งานที่ต้องจัดการกับความคาดหวังของ สุรนุช ธงศิลา

นัดพบ

สองชั่วโมงกว่าที่นั่งคุยกับ พี่โก้ หรือ สุรนุช ธงศิลา กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ช่างออกรสออกชาติเสียจริง ด้วยเรื่องราวที่พรั่งพรูจากประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานกับภาคสังคม ล้วนนำมาซึ่งความชุ่มชื่นให้แก่เธอและทีมงาน แต่เห็นเป็นขาลุย ชอบลงพื้นที่ ชอบคุยกับชาวบ้าน ชอบกินอาหารพื้นเมือง โดยเฉพาะอาหารปักษฺใต้ ใครเลยจะรู้ว่าพี่โก้ของเราคืออดีตสาวจากคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากรั้วจามจุรี ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในสยาม สแควร์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในโลกนี้นอกจากพ่อแม่ พี่น้องที่ต้องดูแลแล้ว ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องการความช่วยเหลือ

การเป็นกรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี พี่โก้ต้องทำอะไรบ้าง

ในวันที่เข้ามาอยู่มูลนิธิ เหมือนกับเราต้องทำสองเรื่องควบคู่กันไป คือ 1. เรื่องการวางระบบในการทำงาน 2. ในความเป็นมูลนิธิ เราก็ต้องมีกิจกรรมเพื่อสาธารณะ เพราะฉะนั้น 3-4 ปีแรกจึงค่อนข้างหนักมาก เพราะสมัยก่อนมูลนิธิทำงานแบบปิดทองหลังพระ ต่อมาคณะกรรมการจึงมีนโยบายให้เราออกไปช่วยเหลือสังคมมากยิ่งขึ้น

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ และพี่ต้องทำคือการวางแผนยุทธศาสตร์ของมูลนิธิทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด มูลนิธิก่อตั้งโดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ถึงแม้ว่ากิจกรรมของเราไม่ได้หวังผลทางธุรกิจเพื่อสร้างแบรนด์ แต่สิ่งที่เราทำก็ต้องมีจริตเหมือนบริษัทแม่ เช่น เราต้องนำปรัชญาความเชื่อของบริษัทมาใช้ให้สอดคล้องกับความเป็นมูลนิธิ ซึ่งเอสซีจีเรามีอุดมการณ์ 4 ที่บริษัทตั้งไว้ว่าจะต้องดำเนินธุรกิจอย่างไร ตัวมูลนิธิจะดึงมาแต่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาคสังคม เพราะเราไม่ได้ผลิตสินค้า แต่เราเน้นเรื่องคนซึ่งเราโดดเด่นมาก เพราะคนคือทุกสิ่งทุกอย่างของสังคม แล้วเราก็มีความเชื่อว่าการสังคมจะเข้มแข็งได้ เราต้องสร้างคนดีก่อน งานของมูลนิธิจึงสะท้อนออกมาในเรื่องของการพัฒนาคนทุกระดับ บางครั้งความดีอย่างเดียวไม่พอ เราต้องเพิ่มเติมเรื่องศักยภาพลงไปด้วยเพื่อให้เขามีความสามารถและดียิ่งๆขึ้นไป เพื่อที่เขาจะได้นำความดีเหล่านั้นไปช่วยเหลือชุมชนหรือสังคมของเขา

การทำงานกับคนต้องดึงเรื่องของจิตวิทยาเข้ามาช่วยด้วย

ใช่ค่ะ บางคนมองเข้ามาในมูลนิธิเหมือนเราทำงานกันง่ายมาก แต่ถ้าหวังเรื่องผลสัมฤทธิ์จริงๆ งานมูลนิธิยากกว่า เพราะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของเนื้องานเราต้องออกไปติดต่อประสานงานกับคนภายนอก ซึ่งยากมาก เพราะเขาไม่ใช้ลูกน้องเรา แม้ว่าเราจะนำประโยชน์ไปให้เขาก็ตาม งานมูลนิธิจึงมีปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมอยู่มากทีเดียว

