น้ำพระทัยพ่อหลวง...สู่ลำน้ำสาขาห้วยสามบาท

สกู๊ปพิเศษ

รัฐบาลดำเนินการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2524 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2524 กำหนดให้มีองค์กรระดับชาติ มีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินการ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เรียกว่า คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. ทำหน้าที่ดำเนินการ ควบคุม อำนวยการ กำกับ ดูแล ติดตามผล หรือประสานงาน ในส่วนราชการ และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ดังนั้น ระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จึงจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรเฉลิมพระเกียรติ ในโครงการสื่ออาสา...สืบสานพระราชดำริ ครั้งที่ 3/2555 โดยนำคณะสื่อมวลชน เยาวชนนักศึกษา และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน และเยี่ยมชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชดำริช่วยเหลือราษฎรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สำหรับพื้นที่ที่เดินทางเข้าเยี่ยมชม คือโครงการพัฒนาลำน้ำสาขาห้วยสามบาท อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในการนั้นได้พระราชทานพระราชดำริ พร้อมพระราชทานแผนที่ ซึ่งทรงวางโครงการเบื้องต้นให้กรมชลประทาน พิจารณาวางโครงการและก่อสร้างปรับปรุง แหล่งเก็บกักในลำน้ำสาขาของห้วยสามบาท

ภายหลังจากโครงการพัฒนาลำน้ำสาขาห้วยสามบาทอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน สามารถเก็บกักน้ำได้ 3.308 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 16,700 ไร่ 17 หมู่บ้าน 2,301 ครัวเรือน ที่ประกอบด้วยประชากร 10,372 คน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ 5 ตำบล ได้แก่ อำเภอด่านขุนทด ตำบลพันชนะ ตำบลหนองกราด ตำบลกุดพิมาน ตำบลวะใหญ่ อำเภอเทพารักษ์ ตำบลสำนักตะคร้อ ทำให้ราษฎรในเขตพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ได้มีแหล่งน้ำสำหรับเก็บกักอย่างเพียงพอ เพื่อนำไปทำการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรกรรมในหน้าฝนหรือหน้าแล้ง ส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องโยกย้ายถิ่นฐาน ออกไปหางานทำนอกพื้นที่ในช่วงฤดูแล้ง

เกษตรกรทำไร่อ้อยและข้าวโพด วัย 48 ปี สมส่วน ลานอก กล่าวถึงประสบการณ์การใช้น้ำในโครงการพระราชดำริ ว่า "ผมเป็นเกษตรกรชาวไร่โดยตรงครับ แรกเริ่มก็ปลูกข้าวโพดร้อยไร่ เก็บเกี่ยวตอนเดือนธันวาคม แต่ช่วงที่ข้าวโพดออกดอก จะมีความต้องการน้ำมาก ถ้าฝนไม่ตกก็เสียหายแก้ไขไม่ได้ เมื่อไม่มีเงินก็ไปกู้เงินนอกระบบมา ดอกเบี้ยร้อยละห้าบาทต่อเดือน เอาไปซื้อเมล็ดพันธุ์ และเป็นค่ารถไถ่ พื้นที่ร้อยไร่ลงทุนไป 3-4 หมื่นบาท พอถึงช่วงปลายปีที่เก็บเกี่ยว มีเงินจ่ายเงินต้นรวมดอกเบี้ยราว 8-9 หมื่นบาท จากที่ได้ประมาณสองแสนกว่า ก็เหลือประมาณแสนกว่าบาท ก็อาศัยส่วนที่เหลือไปลงทุนกันต่อ

