สาธร โสรัจประสพสันติ คุณค่าชีวิต คุณค่าผ้าหาดเสี้ยว

สัมภาษณ์พิเศษ

'คุณลุงสาธร' หรือ 'อาจารย์สาธร' ปราชญ์แห่งบ้านหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ผู้อุทิศตัวให้กับงานสืบสานศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการอนุรักษ์ผ้าซิ่นตีนจกดั้งเดิม ๙ ลาย จนกลายเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของคนหาดเสี้ยว แม้จะจบการศึกษาแค่ ป.๔ แต่ สาธร โสรัจประสพสันติ มีสำนึกรักและหวงแหนในภูมิปัญญาวัฒนธรรมถิ่นเกิดอย่างน่ายกย่องอย่างยิ่ง

เขาได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นผู้สนับสนุนการอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๔

และเมื่อปี ๒๕๓๗ 'คุณลุงสาธร' ได้รับการประกาศเกียรติให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาภูมิปัญญาชาวบ้าน (การจัดการธุรกิจชุมชน)

และก่อนหน้านั้น นับแต่วัยเด็กตราบกระทั่งเติบโตขึ้นมาเข้าสู่วัยรุ่น วัยกลางคน กล่าวได้ว่าชายสูงอายุท่านนี้ผ่านการต่อสู้ชีวิตมาด้วยความสมบุกสมบัน สาหัสสากรรจ์ ประกอบอาชีพการงานสัมมาอาชีวะเพื่อหลีกลี้หนีความยากจน ใช้ชีวิตอดออม เก็บหอมรอมริบ ก็เพื่อเลี้ยงชีพตนและเลี้ยงครอบครัวในฐานะพี่ชายคนโตซึ่งยังมีน้องชายน้องสาวโตไล่ๆกันมาอีก ๘ คน

ชีวิตของ 'คุณลุงสาธร' จึงเปี่ยมไปด้วยคุณค่าน่าสรรเสริญไม่น้อยไปกว่าคุณค่าของผ้าทอโบราณแห่งบ้านหาดเสี้ยว...ทุกวันนี้ชาวบ้านตำบลหาดเสี้ยว ในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ตลอดจนคนไทยต่างถิ่นคนอื่นๆต่างรู้ดีว่า สาธร โสรัจประสพสันติ คือผู้ก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ' อันเป็นสถานที่รวบรวมเก็บรักษาผ้าซิ่นตีนจกลายโบราณเก่าขลังอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี มากมายหลายผืนซึ่งมีสนนราคาสูงยิ่งกว่าทองคำ หากแต่เจ้าของไม่คิดขาย เนื่องจากต้องการให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถี ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม สำหรับอนุชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยที่มีบรรพชนชาวไทยพวนได้สั่งสมคุณค่าไว้มากมาย

นับแต่อดีตจวบปัจจุบัน คุณค่าในผ้าทอมือโบราณเหล่านั้น ยังมิเสื่อมคลาย เนื่องเพราะการเล่าขานถ่ายทอดกันปากต่อปาก โดย 'อาจารย์สาธร' เป็นดั่งปราชญ์ผู้เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ช่วยมิให้ของดีมีคุณค่าเลือนหายหรือถูกกลืนกินไปกับกาลเวลา

อีกทั้งความมั่งมีที่เห็นในวันนี้ ล้วนเกิดจากความอุตสาหะบากบั่น ยึดมั่นในหลักสุจริตชน ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคทั้งมวล

สาธร โสรัจประสพสันติ จึงลำดับเรื่องวันวารของตนเองให้ฟังว่า...

"ต้นตระกูลของผมมีเชื้อสายไทยพวน อพยพมาจากแคว้นเชียงขวาง เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ คุณแม่ผมท่านทอผ้าลายตีนจก ลายโบราณ ทอมือเก่งมาก แต่ช่วงหนึ่งผ้าทอเหล่านี้ซบเซาไปนานถึง ๔๐ กว่าปี เพราะผู้คนไม่นิยมใช้ ไม่นิยมสวมใส่ จนกระทั่งมาได้รับการฟื้นฟูในตอนหลัง โดยผมให้คุณแม่ช่วยแกะลาย และสอนคนรุ่นหลังทอผ้าซิ่นตีนจกสืบต่อกันมา