แต่ความยากก็มีความง่ายตรงที่ทำแล้วมันมีความชุ่มชื่น เราไม่เคยคิดว่าการทำงานมูลนิธิเป็นเรื่องการทำบุญนะคะ แต่คิดว่ามันคืออาชีพอย่างหนึ่ง และในความเป็นคนเอสซีจี ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหน สิ่งหนึ่งที่เรายึดถือตลอดเวลาคือ ความเป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณมานั่งอยู่มูลนิธิคุณก็ต้องเป็นมืออาชีพทางด้านการทำงานมูลนิธิด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่พี่พยายามสร้างกำลังใจให้กับน้องๆในทีม คือเราโชคดีที่อยู่ในจุดที่ช่วยคนอื่นได้ ซึ่งเป็นความงดงามของงาน การได้ช่วยคนอื่นมันดีกว่าการรอรับความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นเราจึงเต็มที่กับทุกเรื่อง ยิ่งเราทำด้วยใจพี่คิดว่าอุปสรรคต่างๆนานา มันจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปโดยปริยาย ในความยากจึงมีความงดงามซ่อนอยู่ เราโชคดีที่มีนายและมีเพื่อนร่วมงานที่ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน และเป็นแบ็คอัพที่ดีมากให้กับเรา เราประชุมคณะกรรมการกันเข้มข้นมากเหมือนกับการทำธุรกิจ ตรงนี้คือความภูมิใจส่วนตัวเลยนะคะ กระบวนการทำงานของเราจึงล้อเลียนระบบธุรกิจมาทุกประการ เพียงแต่วัตถุประสงค์คนละแบบเท่านั้นเอง

การวางแผนให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ มีวิธีการมองอย่างไร

งานหลักของเราคือการให้ความช่วยเหลือ คนเอสซีจีแทบทุกคนชอบทำงานภาคสังคมอยู่ในเนื้อ แล้วเรายังมีองค์ความรู้ต่างๆ ที่สามารถนำเอาไปช่วยเหลือสังคมได้ เพราะเรามีความพร้อมทั้งเรื่องกำลังคนและงบประมาณ หมายความว่าเรามีนายที่พร้อมจะจัดสรรงบประมาณให้อันนี้สำคัญมาก

จริงๆแล้วงานช่วยเหลือเรื่องภัยพับัติไม่ใช่งานหลักของเรา บังเอิญว่าเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเกิดภัยพิบัติซ้ำซากกับบ้านเรา ทำให้เราต้องโหมพละกำลังลงไปช่วย จึงดูคล้ายกับว่าเป็นงานหลักของเรา ความที่เราเป็นองค์กรใหญ่เราจึงถูกคาดหวังจากประชาชน ถามว่ากดดันมั้ย กดดัน แต่มันเป็นความกดดันที่มีความสุข

เพราะฉะนั้นการวางแผนยุทธศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญ เบื้องต้นเราต้องรู้จุดแข็งของเรา ขณะเดียวกันเราก็ต้องมองทะลุถึงจุดอ่อนขององค์ก่อนอื่น แต่ไม่ใช่ว่าหน่วยงานอื่นๆ เขาไม่มีศักยภาพนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ถุงยังชีพ ทุกหน่วยงานทำหมดเราจึงถอยออกมา แต่ถ้าพูดถึงเรื่องสุขากระดาษ เรามีศักยภาพเหนือกว่า ต่อเนื่องมาจนถึงปลายปี 2554 ที่เราคิดเรื่องสุขาลอยน้ำ โดยมีคอตโต้ช่วยคิด ซึ่งก่อนที่น้ำจะท่วม เราก็ทำข่าวประชาสัมพันธ์ออกไปว่าใครต้องการสุขาลอยน้ำให้ส่งเรื่องเข้ามา แต่เชื่อมั้ยคะว่าไม่มีใครขอมาเลย เพราะ...มันใหญ่ เขาต้องการให้เราขนย้ายไปให้เขาถึงที่ ซึ่งมันไม่ใช่ ชาวบ้านต้องช่วยตัวเองบ้างในบางเรื่อง ไม่ใช่หวังจากเราทั้งหมด นี้เป็นหนึ่งเรื่องที่เราต้องจัดการกับความคาดหวังของคนให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม

