็นคนสุโขทัยอย่างแท้จริงและมีชีวิตอยู่สุโขทัยทั้งชีวิตด้วยความขยันขันแข็ง แม้ผ่านวันเวลาไปนานมากแล้ว แต่เรื่องเล่าของลูกสาวลุง ดูราวกับว่า เหมือนเวลาไม่เคยเปลี่ยนวิถีของคนสุโขทัย ให้ไปไกลจากเดิมเสียด้วยซ้ำ

ได้เวลาร่ำลา...ฉันสัญญากับเธอและสมาชิกของครอบครัวเธอว่า ก่อนเดินทางกลับฉันจะมาแวะซื้อปลาสดและปลาย่างกลับไปฝากพ่อให้ชื่นใจ

เราเข้าที่พักเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเพียงครู่ จึงชวนกันขับรถเที่ยวชมเมือง เราผ่านบ้านเรือนของคนสุโขทัยแถวๆนอกเมือง หลายต่อหลายหลัง ส่วนใหญ่เป็นบ้านใต้ถุนสูง ซึ่งหมายถึงการเตรียมพร้อมรับฤดูน้ำหลาก แต่พอถึงในฤดูแล้งใต้ถุนก็จะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำไร่ทำนา บางหลังมีคอกวัวควาย บางหลังใต้ถุนทำเป็นโรงเรือนสำหรับแขวนยาสูบหลังตัดใบ ส่วนหน้าบ้านก็มักปลูกดอกไม้พื้นบ้านสีแจ่มจ้าหลายๆสี เช่น ดอกบานชื่น ดอกดาวเรือง ดอกหงอนไก่ ดอกเข็มสีสด ทุกดอกให้สีสดสว่างไสวเต็มไปหมด

ผู้คนที่นี่คือ คนซุ้กโข่ทัย (ออกเสียงแบบชาวสุโขทัย) ซึ่งมีผิวพรรณแบบพ่อฉัน ฉันจำได้นานมาแล้ว...เคยไปงานศพญาติผู้ใหญ่ ญาติเราหลายคน หน้าตาผิวพรรณคมเข้มจนแลดูคล้ายคนใต้แบบที่ใครๆรู้จัก และแม้แต่เคยได้ยินบางคนว่า โครงหน้าของคนสุโขทัยจริงๆ จะคล้ายโครงพระพักตร์ของพระพุทธรูปสุโขทัยเลยทีเดียว...ซึ่งนั่นหมายความว่า เรียวงามได้สัดส่วน จมูกโด่งเป็นสัน...หลายครั้งที่พบคนสุโขทัยฉันก็เห็นเช่นนั้นจริงๆ

แวะเที่ยวชมตลาดสดยามเย็น ชื่อ ตลาดสดวัดตระพังทอง อยู่ข้างหน้าทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเก่าแก่ของชุมชน เราจึงเห็นผู้คนในตลาดต่างรู้จักมักคุ้น ทักทายโอภาปราศรัยกันด้วยสำเนียงท้องถิ่นกันอย่างคุ้นเคย และภายในตลาดก็มีอาหารการกินของชาวสุโขทัยหลายต่อหลายอย่างที่น่าสนใจ เช่น ฝักเพกาดอง ปลาเจ่า น้ำพริกขี้กา ปลาน้ำจืดมากมายหลายชนิด ฯลฯ

...ยามเย็น เราชวนกันออกไปเดินเล่นในสนามหญ้าตามโบราณสถานต่างๆใกล้ๆที่พัก และเราก็ต่างดื่มด่ำบรรยากาศของโบราณสถานและกลิ่นหอมหวานของดอกปีบที่ลอยมากับสายลม...กระทั่งใกล้มืดค่ำ เราจึงชวนกันเดินกลับเข้าที่พัก ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งต่อทุกสิ่งทุกอย่าง จนเกินถ้อยคำที่เราจะเอื้อนเอ่ยต่อกัน และเรา...ก็ต่างอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง และผ่านค่ำคืนนี้ไปอย่างเงียบเชียบ...จนเช้าวันใหม่

ก่อนเดินทางกลับ...เราแวะไปที่ร้านขายปลาริมทาง ใกล้ทุ่งทะเลหลวงตามสัญญาที่ให้ไว้ ใจฉันคิดถึงพ่อตลอดเวลา จึงอยากเลือกปลาทั้งปลาสด ปลาย่างกลับบ้านให้มากที่สุด คิดถึงเมนูอาหารที่พ่อจะต้องลงมือทำเองด้วยความสุข ฉันเลือกปลาสดอย่างปลาค้าว ปลากดและปลาตะเพียนซึ่งลูกสาวลุงก็กุลีกุจอบั้งจนละเอียดด้วยความชำนาญ แล้วจัดการใส่ถังโฟมพร้อมน้ำแข็งเพื่อให้สดจนกระทั่งถึงบ้าน นอกจากนี้ฉันยังเลือกปลาหลดย่าง ปลากระทิงย่าง รวมทั้งปลาดุกย่างซึ่งเพิ่งผ่านการย่างเมื่อวานนี้ทั้งวัน ความหอมและความใหม่จึงอบอวลชวนกินนัก