ความจริง สมัยยังเด็ก ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการทอผ้าเท่าไรนัก เพราะรู้ว่าผ้าทอมือลายโบราณแต่ละผืนต้องใช้เวลายาวนานเกือบ ๕ เดือน ที่บ้านมีฐานะยากจนมาก ผมเพียงแต่อยากทำอาชีพอะไรก็ได้เพื่อหลีกหนีความจน

ผมเรียนจบเพียงชั้น ป.๔ ต้องออกจากโรงเรียน มาช่วยพ่อแม่ขายของ ขายทุกอย่างที่ขายได้ ถามว่า
อายมั้ย อาย แล้วทำมั้ย ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ เราไม่มีกิน เช่น เข้าป่าไปหาหน่อไม้มาขายในตลาด ทำประจำ วันหนึ่งๆได้รายได้เพียงไม่กี่บาท

ตอนอายุประมาณ ๑๒-๑๓ ปี ผมคิดอยากบวชเณร อยากเรียนหนังสือด้วย แต่แม่ขอไว้ เพราะว่าเมื่ออดีตหากลูกบวชเณร พ่อแม่ต้องนำอาหารมาให้ทุกวัน ไม่เหมือนอย่างปัจจุบันนี้ แต่แล้วผมก็ได้บวชที่วัดโบสถ์อยู่ระยะหนึ่ง สมัยนั้นสภาพแวดล้อมรอบวัดเป็นป่าทึบ ซึ่งแต่ละวันพ่อแม่ต้องผลัดกันนำข้าวปลาอาหารมาให้เณร จนกระทั่ง แม่ต้องเอ่ยปากว่า ธร เอ๊ย สึกเถอะลูก พ่อแม่ไม่มีใครช่วยทำไร่ทำนา คุณพ่อคุณแม่ผมท่านมีลูก ๙ คน ซึ่งผมเป็นลูกชายคนโต ในที่สุด ต้องสึกออกมาช่วยครอบครัวทำมาหากิน"

มีช่วงหนึ่ง 'ลุงสาธร' อาจจะเล่าด้วยความน้อยใจโชคชะตา

"ผมเคยหนีออกจากบ้าน เพราะโกรธพ่อแม่ที่ไม่ให้เรียนหนังสือ หนีไปนอนบ้านน้าที่หมู่บ้านหาดสูงในตำบลหาดเสี้ยวนี่แหละ พ่อแม่มาตามให้กลับบ้าน คืนหนึ่งได้คุยกับพ่อที่กระท่อมปลายนา พ่ออธิบายให้ฟังว่าพ่อแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือได้หรอก และอีกอย่างหนึ่งถ้าเรียนจริงจัง ก็ต้องไปเรียนในตัวเมืองสุโขทัย ซึ่งพ่อไม่มีปัญญาขนาดนั้น แต่เอาเถอะ ไม่ต้องกลัว พ่อจะหางานให้ลูกทำ บังเอิญเพื่อนบ้านช่วยฝากผมไปทำงานเป็นเด็กท้ายรถลากไม้ เงินเดือน ๘๐ บาท

ลักษณะงานที่ผมต้องทำ ก็คือ พอช้างลากไม้ซุงมา เราต้องไปงัดลากไม้ให้เรียงกันเป็นระเบียบ งานหนักและลำบากลำบนมาก นึกถึงชีวิตตอนนั้นแล้วอยากร้องไห้ งานทำให้ผมรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ ผมใช้ชีวิตอย่างอดออมมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเคยชินอย่างนั้น

ผมทำงานงัดลากไม้จนเป็นไข้ป่าซมซานกลับบ้าน แม่ให้กินยาปวดหาย และพาไปหาลุงเย็นหมอผีประจำหมู่บ้านตามความเชื่อความศรัทธา ไม่กี่วันอาการดีขึ้น หลังจากนั้น ผมไปทำงานรับจ้างเกี่ยวข้าว ได้วันละสามบาทห้าสิบสตางค์ เสื้อแขนยาวยังไม่มีใส่เลย