บางแห่งพอน้ำแห้งแล้วมาเรียกให้เราไปยกกลับมาก็มี มันเป็นความขมขื่นอย่างหนึ่งเลยนะ พี่ไม่ได้พูดแบบเหมารวมนะ ตอนนี้สังคมไทยเราเริ่มมีกลิ่นอายของการนั่งรอความช่วยเหลือ และคิดว่าหน่วยงานอื่นๆ หรือบริษัทใหญ่ๆ มีหน้าที่ต้องช่วยเขา ซึ่งเป็นความคิดที่อันตรายมากสำหรับสังคมไทย ตอนนี้เราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยเราจะเน้นเรื่องสุขภิบาล หากเกิดน้ำท่วมขึ้นอีก เพราะคงไม่มีใครทำได้ดีเท่าเรา แต่ตอนปลายปี 2554 สิ่งที่เกิดขึ้นมันหนักหนาสาหัสมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่นับเรื่องภัยพิบัติ งานหลักของเราคือการสร้างคนตั้งแต่เกิดจนเป็นผู้ใหญ่ในชุมชน

เมื่อลงไปถึงระดับชุมชนแล้วพิจารณาอย่างไรว่าเราควรให้ความช่วยเหลือเรื่องใด

ตรงนี้มันเป็นความยากอย่างหนึ่ง เพราะอยู่ที่นี่มา 8 ปีก็ยังไม่ลงตัว เนื่องจากแต่ละชุมชนมีบริบทความต้องการที่ต่างกัน แล้วคนในชุมชนก็ยังไม่เหมือนกันอีก การลงไปพบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชนจะทำ ให้เราได้ข้อมูลมาส่วนหนึ่ง และนี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมพี่จึงชอบลงพื้นที่เพราะมันจะทำให้เราทำงานได้ตรงเป้าหมาย ช่วยเหลือในสิ่งที่ชุมชนต้องการอย่างแท้จริง

ก่อนหน้าที่จะมาอยู่มูลนิธิเอสซีจี ทำงานที่ไหนมากก่อนคะ

พี่ทำงานที่บริษัทสยามคูโบต้า อยู่ทางด้านฝ่ายพัฒนาธุรกิจ หลังจากนั้นก็ถูกโยกให้มาดูงานทางด้านการประชาสัมพันธ์ เพราะนายคงเห็นว่ามันเกี่ยวกันมังคะ เพราะพี่เรียนจบคณะรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากจุฬาฯ ( หัวเราะ) เพราะก่อนหน้านี้พี่เคยทำงานภาคสังคมมาก่อน คูโบต้าเองเขาก็คลุกคลีอยู่กับคนยากคนจน เขาจึงต้องการหาคนที่เข้าใจมิติทางสังคม

ความโชคดีของพี่ คือไม่เคยเป็น NGO แต่มีเพื่อนในวงการ NGO เยอะมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่มานั่งทำงานที่มูลนิธิเอสซีจี จึงทำให้พี่ได้เปรียบ เพราะเราเข้าใจภาคสังคม แต่ขณะเดียวกันเราก็มีความรู้ทางด้านธุรกิจทั้งเรื่องการสื่อสารและการตลาด จึงทำให้ทีมของเรามีกลิ่นอายของธุรกิจซึ่งไม่ใช่มูลนิธิจ๋า เพียงแต่เราหยิบเอากระบวนการทางธุรกิจมาบริหารงานมูลนิธิเพื่อประโยชน์ของสังคมทำให้เรามีความต่าง

การเรียนทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดูน่าจะมีโอกาสเรื่องงานสูงมาก ทำไมพี่โก้จึงเลือกที่จะทำงานเพื่อสังคม

เวลาที่เราพูดว่าเลือกได้ แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งเลือกได้ก็จริง แต่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดบางอย่าง พี่โชคดีที่ได้เข้ามาทำงานที่มูลนิธิเอสซีจี เพราะต้องยอมรับว่าปูนซิเมนต์ไทยเป็นบริษัทที่อยู่ในใจของทุกคน และอยากที่จะเข้ามาทำงานที่นี้ เพราะเป็นบริษัทที่น่าจะถูกติฉินน้อยที่สุด

