"ทุกอย่างต้องเป็นที่สุด" หลักคิดของ... พัชร ศิริวรรณ ช่างภาพจิวเวลรี่ระดับอินเตอร์

นัดพบ

การใช้ชีวิตในอเมริกานานถึง 14 ปี เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ที่ยากยิ่งกว่า คือการกลับมาตั้งหลักใหม่ที่เมืองไทย เบื้องต้นแม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่การมองทุกสิ่งรอบตัวเป็นเรื่องสนุกและน่าเรียนรู้ พัชร ศิริวรรณ หรือ คุณโล่ ช่างภาพจิวเวลรี่ระดับอินเตอร์เพียงไม่กี่คนของเมืองไทย จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ให้โอกาสกับชีวิตในทุกรูปแบบ ค่อยๆเติมความรู้ และบ่มเพาะความรู้ด้านการถ่ายภาพจนสุกงอมและคุ้นเคยกับอัญมณีทุกชนิด สามารถถ่ายภาพวัตถุมีค่าเหล่านี้ออกมาเป็นภาพถ่ายได้อย่างงดงาม จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

คุณโล่บอกกับเราว่าตนนั้นชอบงานศิลปะ โดยเฉพาะการถ่ายภาพจิวเวลรี่ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบเข้าด้วยกัน แต่เมื่อถึงกาลอวสานของฟิล์ม และเข้าสู่ยุคของดิจิทัล ความรอบรู้เรื่องโปรแกรมการตกแต่งภาพจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของช่างภาพไปโดยปริยาย ซึ่งคุณโล่เองก็ไม่รีรอที่จะเป็นมนุษย์ไอทีเพื่อนำมาตกแต่งภาพ และสร้างความโดดเด่นให้กับจิวเวลรี่ที่เกิดจากฝีมือการถ่ายภาพของตนเอง

กล้องตัวแรกในชีวิตเป็นกล้องอะไรคะ

เป็นกล้องเรนจ์ไฟเดอร์ ที่ได้รับมรดกมาจากเพื่อนของคุณแม่ซึ่งเป็นฝรั่ง ตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถม 5 กล้องเรนจ์ไฟเดอร์ (Rangefinder) เป็นกล้องที่มองผ่านช่องมองโดยตรง โดยไม่ผ่านเลนส์ ภาพที่ถ่ายจะผ่านเลนส์เข้าสู่ฟิล์มโดยตรง โดยไม่มีกระจกสะท้อนแสงคั่นเหมือน SLR ระบบหาโฟกัสที่เรียกว่า Rangefinder เลียนแบบจากระบบของปืน ข้อดีของกล้องเรนจ์ไฟเดอร์ คือมีขนาดเล็ก และบางเบากว่ากล้อง SLR เพราะตัดระบบกระจกสะท้อนแสง และ Prism สะท้อนภาพออกไปได้ และก็จะเงียบกว่า SLR เพราะไม่มีเสียงกระจกสะท้อนแสงกระดกเวลาถ่าย คุณภาพของกล้องและเลนส์นับว่าสุดยอดไม่แพ้กล้องระบบอื่นๆ จนได้รับความนิยมมาก กล้องที่ผลิตดีๆ จึงมีราคาแพงกว่ากล้องระบบอื่นมาก เช่น ของ Leica , Contax ฯลฯ

พอได้กล้องตัวนี้มาก็สนุกมากถ่ายภาพทุกอย่างยกเว้นรูปตัวเองกับคน กล้องตัวนี้ทำให้ผมมองทุกสิ่งอย่างรอบตัวเป็นงานศิลปะ อยากบันทึกไว้เป็นความทรงจำทั้งหมด ผมอาจจะเป็นคนแปลกที่มีเรื่องของศิลปะเป็นพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทั้งงานวาด งานปั้น สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่พอเริ่มทำงานก็สรุปที่เรื่องถ่ายภาพเพราะเป็นงานที่จบไว ได้ค่าตอบแทนเร็วกว่างานศิลปะแขนงอื่นๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมวางแผนชีวิตเองทั้งหมด เพราะบ้านเราให้อิสระทางด้านความคิดทุกเรื่อง