จนกระทั่ง อยู่มาวันหนึ่ง แม่สังเกตว่าคนแถวบ้านเขาขายขนมจีนน้ำยาแล้วดูมีสตุ้งสตางค์ขึ้น แม่ก็เกิดความคิดขึ้นมา ถามผมว่า เราลองขายดูมั่งมั้ยลูก เผื่อจะมีเงินมากกว่าเดิม แม่ให้ผมลองตามไปสังเกตดูเขาขาย ว่าเขาขายยังไง ขายที่ไหน ผมเดินตามดูเขาทั้งวัน เห็นเขาขายขนมจีนสามจับ ก็เป็นเงินหนึ่งสลึง กลับมาบ้าน ผมมาบอกแม่ว่าผมไปขายอย่างเขาได้ แม่จึงทำขนมจีนน้ำยากับน้ำพริก ใส่ตะกร้า ให้ผมหาบเร่ไปขาย ตอนนั้นผมอายุประมาณ ๑๓-๑๔ ปี ทุกวันนี้ตะกร้าหาบ ผมยังเก็บไว้อยู่ บางวันเดินขายขนมจีน เจอเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันชั้นประถม เพื่อนได้เรียนต่อ แต่ผมต้องออกมาขายของ ก็น้ำตาไหลเสียใจ

แต่วันแรกที่เร่หาบขายขนมจีน กลับมาบ้าน กระโดดกอดเอวแม่ ดีใจมาก นับเงินแล้ว วันนั้นได้มาทั้งหมด ๑๗ บาท วันต่อมาก็ขายได้ ๒๐ กว่าบาท ถ้าวันไหนขายได้ ๓๐ กว่าบาท แปลว่าวันนั้นหาบหนักมากเหลือเกิน ผมเร่หาบขนมจีนขายอยู่ ๒ ปี ฐานะทางบ้านพอใช้ได้ เนื่องจากต้นทุนไม่มากนัก เพราะข้าวทำขนมจีนเราก็ปลูกเอง ปลาสำหรับทำน้ำยาน้ำพริก พ่อก็ไปหาเอาตามลำน้ำคูคลอง"

ต่อมา ชีวิตของ สาธร โสรัจประสพสันติ พลิกผันจากการเป็นพ่อค้าหาบเร่ กลายมาเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า แม้จะไม่เหนื่อยแบบปากกัดตีนถีบเท่าเก่า แต่ขึ้นชื่อว่าชีวิตคนจนและด้อยโอกาสทางการศึกษาแล้ว อย่างไรเสีย ยังคงตรากตรำต่อสู้ต่อไปตราบเท่าที่มีลมหายใจเป็นพลังให้ก้าวเดินมุ่งสู่ทางข้างหน้า ซึ่งอาจจะพบสวนดอกไม้หรือขวากหนามรออยู่ตรงปลายทาง ก็สุดที่ใครจะหยั่งรู้ได้

"ทีนี้ชีวิตผมหักเห ก็เพราะว่าได้พบกับคนคนหนึ่ง ซึ่งมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ที่หน้าค่าย ม.พันเจ็ด จังหวัดอุตรดิตถ์ เขาต้องการเด็กผู้ชายมาช่วยงาน ถ้าผมไปช่วยเขาโดยทำงานบ้านด้วย เขาจะให้เรียนเย็บผ้าฟรี ผมก็อยากได้วิชา จึงไปทำงานที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้านี้

แล้วไม่นาน ผมสามารถตัดเย็บกางเกงขาสั้น กางเกงขายาว แต่เขาไม่ได้สอนจริงจังอะไรหรอก ผมใช้เรียนแบบครูพักลักจำ ตีหนึ่ง ตีสอง ยังต้องนั่งสอยกางเกง

วันหนึ่งผมได้เขียนจดหมายไปถึงน้าชายที่บ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ เพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว น้าชายชวนมาทำงานการรถไฟ เป็นคนงานรถไฟที่สถานีบ้านหมี่ เช็ดถูตู้รถไฟ ตัดหญ้าบริเวณริมทางรถไฟ สมัยนั้นได้เงินเดือนเดือนละ ๓๐๐ บาท

ผมทำงานที่การรถไฟประมาณ ๑ ปี ช่วงว่างก็รับจ้างเย็บผ้าด้วย แต่ผมไม่เห็นความก้าวหน้าของอนาคต ไม่รู้ว่าเราต้องเช็ดถูตู้รถไฟไปจนแก่หรือเปล่า เพราะความรู้ไม่มี หนังสือหนังหาไม่ได้เรียน จบแค่ ป.๔ เท่านั้น จึงคิดว่าเราน่าจะไปเอาดีทางด้านตัดเย็บเสื้อผ้าดีกว่า หากว่าโชคดีขยันขันแข็งอาจจะได้เป็นเถ้าแก่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า"

สาธรในวัยหนุ่มจึงมาถึงทางแยกแห่งการตัดสินใจอีกครั้ง...