งานที่มูลนิธิเอสซีจี แตกต่างหรือใกล้เคียงกับที่คูโบต้าคะ

ต่างกันค่ะ แต่ถ้าในแง่ของกลุ่มเป้าหมายคือคนนั้นใกล้เคียงกัน เพราะกลุ่มเกษตรกรคือกลุ่มคนที่ยังยากจน ความรู้ก็ไม่มาก พอมาอยู่ที่มูลนิธิเราก็ยังต้องทำงานกับคนกลุ่มนี้อยู่ แต่ที่ต่างอย่างชัดเจนคือเป้าหมายในการทำงาน ตอนที่อยู่คูโบต้า นายจะพูดเสมอว่าเราต้องทำของดีให้เกษตรกร เพราะในชีวิตเขาอาจจะมีโอกาสซื้อเพียงครั้งเดียว แล้วพอย้ายมาทำงานที่เอสซีจี ก็ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี เจ้านายที่ดี องค์กรที่ดี ทำให้งานของพี่ง่ายขึ้น

การทำงานที่มูลนิธิทำให้ต้องลงพื้นที่ การลงไปแต่ละครั้งเราเห็นอะไรบ้าง

พี่เป็นคนที่ชอบลงพื้นที่มาก ไม่อยากบอกว่าเห็นอะไร สรุปว่าการลงไปแต่ละครั้งมันทำให้เราคิดงานต่อได้อีกเยอะมาก และทำงานได้ตรงเป้ามากยิ่งขึ้น การทำงานกับคนถ้าไม่รู้เขารู้เรา งานคงลุล่วงไปได้ยากมาก เพราะงานที่ทางมูลนิธิใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสียทุกเรื่อง บางโครงการเราก็ล้มเหลว แต่พี่จะไม่เคยตำหนิลูกน้อง แต่จะบอกกับเขาว่าให้นำความล้มเหลวนั้นมาเป็นกรณีศึกษา มาถกกันว่าทำไมมันจึงไม่เป็นไปตามที่คาด

ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านต้องการอะไร

หลากหลายมาก การทำงานทางภาคสังคมเราจึงต้องใจเย็น จริงๆเราเป็นคนใจร้อนนะคะ แต่พอมาทำงานที่นี่ก็ต้องดึงตัวเองให้ช้าลง เช่น เราทำเรื่องกองทุนอาชีพ เพราะเราอยากสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่อยู่ติดถิ่น ถ้าเรามีการสนับสนุนเรื่องอาชีพจนพอที่เขาจะยืนอยู่ได้ ในที่สุดเขาก็จะอยู่ การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ มันเป็นภาพลวงตา อย่างที่ศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ที่น่าน เขาเก่งเรื่องพันธุ์ข้าว แต่เขาเสนอมาว่าเขาจะทำโครงการเลี้ยงหมูหลุม โดยเราจะตั้งเป็นกองทุนสัมมาชีพให้เขากู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย นอกจากนี้เรายังช่วยเขาคิดเรื่องระบบการจัดการภาพรวมของกระบวนการทั้งหมด เช่น เรื่องของการตลาด แต่ละภูมิภาคก็จะแตกต่างกันออกไป แต่เรื่องเหล่านี้เราทำเองไม่ได้ทั้งหมด เราต้องอาศัยชุมชนที่มีผู้นำ พี่จะพูดเสมอว่าองค์กรเดี่ยวๆ แบบเราไปทำงานชุมชนเองไม่ได้ เราต้องเชื่อมโยงกับผู้นำชุมชนและเอ็นจีโอที่ดี งานของเราจึงจะสำเร็จ เขาจะเป็นข้อต่อให้เราซึ่งมีทุน มีความรู้ มีใจ ส่วนเขาจะเป็นแกนนำชาวบ้านให้เขามาทำโครงการร่วมกับเรา และช่วยกันปรับวิถีทางให้ตรงกัน