เป็นธรรมดาของช่างภาพมือใหม่เมื่อได้กล้องมาก็ยังถ่ายไม่เป็น ดีที่สุดคือใช้วิธีการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่จะเลือกใช้โหมดอัตโนมัติ หลังจากนั้นจึงค่อยๆใช้โหมดแมนน่วล หลังจากนั้นก็เริ่มใช้กล้องฟิล์มของมินอลต้าชนิดเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งกระตุ้นให้เราอยากเรียนรู้เรื่องการถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น สมัยเรียนผมได้ใช้กล้อง Large Formet (View Camara) ใช้ฟิล์มสไลด์ขนาด 4x5 นิ้ว เป็นกล้องมาตรฐานที่ใช้ถ่ายภาพสินค้าทั่วไปซึ่งมีความคมชัดสูงมาก กระทั่งจบออกมาทำงานสตูดิโอที่รับผมเป็นช่างภาพเพื่อรับงานถ่ายภาพทุกชนิด โดยเฉพาะแค็ตตาล็อกก็ยังใช้กล้องประเภทนี้ เพราะอเมริกาเป็นเจ้าตำรับเรื่องของการถ่ายภาพแค็ตตาล็อก

ทราบว่าจบทางด้านการถ่ายภาพมาจากสหรัฐอเมริกา

ใช่ครับ ผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากไปเรียนต่อที่อเมริกา เพราะมีพี่สาวเรียนต่ออยู่ที่นั่น พอเรียนจบที่สาธิตจุฬาฯ ก็เรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ อยู่ปีนึง หลังจากนั้นจึงไปอเมริกา แรกทีเดียวก็เข้าเรียนที่ Blinn College เมือง Brenham สาขานิเทศศาสตร์ คอลเลจนี้เข้าเรียนง่าย โทเฟลยังไม่จำเป็น เรียนได้ 2 ปี ผมก็ย้ายมาเรียนที่ Sam Houston State University มลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านการถ่ายภาพอันดับ 1 ของเท็กซัส เปิดสอนถึงระดับปริญญาโท มีคณะเป็นเอกเทศของตนเอง เครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่างครบครัน โดยเฉพาะสตูดิโอ และห้องแล็บซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ผมเลือกเรียนวิชาเอกทางด้าน Photography ส่วนวิชาโทเบนเข็มมาเรียนทางด้านการพิมพ์ เพราะต้องการเรียนรู้กระบวนการทางด้านการพิมพ์ทั้งหมด ซึ่งเอื้อต่อการถ่ายภาพ แต่ก่อนที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเคยคุยกับที่บ้านว่าอยากเรียนทางด้านการท่องเที่ยว เพราะชอบถ่ายรูป

หลังจากเรียนจบแล้วกลับเมืองไทยหรือทำงานที่อเมริกาต่อ

ทำงานอยู่ที่อเมริกาครับ สิริรวมแล้วผมอยู่ที่อเมริกานาน 14 ปี โดยที่ไม่คิดว่าจะกลับเมืองไทยอีก หน้าที่การงานที่โน่นก็ลงตัว รายได้ก็ดีพอสมควร ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าฉันอยากเรียนที่อเมริกาและอยากใช้ชีวิตอยู่ที่โน่นเลย เพราะเป็นคนที่ชอบความศิวิไลซ์ เป็นคนชอบอากาศหนาว ยิ่งเป็นเมืองที่มีหิมะจะยิ่งดี เพราะเป็นคนขี้ร้อน