"ผมตระเวนเดินสมัครงาน สุดท้ายร้านสกุลไทยในตลาดบ้านหมี่ ลพบุรีรับผมเป็นช่าง เขาให้เงินเดือนเดือนละ ๑๐๐ บาท ผมตัดสินใจลาออกจากการรถไฟมาทำงานเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าที่ร้านสกุลไทย เงินเดือนขึ้นทุกเดือน ตกเดือนที่สี่ได้รับ ๓๐๐ บาท จนมาสุดเพดานเงินเดือนอยู่ที่ ๓๕๐ บาท ผมทำอยู่ที่นี่ ๒ ปี น้องของผมคนไหนที่สนใจสามารถทำงานเย็บเสื้อผ้าได้ ผมมารับน้องให้ไปทำงานด้วยกัน

อยู่มาอีก ๖ ปี จากลพบุรี ผมตัดสินใจเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ โดยที่ตอนนั้นยังไม่เคยมากรุงเทพฯเลย แต่รู้จักกับน้องชายของภรรยา ผมยังจำได้ ขึ้นรถไฟจากลพบุรีมาลงที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เดินลัดเลาะไปแถวโรงหนังนิวโอเดียน ตั้งใจจะไปอยู่กับเพื่อนที่วัดแถวนั้น อาศัยวัดอยู่ไปก่อน กินข้าววัด เพราะยังหางานไม่ได้ ผมก็อยู่ในวัดอย่างเจียมเนื้อเจียมตน พอมาอีก ๔-๕ วัน ก็หางานทำได้ เป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่แถวคลองเตย

ทำได้สักพัก ได้งานใหม่อีก โดยเป็นช่างตัดอยู่ที่ร้านมาวินเทเลอร์ แถวประตูน้ำ ผมส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน บางครั้งรู้สึกท้อแท้เหมือนกัน ชีวิตในกรุงเทพฯต้องต่อสู้ พอได้ดี ก็มารับน้องไปอยู่ด้วย ออกทุนให้น้องขายของบ้าง ชีวิตผมเก็บหอมรอมริบมาตลอด จนมีเงินพอให้พ่อปลูกบ้านที่สุโขทัย ไม่นานพ่อก็เสียชีวิต เหลือแต่แม่"

ทว่าช่วงหนึ่งของการมาใช้ชีวิตและทำงานแบบคนเมืองกรุง ปะเหมาะให้คุณลุงพลัดหลงเข้าไปอยู่ในวังวนมายา

"ผมได้แสดงภาพยนตร์เป็นตัวประกอบ มีเงินมีทองใช้สบายขึ้น จากที่นั่งรถเมล์ก็ได้นั่งแท็กซี่ เที่ยวราตรีเป็นประจำ พอเงินไม่พอใช้ก็ต้องเอาทองหยองไปจำนำ ในที่สุดรู้สึกตัว มาคิดได้ว่าถ้าเราขืนปล่อยให้ชีวิตตัวเองเป็นอย่างนี้ต่อไป มีหวังเข้ารกเข้าพงแน่แท้ เกิดความสำนึกได้ หันกลับมาเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าเหมือนเดิม ยังไม่ลืมความฝันของตนเองที่ว่า อยากมีร้านรับตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นของตนเอง

พอดีว่าน้องสาวแต่งงานกับนายตำรวจชาวลำปาง เปิดร้านเสริมสวยอยู่ที่ลำปางด้วย ผมไปอาศัยอยู่กับน้องสาว ขอพื้นที่ร้านมุมหนึ่งเปิดรับตัดเย็บเสื้อผ้า มีลูกค้าติดพอสมควร แต่ต่อมาผมแต่งงาน พี่ชายของภรรยาเปิดร้านรับตัดเย็บเสื้อผ้าที่สุโขทัย ผมก็ย้ายกลับมาสุโขทัย

นับเป็นโชคของผมด้วยที่มีโอกาสพบกับ นาวาอากาศเอก วิมล เสนาณรงค์ สมัยที่ทำงานที่จังหวัดลำปาง ผมสังเกตเห็นท่านสวมแหวนโป่งข่ามอยู่หลายวง จึงปากไวทักท่านว่า แหวนสวย นาวาอากาศเอกวิมลท่านคุยว่าได้ซื้อแหวนโป่งข่ามมาในราคาวงละเท่านั้นเท่านี้บาท ผมฟังแล้วนึกในใจ ทำไมราคาแพงจัง ทั้งที่ความจริงแหวนโป่งข่ามไม่ได้แพงขนาดนั้น ผมเองก็สวมแหวนโป่งข่ามอยู่วงหนึ่ง ซึ่งผู้ใหญ่แนะนำเพราะมีความเชื่อ บอกต่อๆกันมาว่า สวมให้ติดนิ้วเถอะ แล้วจะกินบ่เซี้ยง แปลว่ากินไม่หมด