นั่นแสดงว่าเราต้องมองหาเครือข่ายทุกครั้งที่ลงไปในชุมชน

ถูกต้องค่ะ ย้อนให้ฟังเรื่องหนึ่งว่าสมัยที่เรียนจุฬาฯ พี่ก็ไม่ใช่เด็กที่ชอบทำกิจกรรม ชีวิตจะอยู่แต่สยาม ไม่เข้าใจว่าโลกนี้มีความเดือดร้อนที่ต้องการความช่วยเหลือ จนกระทั่งจบปริญญาตรีแล้วก็ไปช่วยอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ทำงานอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นแกช่วยงานสมาคมสังคมศาสตร์อยู่ ต้องยอมรับว่าการทำงานที่นี่ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เราอย่างมาก และรู้สึกว่าบ้านนี้เมืองนี้ยังมีมากกว่าพี่น้องเรา พ่อแม่เรา ที่ต้องดูแล ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือ เพราะตอนวัยรุ่นพี่เปิดร้านกับเพื่อนขายเสื้อที่จัตุจักร เพราะชอบทำธุรกิจ

ตอนที่ทำงานกับอาจารย์ชัยอนันต์ ยังไม่ได้ลงชุมชน แต่ทำเรื่องนโยบายสาธารณะ เพราะ ณ ตอนนั้นแกเชื่อเรื่องระบบผู้แทนราษฎร ซึ่งแกมองว่าเป็นจุดที่สำคัญที่จะพัฒนาประเทศ แกจึงอยากให้คนที่มาเป็นผู้แทนราษฎรต้องมีความรู้ แกจึงทำเรื่องนโยบายสาธารณะขึ้นเพื่อให้ความรู้ ส.ส. ทั้งหลาย โดยทำเป็นแผ่นพับเล็กๆ ใส่เฉพาะสาระสำคัญลงไป ซึ่งพี่มีหน้าที่รับผิดชอบตรงส่วนนี้ ก็เลยทำให้รู้จักคนมากขึ้น เพราะก่อนที่จะคิดออกมาเป็นนโยบายสาธารณะได้ เราต้องรู้ก่อนว่าสาธารณะเกิดเรื่องเดือดร้อนอะไรขึ้น ตรงนี้น่าจะเป็นจุดแรกที่ทำให้เรามองเห็นความเดือดร้อนของสังคม หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา ก็ยังเรียนทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีก เพราะอยากเรียนจบเร็วๆ ข้อดีของการเรียนทางด้านนี้ก็คือทำให้เราเข้าใจมิติทางสังคมได้ง่ายขึ้น

อะไรคืออุปสรรคของการทำงานภาคสังคม

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเราไม่เคยคาดหวังสูง แล้วก็จะให้กำลังใจคนทำงานภาคสังคมว่า "ทำเต็มที่ ทำดีที่สุด" อย่าแบกโลกคุณจะทุกข์มาก เพราะคุณไม่มีวันที่จะแก้อะไรได้เลย ขอบข่ายงานมันกว้างมาก หรือแม้แต่เราจะทำงานในเชิงนโยบายให้มันเกิดพลังก็ยากมากที่จะขับเคลื่อนได้ เพราะจำได้ว่าปีแรกๆ ที่เด็กเขียนจดหมายเข้ามาขอทุน อ่านแล้วก็ร้องห่มร้องไห้กันยกใหญ่ เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่สามารถช่วยเขาได้ หลังๆมาเราต้องใจแข็ง หลักการต้องนิ่งมาก

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยากที่สุดของเรา คือจัดการกับความคาดหวังของคนที่มองเข้ามา ต้องยอมรับว่าเราไม่ใช้รัฐบาล ยกตัวอย่างเช่นกรณีเรื่องภัยพิบัติ เราต้องมองจังหวะให้ดีว่าควรเข้าไปตอนไหน ถ้าเป็นช่วงตามฤดูกาล เราก็นิ่งเสีย จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติจริงๆ แล้วค่อยเข้าไป เราต้องหนักแน่นมากๆ แต่ไม่ใช่ใจดำนะ