ทำไมจึงสนใจถ่ายภาพเฉพาะทางด้านจิวเวลรี่

เริ่มมาจากการได้เข้าไปเป็นผู้ช่วยช่างภาพที่บริษัท Direct Press Modern Litho อยู่ในเมืองดาลัส เท็กซัส ซึ่งผมมีโอกาสได้ถ่ายงานโฆษณาแถบจะทุกชนิด ด้วยอุปกรณ์อันทันสมัย ประกอบกับบริษัทแห่งนี้รับงานถ่ายภาพแค็ตตาล็อกเป็นหลัก สินค้าจึงค่อนข้างหลากหลายมาก เพราะคนอเมริกาเป็นคนชอบซื้อ สินค้าผ่านทางแค็ตตาล็อก (Mail Order)

นอกจากนี้สตูดิโอของเขายังมีสตูดิโอสำหรับการถ่ายภาพงานจิวเวลรี่โดยเฉพาะด้วย เวลาว่างแทนที่จะอยู่เฉยผมก็อาสาเข้าไปช่วยช่างภาพจิวเวลรี่เพื่อจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะความที่เป็นคนชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ผมสนใจงานการถ่ายภาพจิวเวลรี่มาก งานการถ่ายภาพจิวเวลรี่จะต้องใช้กล้องขนาดใหญ่กว่าปกติ (8x10 View Camera) ผมเองมองว่าการถ่ายรูปนั้น ก็เป็นวิทยาศาสตร์เเขนงหนึ่ง สิ่งที่ผมได้จากการทำงานบริษัทนี้คือ การทำงานที่เป็นระบบ สอนให้เราคิดเร็วทำเร็ว ทุกอย่างต้องจบด้วยตัวเราเอง แม้กระทั่งเรื่องการครีเอทงานก็ต้องคิดเอง เพราะสินค้าที่ส่งมาให้เราถ่ายหลากหลายมาก ทั้งนี้ยังไม่นับจำนวนชิ้น ทุกอย่างจึงต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขเวลาที่จำกัด แต่ที่เราทำงานได้เร็วเพราะสตูดิโอ มีพร็อพทุกอย่างให้พร้อม เพื่อให้เราเนรมิตรงานมาได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง ผมอยู่ที่นี่ 7 ปี จึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทยในช่วงที่เศรษฐกิจในอเมริกาตกต่ำตามคำชักชวนของญาติพี่น้อง แต่ถ้าย้อนเวลาได้ ผมคิดว่าไม่กลับมาอาจจะดีกว่า เพราะการกลับมาด้วยความไม่พร้อม มันทำให้เราเคว้งพอสมควร อยู่ที่โน่นผมรับเงินเดือนร่วมแสนบาท นี่เป็นรายได้เมื่อปี 1992 นะครับ

พอกลับมาเมืองไทย ผมทำงานที่บริษัททิปโก้ ทำงานอยู่ในส่วนของฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทิปโก้มีทำธุรกิจโรงแรม ยางมะตอย และน้ำผลไม้ มีเพื่อนที่อเมริกาท้าว่าผมอยู่อเมริกาตั้ง 14 ปี มาอยู่เมืองไทยไม่ได้หรอกประเดี๋ยวก็ต้องกลับไป เราเองก็เป็นคนที่ใครสบประมาทไม่ได้เสียด้วย ก็เลยอยากพิสูจน์ตัวเอง

ตอนอยู่ที่อเมริกา ผมจะเป็นคนที่ไม่เกี่ยงงานแม้ว่าจะมีงานประจำอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังรับทำงานให้กับห้องแล็บแห่งหนึ่งในตอนเย็น โดยทำหน้าที่ล้างฟิล์มจากห้างใหญ่ๆ ยิ่งช่วงคริสมาสต์ งานเยอะมาก แทบไม่ได้นอนเลย แต่เขาก็ให้ค่าตอบแทนคุ้มนะครับ วันเสาร์ก็ยังไปรับงานที่โรงเรียน Fashion and Arts Institue of Dallas เขาอยากให้เราไปช่วยดูแลห้องแล็บ ช่วยเรื่องการเตรียมอุปกรณ์ และเคมีต่างๆ ใน Darkroom ของเเผนก Photography สรุปแล้วทำ 3 Job ทำให้ผมได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ผมมักจะคิดเสมอว่าเราเป็นคนอเมริกัน เพราะว่าฉันได้ทำงานที่ฉันรัก ได้อยู่ประเทศที่ฉันชอบ