ครั้งนั้นนาวาอากาศเอกวิมลขอให้ผมช่วยหาหัวแหวนโป่งข่ามมาให้ด้วยสักห้าหกหัว ผมรับปากท่าน รีบไปหาน้องเขยให้ช่วยกันกว้านหาหัวแหวนโป่งข่าม ได้มาทั้งหมดสิบเอ็ดหัว รีบนำมาให้นาวาอากาศเอกวิมลดู ปรากฏว่าชอบ ซื้อหมด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น ๓,๐๐๐ บาท

เกิดมาในชีวิต ผมไม่เคยขายของได้เงินมากขนาดนี้ เรียกว่าขายโป่งข่ามจนมีเงินแต่งงาน ตอนหลังได้บอกกับนาวาอากาศเอกวิมลว่า ผมเป็นคนสุโขทัย ท่านก็ว่าดีเลย ช่วยหาพระเก่ามาให้ดูด้วย"

หากไม่ทราบว่าเป็นเพราะบุญทำกรรมแต่งหรืออย่างไร ทำให้ปราชญ์แห่งบ้านหาดเสี้ยว หูฝาดได้ยินเป็นคำว่า 'ผ้าเก่า'

นับจากวันนั้น ชีวิตของเขาจึงหักเหอีกรอบ และมามีมาเป็นอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้...

"ผมกลับบ้านที่สุโขทัย มาหาผ้าเก่าตามบ้านญาติ ซึ่งเราเรียกกันว่าผ้าซิ่นตีนจก ไม่มีใครเขานิยมใช้กันแล้ว แต่ทุกผืนที่ผมรวบรวมได้จากญาติผู้ใหญ่ คือผ้าซิ่นตีนจกไทยพวน ลวดลายต่างๆกัน เช่น ลายสิบสองหน่วยตัด ลายเครือน้อย ลายมนสิบหก ฯลฯ ทอด้วยมือทั้งนั้น

อายุของผ้าประมาณ ๔๐-๕๐ ปี ตกทอดมาจากรุ่นปู่ย่าตายาย ผมจึงได้นำผ้าเก่าทั้งหมดมาให้นาวาอากาศเอกวิมลชม เมื่อพบกัน ท่านก็ร้องว่า ไม่ใช่ผ้าเก่า ฉันต้องการพระเก่า เพราะอีกสองเดือนต้องไปราชการทหารที่เวียดนาม ถึงอยากได้พระเก่ามาแขวนคอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้รอดปลอดภัย แต่ท่านก็พิศดูผ้าเก่าที่ผมอุตส่าห์หอบมา แล้วนึกขึ้นได้ว่าหม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา สนใจและชอบผ้าพวกนี้ นาวาอากาศเอกวิมลท่านเมตตาช่วยเขียนที่หลังนามบัตรแนะนำให้ผมนำผ้าเก่าพวกนี้ไปที่วังของหม่อมดุษฎี

เมื่อไปถึงที่วัง หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา (พระชายาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์) ท่านชอบผ้าเก่าพวกนี้มาก รับซื้อจากผมหมด และยังบอกอีกว่าถ้ามีอีก ก็ให้นำมาขายให้อีก ผมขึ้นล่องกรุงเทพฯ-สุโขทัย อยู่หลายเที่ยว จนตั้งตัวได้ เพราะคุณค่าในผ้าเก่าเหล่านี้ ทำให้ผมไม่อาจลืมได้ว่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นเพราะคุณค่าล้ำอันประเมินไม่ได้ของผ้าทอมือโบราณตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายของเรา"

ส่วนผู้ทรงคุณอีกท่านหนึ่งที่ 'คุณลุงสาธร' ในวัย ๗๑ ปี อยากเอ่ยถึง ก็คือ อาจารย์อ่วม สาณะเสน