...ก็นานมาแล้วที่เห็นทางโทรทัศน์ ถึงโครงการพระราชดำริที่โน้นที่นี่ ก็มีความคิดเหมือนกันว่า เมื่อไรจะมาถึงบ้านของเราบ้าง พอทราบข่าวว่า มีโครงการพระราชดำริมาถึงแน่นอน ผมและครอบครัวดีใจกันมากครับ ต่อมาเมื่อมีโครงการเกิดขึ้น มีน้ำกักเก็บไว้ในอ่าง ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำไร่ มีรายได้มาสร้างที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ในครอบครัวดีขึ้น จากมีมรดกพื้นที่ทำไร่ 15 ไร่ ตอนนี้ขยายออกไป 300 ไร่ โดยปลูกข้าวโพด 100 ไร่ และปลูกอ้อย 200 ไร่ จากที่เคยทำมันสำปะหลัง 100 ไร่ ได้เงิน 8หมื่นบาท...ขาดทุน ทำไร่ข้าวโพด 200 ร้อยไร่ ได้เงินสองแสน...ก็ขาดทุน พอมีน้ำจากโครงการพระราชดำริ ทำไร่อ้อย 200 ไร่เพิ่มเติม ได้เงิน 2 ล้าน ถ้าหักค่าใช้จ่าย จะลดไป 40 เปอร์เซ็นต์ครับ นอกจากมีน้ำมาทำการเกษตรแล้ว เราต้องมีการเอาใจใส่ในพื้นที่ ผมจะดูแลให้พื้นที่มีน้ำท่าตลอดเวลา"

ในโอกาสนี้ทางคณะ สื่ออาสา...สืบสานพระราชดำริ ได้ร่วมในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ "80 พรรษา ปวงประชา ร่มเย็น เป็นสุข" ที่จัดขึ้น ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีองคมนตรี อำพล เสนาณรงค์ เป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งเป็นนิทรรศการที่ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา กองทัพบก สำนักงบประมาณ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และกรมชลประทาน ร่วมจัดงานมาอย่างต่อเนื่องขึ้น เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยทุกคน และเพื่อเผยแพร่ขยายผลองค์ความรู้จากแนวพระราชดำริไปสู่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงเยาวชนได้รับทราบในวงกว้าง

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สุวัฒน์ เทพอารักษ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรเฉลิมพระเกียรติ "80 พรรษา ปวงประชา ร่มเย็น เป็นสุข" ภายใต้โครงการ สื่ออาสา...สืบสานพระราชดำริ ที่จัดงานในทุกภูมิภาค 5 ครั้ง ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เพื่อขยายผลแนวพระราชดำริการทรงงาน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ปวงชนชาวไทย โดยมีสื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ในการถ่ายทอดแนวพระราชดำริและผลสำเร็จ จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้สาธารณชนได้รับรู้ไปอย่างถูกต้อง

ในโอกาสนี้ยังได้นำเยาวชนอาสาต้นแบบ ที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำความรู้ เผยแพร่สู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วยกัน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานงานพระราชดำริ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่อไป โดยเยาวชนนักศึกษาที่มาร่วมกิจกรรมนี้ เป็นนิสิตนักศึกษาปี 3 จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ กนกวรรณ เล่าสุอังกูล นุชนภา อุปลี นันทิชา ป้องเขตต์ ประกายพรึก วงศ์กาฬสินธุ์ และอัจฉรา พรมเกาะ

โดย แพร-กนกวรรณ เล่าสุอังกูล กล่าวว่า "โครงการพระราชดำริ ก่อเกิดผลประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรจะรู้สึกดีใจกว่าใครทั้งนั้น ด้วยปัญหาการขาดแคลนน้ำ เป็นอุปสรรคการทำนาไร่ทุกปี พระเจ้าอยู่หัว...ได้นำโครงการพระราชดำริเรื่องน้ำ เข้ามาช่วยเหลือในพื้นที่การเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรดีขึ้น ต่อเมื่อได้มาเห็นโครงการพระราชดำริ และพบชาวบ้านในละแวกนั้นด้วยตัวเอง ได้เห็นทั้งรอยยิ้มและหน้าตาของชาวบ้าน ที่มีความสุขจากโครงการพระราชดำริ หนูก็รู้สึกดีใจไปกับชาวบ้านด้วย เพราะน้ำมีความสำคัญกับทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือพืช ล้วนแต่ก็ต้องการน้ำมาดำรงชีพ น้ำเป็นส่วนสำคัญในชีวิตการเกษตร หากขาดน้ำ ไม่เพียงแต่พืชพันธุ์เสียหาย แต่ชาวนาไร่จะยากจนอดตายเช่นกัน โครงการพระราชดำริของในหลวง ช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งให้ดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งเรานำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ หรือจะเป็นพระราชดำริต่างๆ ก็นำมาประยุกต์ใช้ภายในชุมชน ให้ช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ เพื่อให้มีชีวิตที่ดีและมีความสุข"