ผมเองนั้นเป็นคนที่ไม่เลือกงาน ซีเว่นอีเลฟเว่นก็เคยทำ เป็นเจ้าหน้าที่ ขายของตอนที่จบจากมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ก่อนจะได้งานที่เราชอบจริงๆ ต้องดิ้นรนมาตลอด อยู่ที่โน่นผมใช้ชีวิตไม่ได้ต่างไปจากคนที่ไปขุดทอง ไม่ได้สุขสบายมากมายอะไร ความลำบากไม่ใช่อุปสรรค แต่มันคือความท้าทาย และทำให้ชีวิตมีสีสัน สนุก และตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา

การกลับมาเมืองไทยคุณพัชรจึงคิดว่าเป็นเรื่องผิดพลาดเพราะมิได้วางแผนมาก่อน

ใช่ครับ เพราะการทำงานประชาสัมพันธ์ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร งานถ่ายภาพก็น้อยคอนเนคชั่นก็ไม่ค่อยมี พอออกจากทิปโก้ก็ผันตัวเองไปทำงานทางด้านสิ่งพิมพ์อยู่ที่ บริษัทแปลน เป็นเออีอยู่เกือบ 2 ปี แล้วก็ย้ายไปทำโรงพิมพ์สิริวัฒนา พริ้นติ้งอยู่พักหนึ่ง ก็กระโดดไปทำงานกับบริษัทเดต้าวัน เอเชีย ซึ่งเป็น Data Center ที่ใหญ่มากในเวลานั้น เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Smingapore กับ บริษัทสหวิริยา ที่เป็นผู้ที่จัดงานคอมมาร์ทด้วย(ARIP) ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ต กำลังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย ผมมีหน้าที่เป็นผู้ประสานงานดูแลทุกเรื่อง ให้กับคน Singapore และทำให้ได้คลุกคลีอยู่กับโปรแกรมเมอร์ซึ่งเป็นผลดีกับผมอย่างมาก ปัจจุบันผมเป็นช่างภาพจิวเวลรี่เต็มตัว เป็น Visiting Lecturer ที่ KMUTT และ BUIC (Bangkok University International College) รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับโปรคัลเลอร์ แล็บ ของคุณสมนึกด้วย

คุณพัชรเริ่มต้นเป็นช่างภาพถ่ายจิวเวลรี่อย่างเต็มตัวได้อย่างไร

ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่อเมริกา สตูดิโอที่ผมทำงานเขารับถ่ายภาพจิวเวลรี่ด้วยโดยใช้ฟิล์มสไลด์ขนาด 8x10 นิ้ว เพราะจิวเวลรี่เป็นงานชิ้นเล็กซึ่งต้องการความคมชัดสูงมาก ขนาดฟิล์มยิ่งใหญ่ยิ่งดีเพราะจะมีผลต่ออัตราส่วนการขยาย ยิ่งฟิล์มใหญ่เท่าไหร่อัตราการขยายก็ยิ่งน้อยลง เราก็สามารถจะถ่ายแบบหลวมๆได้ เผื่อที่ในการวางเลย์เอ้าท์ให้ด้วย สมัยก่อนจึงจำเป็นต้องใช้กล้องขนาดใหญ่ เพื่อใช้กับฟิล์มขนาดใหญ่ เมื่อเปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิทัลช่างภาพ ต้องลงทุนเป็นล้านเพื่อซื้อกล้องที่มีไฟล์ขนาดใหญ่ ปัจจุบันตัวที่ผมใช้อยู่เป็น Mamiya(medium format) + Phase One Digital Back (40 ล้านพิกเซล) ผมเริ่ม มาถ่ายจิวเวลรี่แบบเต็มตัวเอีกครั้ง เมื่อประมาน 4 ปีที่แล้วโดยอาศัย การประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านเว็บไซต์ซึ่งได้ความรู้มาจากบริษัทเดต้าวัน เอเชีย