เรามีความพร้อมระดับหนึ่งก็จริง แต่ไม่ใช่สั่งปุ๊บได้ปั๊บนะ มันต้องรอเวลา เพราะเพื่อนที่ช่วยเรา เขาก็ต้องดูแลงานประจำของเขาไม่ให้เสีย ไม่เบียดบังเวลา เราต้องตั้งเรื่องที่ถูกให้เขาทำ ตรงกับความเดือดร้อนของประชาชน และเพื่อนๆ เกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วม อยากเช่นการสร้างบ้านที่ถูก ง่าย เร็ว ดี คุ้มค่า เพื่อลงไปช่วยเหลือทางภาคใต้ โพรไฟล์ของชีวิตการทำงานของคนคนหนึ่ง ถ้าได้ทำงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น พี่ว่ามันสิ่งที่น่าภูมิใจนะ เราจึงโชคดีที่ทุกคนมีใจ

ในแง่ของการติดตามผลของโครงการ

เราแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือในเชิงปริมาณเราครบอยู่แล้ว แต่ในเชิงคุณภาพเราถูกตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะลงไปสอบทานมันจะคุ้มหรือเปล่ากับแรงงานและงบประมาณที่จะต้องเติมลงไป แต่โดยส่วนตัวแล้วถ้าเป็นโครงการเล็กๆ การหมุนของโปรเจ็คท์มันตรวจสอบกันไปในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นโครงการใหญ่ บางครั้งเราต้องมานั่งคิดว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นการติดตามประเมินผลบางอย่างก็จำเป็น แต่บางอย่างก็ไม่จำเป็น บางอย่างตัวกิจกรรมมันสะท้อนอยู่แล้ว เช่น โครงการนิทานในสวน

หรือแม้กระทั่งเรื่องการให้ทุนการศึกษา เพราะมูลนิธิเอสซีจี ให้ทุนการศึกษากับเด็กยากจนเยอะมาก เราจัดสรรงบประมาณไว้ 30-50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนายก็น่ารักมากพูดถึงเรื่องทุนว่า หน่วยงานทั่วไปเวลาที่จะให้ทุนเงื่อนไข คือต้องเรียนดีแต่ยากจน เพราะฉะนั้นก็จะมีเด็กอยู่กลุ่มหนึ่งที่ยากจนแต่เรียนระดับปานกลางที่ไม่ได้รับทุน นายจึงให้นโยบายว่า เพราะฉะนั้นเรามาดูแลเด็กกลุ่มนี้กันดีกว่า คือเป็นทุนยากจนแต่อยากเรียนเพราะเขาสามารถพัฒนาได้ เขาอาจจะไม่ใช่กลุ่มที่อยู่บนส่วนยอดของปิระมิด แต่ปิระมิดจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีฐาน เพราะฉะนั้นเขาก็คือส่วนหนึ่งของสังคมด้วยเช่นกัน แล้วทุนของเราก็น่ารักมาก เพราะเป็นทุนที่ต่อเนื่อง สมมุติว่าเด็กคนหนึ่งได้ทุนตั้งแต่ ป.1 มูลนิธิเอสซีจีก็จะตื๊อส่งให้จนจบปริญญาตรี ตอนนี้เรามีเด็กนักเรียนทุน 4,000 คน/ปี

สมัยก่อนเราเชื่อว่าเมื่อเขามีการศึกษาแล้วดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ในข้อเท็จจริงตอนนี้เมื่อเราทำงานมาเยอะแล้วก็คุ้นชินกับระบบการศึกษาซึ่งเชื่อมโยงกับสังคม การศึกษาในระบบเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์อีกต่อไป เพราะจริงๆแล้วเป้าหมายของการให้ทุนการศึกษา เราคาดหวังว่าเมื่อเขามีการศึกษาแล้วเขาจะมีอาชีพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม แต่ปัจจุบันไม่ใช่อีกต่อไป เนื่องจากเด็กกลุ่มที่เราทำงานอยู่ด้วยเป็นกลุ่มเด็กที่ยากจน ส่วนจะเรียนดีหรือไม่แล้วแต่สถานภาพหรือองค์ประกอบอื่นๆ หรืออาจจะเป็นเด็กที่หัวไม่ดีจริงๆ แต่มีทักษะความสามารถทางด้านอื่นๆ ปัจจุบันเราจึงหันมาคุยกันว่ามีการศึกษาทางเลือกอื่นๆอีกหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนับสนุนอย่างมาก คือสายอาชีวะหรือสายช่าง เพราะตอนนี้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงานทางด้านนี้อย่างมาก เพราะฉะนั้นเราจึงย้อนกลับมามองเด็กกลุ่มที่เราดูแลอยู่ ซึ่งเขาอาจจะไม่เหมาะที่จะเรียนสายสามัญ ควรที่จะแนะนำให้เขามาเรียนสายอาชีวะดีมั้ย เพราะจบมาแล้วมีงานทำแน่นอน เพราะเราอยู่ตรงส่วนของภาคอุตสาหกรรม เรารู้ดีว่าแรงงานประเภทไหนที่ขาดแคลน แต่ก็ไม่ง่ายเพราะเราไม่ใช่มนุษย์ทางการศึกษา