ส่วน น้ำผึ้ง-นุชนภา อุปลี กล่าวว่า "ผึ้งเคยมีโอกาสสัมภาษณ์ทำข่าว ชาวบ้านที่อาศัยในแถบแม่น้ำชี ต่างพูดทั้งน้ำตากันว่า อีกไม่นานแม่น้ำชีคงไม่มีเหลือ เนื่องจากมีเรือดูดทรายเข้ามา ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป น้ำชีเป็นเสมือนลมหายใจของคนอีสาน เป็นท่ออาหารหลัก ที่คอยหล่อเลี้ยงคนทั้งจังหวัดมหาสารคาม ทั้งเป็นแหล่งประมงขนาดย่อม แหล่งน้ำในการเกษตร และที่สำคัญเป็นแหล่งผลิตน้ำประปเพียงแห่งเดียวภายในจังหวัด ปัจจุบันเกิดตะกอนแขวนลอย และคุณภาพน้ำต่ำลงไปมาก ขณะนี้อาชีพการทำประมงแทบจะไม่มี ดังนั้น การที่มาชมโครงการพระราชดำริ จึงทำให้เข้าใจถึงปัญหาดังกล่าวยิ่งขึ้น อีกทั้งรู้สึกประทับใจอย่างมาก ที่ได้เห็นถึงความรู้สึกตื้นตันที่ชาวบ้านมีให้แก่พระเจ้าอยู่หัว ในฐานะนิสิตนักศึกษา ที่ร่ำเรียนสาขาสื่อสิ่งพิมพ์ ก็จะนำไปทำการเผยแพร่หรือนำเสนอ ในรูปแบบของบทความ ภาพถ่าย และข่าวสารต่างๆ โดยจะนำไปใช้ในโอกาสต่างๆให้เหมาะสมที่สุด ในการที่มีโอกาสไปสถานที่จริงและเจอกับชาวบ้าน แม้จะทำให้มีความสนใจหรือความรู้สึกร่วม ที่อาจจะไม่ได้มากมายนัก แต่จะนำกลับไปใช้อย่างมีจิตสำนึก ที่มากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านๆมาค่ะ"

ทางด้าน ตู่-นันทิชา ป้องเขตต์ กล่าวว่า "สิ่งมีชีวิตมีความต้องการน้ำ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต หากไม่มีน้ำ...กระบวนการต่างๆ ในร่างกายจะทำงานผิดปกติ จนเกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ เช่นเดียวกันในแง่ของเกษตรกรเอง ก็มีความต้องการน้ำในการเพาะปลูก เพราะว่าพืชพันธุ์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่อาศัยน้ำในการเจริญเติบโตงอกงาม หากไม่มีน้ำ โอกาสที่พืชจะเติบโตแทบจะไม่มี โครงการพระราชดำริในแต่ละโครงการ ล้วนมีคุณประโยชน์แก่ประชาชน ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และนำมาซึ่งความสุขแก่ประชาชน ชาวบ้านหลายคนที่เราได้พบเจอ ในพื้นที่ที่มีโครงการพระราชดำริ ต่างบอกกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขารักพ่อหลวงของพวกเขา บางคนไม่มีคำตอบที่เปล่งออกจากปาก แต่มีเพียงความเงียบ รอยยิ้ม และความตื้นตันใจ จนแลเห็นนัยน์ตาทั้งสองเอ่อล้นด้วยน้ำตา โครงการพระราชดำริของในหลวงนั้น ทำให้ชาวบ้านต่อสู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในถิ่นฐานเดิม มากกว่าจะการเดินทางเข้าเมืองหลวงไปทำงาน และแล้วสิ่งเหล่านี้เอง ที่เป็นอีกบ่อเกิดของปัญหาหลายๆอย่าง"

