ดิน น้ำ ลม ไฟ...ใช้ไล่หวัด

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

หวัด...เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ที่คนเราเป็นบ่อยกว่าโรคอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศเย็น ซึ่งสาเหตุของหวัดนั้น หากเป็นมุมมองทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็จะตอบว่า หวัด...เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหวัด ที่มีอยู่มากกว่า 200 ชนิด จากกลุ่มไวรัส 8 กลุ่มด้วยกัน การเกิดโรคขึ้นในแต่ละครั้ง จะเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกัน ต่อเชื้อไวรัสหวัดชนิดนั้นๆ ส่วนในการเป็นไข้หวัดครั้งใหม่ ก็จะเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ ที่ร่างกายยังไม่เคยได้รับเข้ามา แล้วจะหมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ดังนั้น คนเราจึงเป็นไข้หวัดได้บ่อย เด็กเล็กที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อหวัดมาก่อน ก็อาจเป็นไข้หวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่ เพราะไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันต่อหวัด ที่หลากหลายชนิดเท่ากับผู้ใหญ่ อาการของการเป็นหวัด คือ มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นพักๆ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อาจมีอาการคอแห้ง แสบคอ หรือเจ็บคอเล็กน้อย ต่อมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆ คัดจมูก ไอจาม หรืออาจจะเป็นอาการไอแห้งๆ แล้วไอมีเสมหะในลักษณะใสหรือขาวๆ อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ในรายที่การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้เกิน 4 วัน มีน้ำมูกข้น เหลืองหรือเขียว หรือเกิน 24 ชั่วโมง จะไอมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว

การที่ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษา โดยเฉพาะเพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการเท่านั้น ในส่วนของการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัด กระทำได้ค่อนข้างยากมาก เพราะมีเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ การรักษาแบบการแพทย์แผนปัจจุบัน จึงใช้การรักษาไปตามอาการ ส่วนใหญ่เป็นยาแก้ไข้ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้เป็นหลัก ในส่วนของการแพทย์แผนไทยนั้น จะมีมุมมองที่แตกต่างออกไป ในการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยการเจ็บป่วยจากอาการหวัด มิได้เกิดจากเชื้อโรคเท่านั้น แต่เป็นการเสียสมดุลของธาตุในร่างกาย

โดยพื้นฐานในร่างกายของคนเรา ได้ประกอบขึ้นจากการรวมกัน ของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ ในการเจ็บป่วยเกิดจากธาตุใดธาตุหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งธาตุในร่างกาย เกิดอาการกำเริบ หย่อน หรือพิการ จากอาการเจ็บป่วยของโรคหวัด จะเห็นว่ามีธาตุน้ำที่ล้นออกมาเป็นน้ำมูก ซึ่งเป็นความพิการของธาตุลม คือเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ เกิดเป็นโรคหอบ หืด ไอ หรือหลอดลมอักเสบ รวมทั้งสามารถลามไปสู่ธาตุไฟ คือมีอาการอักเสบ บวม แดง หรือร้อนที่เนื้อเยื่อทางเดินหายใจ

ดังนั้น เมื่ออาการหวัดเริ่มต้นจากธาตุน้ำ เราต้องหาธาตุไฟมาช่วยเสียตั้งแต่แรกๆ การเพิ่มธาตุไฟมีได้หลากหลายวิธีด้วยกัน ประการแรกอย่าอยู่แต่ในที่เย็นๆ นานๆ เพราะธาตุไฟต้องทำงานหนัก ในการรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นหัวใจที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่จะช่วยรักษาธาตุไฟในร่างกายให้เป็นปกติ ในการอธิบายแบบสมัยใหม่พบว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยสร้างภูมิต้านทานได้ดี ลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัส ที่ระบบทางเดินหายใจ

การออกกำลังกายทำได้หลายวิธี อย่างการออกกำลังแบบแอโรบิค (ออกกำลังกายต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก) วันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ในการต้านทานเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำได้เอง หรือรวมเป็นกลุ่มก็ได้ หรือใช้วิธีการเดินระยะทาง 400 เมตร ให้ได้ 6-7 รอบ ภายในเวลา 30 นาที สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ควรเริ่มเดินประมาณ 5-10 นาที ประมาณ 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเวลาต่อวัน ในแต่ละสัปดาห์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดเดินเร็วได้ 30 นาทีต่อวัน เป็นระยะเวลา 5 วันต่อสัปดาห์

นักระบาดวิทยาชาวอังกฤษ ดร.เอ็ดกา ซิมสัน ค้นพบว่าคนทั่วโลกจะเป็นหวัดมาก ในช่วงที่มีแสงแดดน้อย แสงแดดเป็นตัวกระตุ้นในการสร้างวิตามินดี วิตามินดี 3 หรือกระตุ้นการสร้างสารอะมิโนที่ต่อสู้กัน และสารซัยโตคายน์ (Cytokines) เป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ดังนั้น หากต้องการมีร่างกายที่แข็งแรง ควรจะหาเวลารับแสงแดดบ้าง โดยเฉพาะในช่วงก่อน 10 โมงเช้า เพราะเป็นเวลาที่แสงแดดไม่แรงมาก อย่าลืมว่าในแสงแดดมีรังสียูวี และรังสียูวีก็มี 2 ชนิด คือยูวี บี ในแสงแดดยามเช้า จะกระตุ้นการสร้างวิตามินดี แต่หากเลยสิบโมงไปแล้ว แสงแดดจะแรงมาก และมียูวี เอ มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง

การเพิ่มธาตุไฟยังกระทำได้ ด้วยการรับประทานอาหารรสร้อน อาทิ

ขิง (Zingiber offcinale Roscoe) คนทุกมุมโลกใช้ขิงแก้หวัด แก้ไอ ในขิงมีพฤกษเคมีหลายชนิด ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ การทดลองพบว่า น้ำขิงแก่ต้มน้ำเดือดนาน 30 นาที ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาส จับกินไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดี

กระเทียม (Allium sativum L.) สมุนไพรที่ใช้รักษาหวัดมาเนิ่นนานนับพันปี ซึ่งอยู่คู่กับครัวคนไทยมานานเช่นกัน มีการศึกษาพบว่า การรับประทานกระเทียมสด สามารถป้องกัน และลดระยะเวลาการเป็นหวัด มีรายงานการศึกษาวิจัยของญี่ปุ่นว่า ในกระเทียมดอง Aged Garlic Extact (AGE) มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

หอมใหญ่ (Allium cepa L.) คนไทยมีการใช้หอมในการรักษาหวัด ทั้งหอมใหญ่และหอมเล็ก ต่างมีสารเคอร์ซิติน (Quercetin) ซึ่งเป็นยาขยายหลอดลม มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านฮิสตามีน และช่วยขยายหลอดลม

กะเพรา (Ocimum tenuiflorum L.) สมุนไพรที่คนไทย และคนอินเดีย นิยมนำมาใช้แก้ไอ แก้หวัด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ มีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จึงมีประโยชน์ในคราวที่ต้องเผชิญกับไข้หวัด 2009

ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) คนจีน และคนไทยโบราณ ใช้ตะไคร้รักษาหวัด หวัดใหญ่ แก้ไข้ แก้ปวดหัว ปวดท้อง มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีเยี่ยม แล้วยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ แก้อักเสบ และต้านไวรัสไข้หวัด

หากท่านใดมีความสนใจเชิญเข้าเยี่ยมชม ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทรศัพท์ 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