เดินทางกลับเชียงใหม่ด้วยความอิ่มเอมในอารมณ์ ภาพดอกไม้ที่งดงามใกล้ๆเพิงขายปลาริมทางยังอ้อยอิ่งอยู่ในความรู้สึก ดอกอะไรหนอ?ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย...และอดคิดต่อไม่ได้ว่า ดอกไม้ดอกนั้นอาจไร้ความหมายต่อลุงและครอบครัว ปลาหลากหลายชนิดต่างหากที่มีความหมายหล่อเลี้ยงครอบครัวลุงและอีกหลายๆครอบครัวตรงนั้น แต่ถึงอย่างไรลุงก็มองเห็นดอกไม้ดอกนั้นทุกครั้งเมื่อฤดูน้ำหลากผ่านไป ซึ่งนั่นก็หมายถึง การมาของปลาจำนวนมากกำลังจะทำให้ทุกคนพอได้อยู่ได้กิน อย่างที่ป้าภรรยาของลุงเอ่ยอย่างซื่อๆ

ถึงบ้านในเวลาแดดร่มลมตกพอดี สวนดอกไม้ยามเย็นก็สวยงามแปลกตาทุกครั้งเมื่อถึงบ้าน ทั้งที่เพิ่งจากไปเพียงวันสองวัน ฉันร้องเรียกพ่อและทุกคนให้มาดูปลาต่างๆที่ซื้อกลับมา พ่อฉันดูมีความสุขกว่าใครๆ ความหลังที่สุโขทัยคงเรืองรองในความคิดคำนึงของพ่อเสียยิ่งกว่าแสงแดดของยามเย็นในวันนี้ ถึงกับเอ่ยปากว่า "เดี๋ยวจะลงมือตำน้ำพริกเองเลยเพื่อเราจะได้ฉู่ฉี่ปลาค้าวสดๆก่อนอื่น เพราะไม่ได้กินนานแล้ว ส่วนปลาตะเพียน ปลากระทิงเราแช่แข็งไว้ทำวันถัดไป"...

และสำหรับฉันกับเพื่อนเมื่อกลับถึงบ้าน เพื่อนฉันซึ่งเชี่ยวชาญการค้นหาในโลกอินเทอร์เน็ต ได้ช่วยค้นหาชื่อเจ้าดอกไม้ที่น่ารักดอกนั้น จนกระทั่งได้รู้ชื่อเสียงเรียงนามที่คนตั้งชื่อช่างเปรียบนักว่า ดอกจมูกปลาหลด และเจ้าดอกจมูกปลาหลดดอกนี้ยิ่งดูก็ยิ่งละม้ายปลาหลดจริงๆ ดังว่า และดอกไม้ดอกนี้ ก็คงยังงอกงามและมีดอกให้คนบางคนมองเห็นความสวยงามที่เป็นธรรมชาติและเป็นธรรมดา ตราบใดที่ยังมีที่ลุ่มและดงหญ้ารกเรื้อหลังฤดูน้ำหลากเช่นนี้ทุกๆปี เช่นเดียวกับที่เมืองสุโขทัยยังมีแม่น้ำยม ห้วย หนอง คลอง บึง ชาวสุโขทัยส่วนหนึ่งก็ยังมีอาชีพเป็นคนหาปลา คนขายปลาและรวมถึงการนิยมกินปลาของชาวสุโขทัยอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นธรรมดาเช่นกัน

เรื่องราวความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวกับความเป็นเมืองและเป็นคนสุโขทัย ดูเหมือนจะยิ่งมีส่วนให้ฉันมองเห็นความเป็นสุโขทัยแจ่มกระจ่างขึ้น ขณะเดียวกันก็คล้ายๆจะมีคำอธิบายต่อรากเหง้าของตัวเอง ซึ่งแม้ว่าบางสิ่งจะเจือจางลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีแก่นหลงเหลืออยู่ในความเป็นตัวเราเสมอๆ...อย่างนั้นกระมัง

สิ่งสำคัญสำหรับเมืองสุโขทัยในความรับรู้ของฉัน จึงไม่ใช่เป็นเมืองที่เราเดินทางเพื่อไปท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หากแต่ให้ความรู้สึกเสมือนหนึ่งการกลับไปบ้าน...กลับไปพบกับหลายสิ่งหลายอย่างที่คุ้นเคย และไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด สุโขทัยยังคงเป็นบ้านที่งดงามในความรับรู้ของฉันอย่างไม่เคยจืดจางตามวันเวลา...