เทคนิคการถ่ายภาพทางด้านจิวเวลรี่ประกอบด้วยอะไรบ้างคะ

อย่างแรกเลยต้องหามุมที่สวยที่สุด เพราะเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน สินค้าชิ้นค่อนข้างจะเล็กมาก ต้องเน้นความคมชัดทั้งภาพ เพื่อโชว์รายละเอียด และความสวยงามให้มากที่สุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแรงจูงใจในการซื้อ นี่จึงเป็นสาเหตุของการต้องเลือกใช้กล้องขนาดใหญ่ที่มี Pixel สูงมาก

การถ่ายภาพจิวเวลรี่ต้องถ่ายในเต๊นท์ขาว หรือกระโจมสีขาวขุ่น โดยจัดไฟส่องให้ครบทุกด้าน เพื่อป้องกันเงาสะท้อนต่างๆ ที่จะมารบกวนบนผิวของจิวเวลรี่หรือโลหะ ซึ่งความคมชัดทั้งภาพต้องอาศัยเทคนิคการถ่ายแบบ Stack Focus Technique คือการนำภาพมากกว่า 1 ภาพ ที่มีความคมชัดในจุดที่ต่างกันของอัญมณีมา Blend เข้าด้วยกันโดยใช้โปรแกรม Photoshop ตั้งแต่เวอร์ชั่น 4 ขึ้นไป การถ่ายภาพจิวเวลรี่ต้องใช้เลนส์มาโคร จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะถ่ายให้คมชัดทั้งภาพ เราจึงต้องต้องถ่ายหลายภาพเพื่อให้ชัดครบทุกจุด เราเองต้องแม่นทั้งเรื่องมุม เรื่องทิศทางของแสงเงา และอุปกรณ์ก็ต้องพร้อม แม้กระทั่งเครื่องมือในการทำความสะอาดอัญมณี

การถ่ายภาพจิวเวลรี่จึงเปรียบเสมือนหมอที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งต้องศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะคุณสมบัติเฉพาะของอัญมณีชนิดต่างๆ แม้กระทั่งวิธีการดูอัญมณี เหลี่ยมมุมของการเจียระไน รูปแบบการดีไซน์ การจัดวางสินค้า ต้องรู้แม้กระทั่งคุณภาพของอัญมณีชนิดต่างๆ การรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ามากเท่าไหร่ จะทำให้เราคุยกับลูกค้า และช่วยให้ถ่ายภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น และดูเป็นมืออาชีพในสายตาลูกค้า ซึ่งเป็นจุดเด่นและทำให้ลูกค้าไว้วางใจและส่งงานมาให้เรา

ส่วนช่องทางในการศึกษาปัจจุบันมีหลากหลายโดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดียเน็ตเวิร์ค ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าของบริษัทใหญ่ๆได้โดยง่าย เช่น แอพพลิเคชั่นที่ช่วยในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพของอัญมณี การดูขนาด สีหรือตำหนิต่างๆ ซึ่งช่างภาพจิวเวลรี่จำเป็นต้องรู้ นอกจากนี้ยังมีตำราดีๆจากต่างประเทศอีกมายมายให้ศึกษาค้นคว้า เพราะทันทีที่เราเปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นดิจิทัล ถ้าคุณไม่เป็นเรื่องไอทีเลย ทุกอย่างคือจบ เราต้องเรียนรู้การใช้โปรแกรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีอบรมที่ไหนเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม หรือบินไปดูงานโฟโตกีน่า ที่ Germany ซึ่งเป็นงานทางด้านการถ่ายภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมจะไม่เคยพลาด เพราะผมถือคติว่ายิ่งรู้มากเท่าไหร่ เราจะยิ่งได้เปรียบ ซึ่งผมเองจะรู้ได้เลย ถ้าลูกค้าจะนำของคุณภาพต่ำ หรือมีตำหนิมาให้เราถ่ายภาพ ผมสามารถจะแย้งกับลูกค้าได้ว่าอัญมณีที่ถ่ายออกมาไม่สวยหรือสวยเพราะเหตุใด ความรอบรู้เรื่องอัญมณี คือเกราะป้องกันตัวเรา