"ผมได้รับความรู้ภูมิปัญญาในผ้าเก่าซิ่นตีนจกไทยพวนจากอาจารย์อ่วมเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันอาจารย์อ่วมขอให้ผมกลับไปถามผู้ใหญ่เกี่ยวกับเจ้าของผืนผ้า รวมถึงลวดลายผ้าต่างๆด้วย เพราะท่านจะต้องเก็บข้อมูลไปสอนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร

สุดท้ายอาจารย์อ่วมบอกให้ผมไปศึกษาข้อมูลมาให้ได้ว่าลวดลายตีนจกของผ้าซิ่นชาวไทยพวนในแถบบ้านผมมีทั้งหมดกี่ลาย และก็ได้คำตอบมารายงานอาจารย์อ่วมว่ามีลายเครือใหญ่ ลายเครือสี่ขอ ลายสองท้อง ลายมนสิบหก ลายสิบสองหน่วยตัด ลายแปดขอ ลายเครือกลาง ลายเครือน้อย ลายน้ำอ่าง รวมทั้งหมด ๙ ลาย อาจารย์อ่วมยังบอก หากมีผ้าซิ่นตีนจกไทยพวน ๙ ลาย ก็นำมาให้อีก อาจารย์รับซื้อทั้งหมด

ขณะที่หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา ท่านก็ยังต้องการอีก โดยขอให้ทอมือผืนใหม่ด้วย ผมจึงต้องให้แม่รื้อฟื้นการทอผ้าซิ่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า ๔๐ ปี หม่อมดุษฎีท่านยังแนะนำการเลือกใช้สีสันให้ดูสวยงามเหมาะกับยุคสมัย ท่านให้เด็กพาผมไปที่ตั้งฮั่วเส็งเพื่อหาซื้อเส้นไหม เส้นด้ายสำหรับทอมือ แต่ลวดลายในผืนผ้า ยังยึดลายโบราณของแท้ดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง"

อาจารย์สาธรบอกว่า ทุกเส้นทุกสายในลายผืนผ้าที่ทอแล้ว ล้วนมีความหมายเป็นมงคลแก่ชีวิต อย่างเช่น ลายนกคุ้ม หมายถึงอยู่คุ้มเหย้าคุ้มเรือน คุ้มบ้านคุ้มช่อง คุ้มพี่คุ้มน้อง คุ้มผองคุ้มภัย คุ้มลูกคุ้มเต้า คุ้มผัวคุ้มเมีย และยังมีลายนกคู่ หมายถึงอยู่คู่กัน หันหน้าเข้าหากัน ปรองดองสามัคคี และลายดอกหมี ซึ่งเป็นดอกไม้กลิ่นหอมชนิดหนึ่งพบทางเมืองเหนือ แต่ปัจจุบันนี้หายากมากแล้ว และลายเครือขอ หมายถึง เกาะเกี่ยวอยู่ด้วยกัน ไม่หนีหายจากกันไปไหน ส่วนจกหรือสร้อยสา ให้รู้ว่าเป็นเชิงสร้อยสาสวยงาม จกจึงอยู่เชิงผ้าล่างสุด

"เสน่ห์ผ้าซิ่นตีนจกไทยพวนเราไม่เหมือนใคร คือเราจะทอลายเต็มพื้นที่ในผืนผ้า ลายจกเต็ม..."

ประกอบกับ 'ผ้าหาดเสี้ยว' จังหวัดสุโขทัย โด่งดัง และถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกคราหนึ่งอย่างทรงคุณค่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ผ้าซิ่นตีนจก ๙ ลายของบ้านหาดเสี้ยว ทำให้ความนิยมในผ้าซิ่น ผ้าทอ กลับฟื้นคืนมาสู่ความรุ่งเรือง

"ครั้งหลังสุด ผมขายผ้าเก่าจำนวนที่มีทั้งสิ้น ๒๕๐ ผืน ขายให้กับชาวต่างชาติ ซึ่งเขาเห็นคุณค่าของผ้าเหล่านี้ เขาซื้อทั้งหมด และถามผมว่าผมจะคิดเท่าไหร่ ผมบอกทั้งหมด ๒๕๐ ผืน ผมขอ ๕๐๐,๐๐๐บาท ชายชาวต่างชาติคนนั้นก็ตกลงทันที ตอนนั้นผมมีหนี้ธนาคาร ๑๕๐,๐๐๐บาท รีบเอาเงินไปใช้ธนาคาร ที่เหลือผมซื้อที่ดินและปลูกบ้านอยู่ที่หาดเสี้ยว"

พูดได้ว่าชีวิตอาจารย์สาธร โสรัจประสพสันติ หนีจากความยากจนมาได้ ก็เพราะผ้าซิ่นตีนจกลายโบราณแท้ๆ

เขารำลึกอดีตต่อไปอีกว่า...