ขณะที่ ปอ-ประกายพรึก วงศ์กาฬสินธุ์ กล่าวว่า "น้ำมีความสำคัญกับทุกชีวิตค่ะ โดยเฉพาะด้านการเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวเลี้ยงชีวิตพืชพันธุ์ ซึ่งพระองค์ท่านก็เล็งเห็นความสำคัญ จึงมีโครงการในพระราชดำริมากมาย อาทิ กังหันน้ำชัยพัฒนา...เครื่องกลเติมอากาศเพิ่มออกซิเจน เพื่อบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากแหล่งชุมชน และแหล่งโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีการนำไปใช้งานทั่วประเทศ กิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรเฉลิมพระเกียรติ ในโครงการ สื่ออาสา...สืบสานพระราชดำริ ครั้งนี้ ได้เห็นภาพประทับใจที่ไม่มีวันลืม เพราะได้ไปพบเจอแหล่งปัญหา ที่ได้จัดการแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งในบางทีก็มองภาพไม่ค่อยออก แต่ดัชนีที่เป็นตัวบ่งชี้ได้ดีที่สุด ก็คือความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดยส่วนตัวก็คงนำความรู้สึกที่ได้ในครั้งนี้ ไปเป็นจิตสำนึกที่จะปลูกฝังตัวเองว่า ไม่ควรมองข้ามปัญหาเล็กๆน้อยๆ และนำไปใช้ในรายวิชาเรียน เช่น การเขียนข่าว เขียนสารคดี ที่ต้องอาศัยจากประสบการณ์จริง เพราะด้วยแนวคิดของพระองค์ท่าน ที่ต้องเดินทางลงไปดูในพื้นที่จริง เพื่อเปรียบเทียบและแก้ปัญหาให้ถูกจุด"

และ ก้อย-อัจฉรา พรมเกาะ กล่าวว่า "น้ำมีความสำคัญกับชีวิตและเกษตรกรรมอย่างแน่นอน เพราะหากไม่มีน้ำบรรดาต้นไม้ ข้าว ป่าไม้...คงไม่มีให้เราได้พักพิง น้ำไม่เพียงมีความสำคัญกับธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อร่างกายเรามากที่สุด ประทับใจในโครงการพระราชดำริ ปลาบปลื้มกับความรักของชาวบ้าน ที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัว ก็ต้องขอบคุณหน่วยงาน กปร. ที่เปิดโอกาสให้เหล่านิสิตได้มาร่วมโครงการ สื่ออาสา...สืบสานพระราชดำริ ซึ่งหากใครได้มาสัมผัสกับโครงการ จะได้รับประสบการณ์ดีๆ กลับไปแน่นอน พร้อมนำไปเผยแพร่เรื่องราวและประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิด ซึ่งเชื่อว่า จะมีผลทางด้านจิตใจ เพราะเราได้ไปสัมผัสมาแล้ว ต่อมาคงเป็นเรื่องการปลูกฝังตนเอง อย่างเช่นการลงพื้นที่จริง เพื่อจะได้เห็นปัญหาและแก้ไขได้ถูกต้อง พร้อมนำไปปรับใช้กับงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทุ่มเทพระวรกาย ในการศึกษาพัฒนาและการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้ราษฎรมีน้ำไว้สำหรับอุปโภคบริโภค เพราะทรงตระหนักดีว่า น้ำคือชีวิต ด้วยทุกชีวิตดำรงอยู่ได้...ก็เพราะมีน้ำ ดั่งพระราชดำรัสตอนหนึ่งใจความว่า "หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟ คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้"