การถ่ายภาพจิวเวลรี่มันไม่ได้จบที่การถ่ายภาพ แต่งานจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือการถ่ายภาพและการรีทัชภาพ การรีทัชภาพเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะจะช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้า ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกา ถ้าเราเข้าไม่ถึงคุณสมบัติเฉพาะของสินค้า และขาดความรู้เรื่องการรีทัช ภาพจะออกมาแบนไม่มีมิติ เพราะโลหะต้องเน้นความเงางาม มีส่วนของเงาและไฮไลท์ที่เหมาะสมลงตัว ดูแล้วเป็นธรรมชาติ สินค้าที่เป็นโลหะจึงต้องถ่ายให้ครบทุกช่วงของ Dynamic range และ Maximum contrast รวมถึงไฮไลท์ เพราะฉะนั้นโปรแกรม Capture One ที่มากับ Digital Back ของ Phase One ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการจัดการไฟล์ RAW (RAW Workflow) หนึ่งในฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยมากที่สุดคือ Focus Mask ซึ่งใช้สำหรับการตรวจเช็คความคมชัด

ช่องทางในการประชาสัมพันธ์ตัวเองของคุณพัชรคืออะไรคะ

ผมใช้ช่องทางผ่าน www.jewelry-photostudio.com ครับ การจดทะเบียนเว็บไซต์ก็มีส่วนสำคัญ การจดหลายชื่อจะทำให้ลูกค้าสามารถลิงค์เข้ามายังเราได้หมด ซึ่งตรงนี้คือข้อได้เปรียบ ในเว็บของผมมีเรื่องราวเกี่ยวกับจิวเวลรี่ไว้ครบถ้วน พร้อมทั้งมีตัวอย่างภาพให้ดูแบบพร้อมสรรพ

ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติคะ

เป็นชาวต่างชาติครับ แต่สินค้าผลิตขึ้นในเมืองไทย ลูกค้าแต่ละชาติก็จะมีความชอบที่แตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าเป็นลูกค้าชาวอิตาลีก็จะชอบอะไรที่หรูหรา การถ่ายภาพจิวเวลรี่จะหลอกมากกว่าจริง ผมถึงบอกว่าการรีทัชเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งเราให้คนอื่นช่วยไม่ได้ ช่างภาพต้องจัดการกับไฟล์ภาพเองทั้งหมด เช่น การเติมความมันวาว เพิ่มความสดใสของสี เน้นเรื่องความคมชัด ภายใต้เงื่อนไขของการแลดูเป็นธรรมชาติ บางชิ้นต้องใช้ถึง 7 รูปมาซ้อนกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการรีทัช เราจะทำงานบนพื้นสีดำเพื่อช่วยถนอมสายตา เพราะฉะนั้นกว่าจะได้รูปที่สวยงามออกมาหนึ่งรูป เราต้องใช้เทคนิคอย่างมาก

ความพิถีพิถันของงานทำให้งานของผมถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารเกี่ยวกับจิวเวลรี่ดังๆทั่วโลก เช่น จิวเวลรี่ อินเตอร์เนชั่นแนล ปีหนึ่งมีเล่มเดียว หนึ่งเล่มมี 600 หน้า เมื่อผมประกาศตัวเองแล้วว่าเป็นช่างภาพจิวเวลรี่ ผมก็ควรมายืนอยู่แถวหน้าให้ได้ และนั่นก็คือเป้าหมายของผม