"อาจารย์อ่วม สาณะเสน ท่านชอบผ้าเก่าที่มีอายุมากๆ มากกว่าผ้าที่ทอขึ้นมาใหม่ ยิ่งเก่ายิ่งใช้มาแล้วเป็นร้อยปี ท่านยิ่งชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์อ่วมย้ำผมว่า สาธร อย่าลืมเขียนชื่อเจ้าของผ้าผู้ที่ทอผืนนั้นๆมาให้ด้วย และกำกับมาด้วยว่าลวดลายอะไร มีอายุของผ้ากี่ปีแล้ว ตรงนี้ทำให้ผมต้องไปศึกษาหาความรู้เรื่องลวดลายโบราณจากผู้เฒ่าผู้แก่

ตอนหลังผมนำผ้าซิ่นเก่าโบราณหกผืนมามอบให้อาจารย์อ่วม เพื่อตอบแทนน้ำใจท่าน อาจารย์อ่วมรับจากผมแล้วได้ย้ำว่า สาธร ผ้าเก่าหกผืนนี้ ให้ฉันแล้วมาขอคืนไม่ได้นะ อาจารย์อ่วมย้ำถึงสามครั้งว่าให้แล้วคืนไม่ได้นะ ผมก็ยืนยันไปว่าไม่เอาคืนแน่นอน"

อีกหลายวันต่อมา 'คุณลุงสาธร' มาที่บ้านอาจารย์อ่วม สาณะเสน จึงได้เห็นว่าอาจารย์จัดแสดงผ้าเก่าทั้งหกผืนนั้นอย่างไร...

"วินาทีแรกที่เห็น ผมขนลุกเลย อาจารย์อ่วมจัดไฟสปอตไลท์ส่องแสงกระทบผืนผ้าได้สวยงามมาก มีสิ่งของตกแต่งอื่นประกอบด้วย เช่น ตู้เสื้อผ้า คันฉ่อง เตียง ทุกอย่างดูงามกลมกลืนกันดีมาก ผ้าหกผืนนั้นก็งดงามจับตายามแสงไฟส่อง ทำให้ผมเกิดความเสียดายขึ้นมาในทันที ยิ่งอ่านป้ายตัวหนังสือที่ติดกำกับอยู่ที่ผ้า ยิ่งขนลุก"

เช่น มีป้ายเขียนว่า 'ป้าสมพร กากระทิง หมู่ที่ ๓ บ้านหาดสูง ลายสิบสองหน่วยตัดต่อซิ่น... อายุมากกว่า ๑๐๐ ปี' ฯลฯ

"อู๊ย ผมอ่านป้ายแล้ว ขนลุก รู้สึกขลังมาก เกิดความบันดาลใจ เมื่อเรามีบ้านของตัวเอง อยากจัดแสดงผ้าเก่า ผ้าโบราณแบบนี้ เพื่อให้คนหาดเสี้ยวได้เห็นภูมิปัญญาของปู่ย่าตาทวด"

และจากเหตุการณ์วันนั้นจึงเป็นที่มาของการสร้างสรรค์สั่งสมผลงานศิลปวัฒนธรรมไทยเพื่อการสืบสานและต่อยอดในเชิงอนุรักษ์ศิลป์แผ่นดินโดยหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ก็คือ อาจารย์สาธร โสรัจประสพสันติ ซึ่งพอจะอนุมานผลงานดีเด่นได้ ดังนี้

ประการแรก การประยุกต์ใช้ผ้าพื้นเมืองหาดเสี้ยว ซึ่งเป็นหัตถกรรมท้องถิ่นของชาวไทยพวนโดยนำมาตกแต่งกับเสื้อผ้าเครื่องใช้ให้งดงาม ติดตาต้องใจสำหรับผู้ที่ได้พบเห็น อาทิ เสื้อผ้าแบบต่างๆ เน็คไทหลากหลายทั้งสีสันและลวดลาย รวมทั้งกระเป๋าถือที่นำผ้าทอหาดเสี้ยวมาตกแต่งได้อย่างเหมาะสม

ผลงานเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ทำให้ผ้าตีนจกหาดเสี้ยวมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาภายหลังจากที่เงียบเหงาซบเซามานานถึง ๓๐-๔๐ ปี