งานมูลนิธิเอสซีจีหนักพอสมควร พี่โก้แบ่งเวลาให้ครอบครัวอย่างไร

พี่ยังไม่มีครอบครัวการทำงานจึงค่อนข้างคล่องตัว เพราะบางครั้งพี่ต้องลงพื้นที่แทนลูกน้องซึ่งมีครอบครัว แต่มันเป็นธรรมชาติมากนะคะ เพราะเราคงชอบงานภาคสังคมด้วย เวลาได้ลงพื้นที่แล้วพี่จะรู้สึกว่าทุกอย่างตื่นเต้นไปหมด พี่จะบอกกับลูกน้องเสมอว่าการทำงานกับคน โดยเฉพาะกับคนยากคนจน ดวงตาคุณต้องเป็นประกายเวลาที่พูดคุยกับเขา ฟังสิ่งที่เขาเล่าอย่างตั้งใจ ทั้งที่ชีวิตจริงโดยส่วนตัวของพี่ตรงกันข้ามเลย แต่พี่ก็ปรับตัวได้และอยู่กับชาวบ้านอย่างมีความสุข ไม่ได้รู้สึกฝืนใจ เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งพอไม่มีครอบครัวให้ห่วงหน้าพะวงหลังทุกอย่างจึงคล่องตัว

8 ปีของการทำงานที่มูลนิธิเอสซีจี พี่โก้ได้อะไรบ้าง

พี่ภูมิใจที่ได้ยืนอยู่ในจุดที่ช่วยคนอื่นได้ ได้ในที่นี้คือประสบการณ์ทำงานภาคสังคม รวมทั้งเรื่องของการพยายามสร้างทีมงานของเราให้เป็นมืออาชีพทางด้านการทำงานให้กับมูลนิธิ มีความรับผิดชอบสูงสุดเรื่องงาน แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่มีความยืดหยุ่นนะคะ มีแต่ต้องดูเป็นกรณีๆไป เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการทำงานของเราเพื่อตอบโจทย์ให้กับสังคม เพราะฉะนั้นเราจึงมีแผนงาน มีกระบวนการ มีเป้าหมาย มีระยะเวลาเริ่มต้น และระยะเวลาสิ้นสุดของโครงการ หลายๆครั้งที่เราทำงานร่วมกับเอ็นจีโอ หรือบริษัทอื่นๆ พอทำไปสักระยะจึงเหลือเราทำอยู่บริษัทเดียว เพราะจริงๆแล้วมูลนิธิเอสซีจีต้องการสนับสนุนเงินทุนเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่จะต้องลงมือทำเองเสียทั้งหมด แต่ถ้าเราทำแบบนั้นมันจะไม่มีโครงการไหนเลยที่สำเร็จตามที่เราตั้งไว้ เพราะเราไม่สามารถผลักดันให้เขาทำงานตามที่เราวางแผนไว้ได้