แนวโน้มความต้องการของช่างภาพจิวเวลรี่เป็นอย่างไรบ้าง

ผมว่ายังเป็นที่ต้องการครับ เพราะช่างภาพที่เป็นอินเตอร์จริงๆ ยังมีน้อยมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะต้องการว่าจ้างแบบเหมาจ่ายในราคาถูก แต่ถ้าเราเชื่อมั่นในมาตรฐานของเรา เราย่อมเรียกราคาได้ สำหรับผมจะเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มไอเอ็นด์ เนื่องจากการถ่ายภาพแต่ละภาพต้องใช้ความละเอียด พิถีพิถัน โดยเฉพาะขั้นตอนการรีทัชซึ่งต้องใช้เวลามาก เพื่อให้ได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบที่สุดออกมา

คุณพัชรคิดว่าการถ่ายภาพจิวเวลรี่มีจุดไหนที่น่าหลงใหล

อย่างน้อยทุกชิ้นที่ถ่ายภาพ มันไม่เคยซ้ำกันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เราได้เห็นคอลเลคชั่นใหม่อยู่เสมอ อยู่กับงานศิลปะที่สวยงาม อุปมาอุปไมยเหมือนกับเราได้ลิ้มรสอาหารจานใหม่ตลอดเวลา งานแต่ละชิ้นก็เล็กดีด้วย จึงไม่จำเป็นต้องใช้สตูดิโอขนาดใหญ่ ได้ทำงานอยู่ในห้องแอร์ที่มีอากาศเย็นที่บ้าน รายได้ก็งดงามพอสมควร ประการสำคัญ คือการถ่ายภาพสิ่งของง่ายกว่าการถ่ายภาพคนมาก เพราะมันอยู่กับที่ ไม่มีการเคลื่อนไหว และมีนิสัยเดียวกันหมด คือเงียบ อารมณ์เดียว แล้วยิ่งงานของเราได้โชว์ไปทั่วโลก มันยิ่งช่วยทำให้เราตื่นตัว

การจะเป็นช่างภาพจิวเวลรี่ที่มีชื่อเสียงได้ ต้องประกอบด้วยเรื่องใดบ้าง

ที่แน่ๆ คือต้องมีความรู้ และประสบการณ์พอสมควร มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพแบบมาโคร สิ่งที่นอกเหนือไปจากนั้น ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการรีทัช เพราะไม่มีตำราสอน ต้องฝึกฝนเอง ทุกอย่างอาศัยวิธีการ DIY สำหรับผมไม่ว่าจะเป็นช่างภาพทางด้านไหน ทุกอย่างต้องเป็นที่สุดเสมอ เพราะฉะนั้นเท่าที่วิเคราะห์ลูกค้าที่เดินเข้ามาหาเราส่วนใหญ่ เห็นผลงานแล้วชอบ และสามารถสื่อสารตรงกัน

นอกจากเป็นช่างภาพแล้วคุณพัชรยังเป็นอาจารย์พิเศษด้วย

ครับ ตอนนี้สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ อินเตอร์ ทางด้านการถ่ายภาพทั่วไป ส่วนที่พระจอมเกล้าธนบุรี เขาต้องการให้เราเน้นทางด้านดิจิทัล สตูดิโอ ซึ่งเป็นแนวที่ผมถนัดอยู่แล้ว

สุดท้ายแล้วอยากจะฝากไปถึงช่างภาพรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

ถ้ารักที่จะถ่ายภาพเป็นอาชีพ ควรศึกษาให้ถ่องแท้ หมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย ไม่จำเป็นว่าจะต้องเก่งทุกด้าน สำคัญคือต้องหาตัวเองให้เจอว่าชอบอะไร มุ่งมั่นให้ถึงที่สุด แล้ววันหนึ่งคุณจะยืนอยู่แถวหน้าในฐานะช่างภาพมืออาชีพ

การถ่ายภาพถือเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง เมื่อไหร่ที่ช่างภาพเข้าถึงองค์ประกอบของศิลปะการถ่ายภาพอย่างถ่องแท้ และไม่หยุดที่จะใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ไม่ช้าไม่นาน ความสำเร็จย่อมต้องสยบให้กับผู้ที่ฝึกฝนแบบที่สุดเสมอ