เมื่อคนไทยทั่วไปให้ความสนใจผ้าตีนจกอย่างมากมายเช่นนี้ เป็นผลให้ประชาชนในหมู่บ้านหาดเสี้ยว หาดสูง บ้านใหม่ ที่เป็นเจ้าของหัตถกรรมผ้าล้ำค่าในเรื่องของผ้าตีนจก ได้มีงานทำสร้างรายได้ให้ครอบครัว

ประการที่สอง การออกแบบและประดิษฐ์ลวดลายผ้าพื้นเมืองแบบใหม่ ได้แก่ ซิ่นเคี้ยะ คือนำลวดลายผ้าตีนจกประดิษฐ์ผ้าถุง โดยทอด้วยการแยกลายตีนจกโปร่งตาตลอดทั้งถุง ซิ่นเคี้ยะมีราคาสูงมาก เมื่อมีผู้นำไปจำหน่ายหรือเผยแพร่แหล่งอื่น กล่าวคือราคาสูงถึง ๖,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปเช่น จกลายทานตะวัน ลายบัวคว่ำบัวหงาย ฯลฯ

ประการที่สาม การอนุรักษ์ลายผ้าตีนจก 'คุณลุงสาธร' คือผู้รวบรวมอนุรักษ์ผ้าตีนจกหาดเสี้ยวทั้ง ๙ ลาย อันได้แก่ ลายเครือใหญ่ ลายสี่ขอ ลายสองท้อง ลายมนสิบหก ลายสิบสองหน่วยตัด ลายแปดขอ ลายเครือกลาง ลายเครือน้อย ลายน้ำอ่าง ตลอดจนพัฒนาการทอแบบโบราณจากการใช้สีแดงที่เป็นเส้นยืนมาใช้สีดำเป็นเส้นยืน (ยืนเครือ) แล้วทอด้วยสีอื่น ทำให้ตีนจกที่ออกมามีสีสันงดงาม ถ้าเป็นสีม่วงก็เป็นสีม่วงสลับสีดำ สีม่วงจึงมีสีทึบลง สีน้ำเงินก็จะมีสีเข้ม ทำให้เมื่อนำไปต่อกับซิ่นแล้วมีสีสันงดงามกลมกลืนกัน ช่วยให้ตีนจกเด่นงดงามมีคุณค่าขึ้นจนเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

ปัจจุบันได้ขยายงานโดยมีแกนนำในการสอนวิชาชีพแก่เยาวชน โดยสร้างโปรแกรมการทอผ้าตีนจกทั้ง ๙ ลาย ให้นักเรียนสามารถปฏิบัติการทอได้ด้วยตนเอง นับว่าเป็นความคิดริเริ่มที่ดีซึ่งจะบังเกิดผลดีต่อการพัฒนาการทอผ้าของอำเภอศรีสัชนาลัยต่อไปในอนาคต

ประการที่สี่ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยพวนหาดเสี้ยว นับตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ เป็นต้นมา อาจารย์สาธร โสรัจประสพสันติ ได้เพิ่มประสบการณ์ด้านผ้าซิ่นพื้นเมืองหาดเสี้ยวโดยเริ่มสะสมผ้าตีนจก ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวไทยพวน เช่น ยุ้งข้าว ฉางข้าว เครื่องหีบอ้อย อุปกรณ์ในการทำนา ไถคราด กระดิ่ง เครื่องใช้ในครัวเรือน

การสะสมของมีค่ามากมายเหล่านี้ เขาเปิดเผยว่า ไม่ได้เก็บไว้ดูเพียงผู้คนเดียว หากแต่ได้สร้างพิพิธภัณฑ์ผ้าพื้นเมือง สาธิตวิธีทอผ้าให้นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจทั่วไปเข้าชมโดยไม่คิดมูลค่า นับว่ายังประโยชน์ยิ่งต่องานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยเรา

"ทุกวันนี้ที่ผมรวบรวมเอาไว้ที่นี่ทั้งหมด ก็คือ ประวัติชาวไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว ความเป็นมาของชาวไทยพวน บรรพบุรุษของเราได้สั่งสมสิ่งมีคุณค่าใดมาบ้าง ขอให้ลูกหลานของเราช่วยกันอนุรักษ์สืบสานสิ่งดีงามมีคุณค่าเหล่านี้ให้ดีและให้ได้คงอยู่ตลอดไป"