จริงๆแล้ว พี่โก้ใช้ชีวิตสมบุกสมบันเหมือนงานที่ทำมั้ยคะ

ไม่เลย จริงๆพี่เป็นคนชอบกิน เที่ยว ดื่ม ชอบทำกับข้าว ชอบกินอาหารพื้นเมือง โดยเฉพาะอาหารใต้ ชอบเดินทาง ชอบคุยกับผู้คน ชอบเขียนหนังสือ นิยมใช้ของแบรนด์เนม ในพื้นที่ส่วนตัวเราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นคนที่ไอดิวตามตำแหน่งหน้าที่การงาน เราเป็นคอนซูเมอร์ริซึ่ม แต่เวลาไปช็อปปิ้ง พี่ก็จะมีกระเป๋าพับได้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องให้เขาใส่ถุงพลาสติก บ้านพี่จึงรกไปด้วยถุงกระดาษสวยๆ เพราะจะไม่ยอมทิ้งกลัวจะทำลายสิ่งแวดล้อม แต่พี่ก็ชอบใช้ของซ้ำนะ ไม่ใช่ว่าจะต้องซื้อของใหม่เสียทั้งหมด ทุกปีพี่จะต้องไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งเราจะมีกลุ่มก๊วนของเราที่ชอบไปเที่ยวประเทศแปลก เช่น ประเทศซีเรีย เลบานอน ที่ซีเรียเราน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสุดท้ายที่ออกมา เสียดายเมืองสุดท้ายที่เราตั้งใจจะไปต้องงด เพราะมันเกิดความไม่สงบแล้ว

สุดท้ายแล้วมีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานอื่นๆที่ทำงานเพื่อภาคสังคมอย่างไรบ้าง

คือตอนนี้งาน CSR เริ่มมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีมาก เพราะเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไม่มีใครรู้จักคำว่า CSR มาก่อนเลย แต่พี่กล้าพูดได้เลยว่าหน่วยงานอย่างเอสซีจีเราทำเรื่องนี้มาตลอด และทำมาก่อนที่จะเกิดคำว่า CSR เสียอีก แต่มันก็มีความต่างตรงที่การทำเรื่องดีๆ เพราะอยากทำเพื่อให้สังคมดีขึ้น หรือใช้ CSR เป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์ ไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะมันเป็นเรื่องที่ดี แต่สังคมทุกวันนี้ก็ฉลาดมากขึ้น และใช้เป็นโอกาสที่จะฉกฉวยไม่ช่วยเหลือตัวเอง สิ่งหนึ่งที่พี่ชอบพูดเสมอ คือเราต้องให้อย่างเคารพผู้รับ ผู้รับก็ต้องรับอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะโครงการส่วนใหญ่ของเราไม่ใช่บริจาค แต่จะเป็นในลักษณะกองทุนหมุนเวียนเพื่อให้เขายืนขึ้นได้ สิ่งที่ตามมาก็คืองานที่เพิ่มขึ้น แต่มันก็ชุ่มชื่นเพราะเราจะได้มิตรแท้ สิ่งที่ประทับใจมาก คือเร็วๆนี้ไปช่วยสวนส้มโอพันธุ์ดี ของนครชัยศรี ที่ทรงคะนอง เพราะเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ น้ำท่วมหมด ที่โดนน้ำท่วมโดยที่เราไม่รู้เลยว่าเราเป็นแรงบันดาลให้ชาวบ้าน สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ คือผ้าใบขนาดใหญ่ แต่เราก็หาไม่ได้ พี่ก็โทร.กลับไปหาพี่กมล เปี่ยมสมบูรณ์ ให้ชาวบ้านหาซื้อในพื้นที่ แล้วเดี๋ยวเราจะไปจ่ายเงินให้ โดยที่พี่ไม่รู้ว่าคำพูดที่เราโต้ตอบกันมันถูกส่งผ่านสปีกเกอร์โฟน ตอนหลังได้มานั่งคุยกัน พี่กมลจึงเล่าให้ฟัง พร้อมพูดกับชาวบ้านว่า "เห็นมั้ย เอสซีจีเขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่เขายังช่วยเราเลย แล้วพวกเราจะไม่ลุกขึ้นมาช่วยตัวเองกันบ้างหรือ นี่คือสวนของพวกคุณทั้งนั้นนะ" จนชาวบ้านเขาลุกขึ้นมาช่วยกัน ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ เราไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่เราทำโดยธรรมชาติ จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนอื่นเขามีกำลังใจที่จะลุกขึ้นสู้